จับตาวาระ กทค. ครั้งที่ 28/2559

ข่าวประชาสัมพันธ์การสื่อสาร ข่าวโทรศัพท์เคลื่อนที่ Wednesday November 16, 2016 16:16
กรุงเทพฯ--16 พ.ย.--NBTC Rights

ในการประชุมคณะกรรมการกิจการโทรคมนาคม (กทค.) ครั้งที่ 28/2559 วันพฤหัสบดีที่ 17 พฤศจิกายน 2559 มีวาระสำคัญที่น่าจับตาคือ เรื่องแนวทางการกำกับดูแลอัตราค่าบริการโทรศัพท์เคลื่อนที่บนคลื่นความถี่ย่าน 2100 MHz ย่าน 1800 MHz และย่าน 900 MHz และแนวทางบังคับผู้ให้บริการคิดค่าบริการเสียงตามการใช้งานจริงในหน่วยวินาที เรื่องการเชื่อมต่อข้อมูลของผู้ใช้บริการในกิจการโทรคมนาคมกับบริการพร้อมเพย์ และเรื่องเกณฑ์การกำหนดอัตราลดค่าบริการสำหรับการใช้บริการเลขหมายโทรศัพท์แบบสั้น 3 หลัก 4 หลัก

ส่วนวาระพิจารณาแก้ไขปัญหาเรื่องร้องเรียนของผู้บริโภค มีเรื่องที่น่าสนใจ 2 กรณี ได้แก่ กรณีผู้บริโภคถูกตัดบริการอินเทอร์เน็ตก่อนครบกำหนดเวลาตามเงื่อนไขรายการส่งเสริมการขาย และกรณีผู้บริโภคประสบปัญหาถูกเปลี่ยนแปลงรายการส่งเสริมการขายผิดพลาด

วาระแนวทางการกำกับดูแลอัตราค่าบริการโทรศัพท์เคลื่อนที่บนคลื่นความถี่ย่าน 2100 MHz ย่าน 1800 MHz และย่าน 900 MHz และแนวทางบังคับผู้ให้บริการคิดค่าบริการเสียงตามการใช้งานจริงในหน่วยวินาที

วาระนี้สืบเนื่องจากเงื่อนไขแนบท้ายใบอนุญาตจากการประมูลคลื่น 2100 MHz กำหนดว่า ผู้รับใบอนุญาตต้องกำหนดอัตราค่าบริการที่ลดลงโดยเฉลี่ยไม่น้อยกว่าร้อยละ 15 นับจากวันที่ได้รับใบอนุญาต ส่วนกรณีคลื่น 1800 MHz และ 900 MHz ระบุว่า ผู้รับใบอนุญาตจะต้องกำหนดอัตราค่าบริการต่ำกว่า อัตราค่าบริการเฉลี่ยของบริการโทรศัพท์เคลื่อนที่ที่ใช้คลื่น 2100 MHz รวมทั้งต้องคิดอัตราค่าบริการตามการใช้งานจริงเป็นวินาที แต่ที่ผ่านมาเรื่องนี้ถูกสังคมวิพากษ์วิจารณ์มาโดยตลอดตั้งแต่ครั้งให้ใบอนุญาต 3G หรือคลื่น 2100 MHz ว่า ทั้งที่มีเงื่อนไขกำกับราคาค่าบริการให้ลดลง แต่จากการใช้งานจริงของผู้ใช้บริการจำนวนมาก ต่างสะท้อนเป็นเสียงเดียวกันว่า ไม่เห็นว่าอัตราค่าบริการลดลงตามเงื่อนไขที่กำหนดไว้ ส่วนเรื่องการคิดอัตราค่าบริการตามการใช้งานจริงเป็นวินาทีโดยไม่ปัดเศษนั้น สำนักงาน กสทช. ให้ข่าวตั้งแต่ต้นปี 2558 ว่าได้ดำเนินการแล้ว และมีการกำหนดไว้ในเงื่อนไขการประมูล สุดท้ายจนแล้วจนรอดก็ไม่เห็นผลเป็นจริงในทางปฏิบัติเสียที

อย่างไรก็ดี เสียงวิพากษ์วิจารณ์ดังกล่าวน่าจะเป็นแรงกดดันที่ทำให้ในการประชุม กทค. ครั้งที่ 10/2559 เมื่อวันที่ 17 พฤษภาคม 2559 กทค. ได้มีมติให้ผู้รับใบอนุญาตคลื่นความถี่ 1800 MHz และ 900 MHz จะต้องคิดอัตราค่าบริการตามการใช้งานจริงเป็นวินาทีทุกรายการส่งเสริมการขาย และมอบหมายให้สำนักงาน กสทช. ตั้งคณะทำงานขึ้นมา เพื่อศึกษาและเสนอแนะแนวทางการตรวจสอบการกำหนดอัตราค่าบริการโทรศัพท์เคลื่อนที่บนคลื่น 2100 MHz คลื่น 1800 MHz และคลื่น 900 MHz เพื่อหาแนวทางกำกับดูแลให้เป็นไปตามเจตนารมณ์ของเงื่อนไขแนบท้ายใบอนุญาต ซึ่งในเวลาต่อมา สำนักงาน กสทช. ก็ได้นำเสนอแนวทางการกำกับดูแลอัตราค่าบริการตามที่คณะทำงานฯ ได้ศึกษา ให้ที่ประชุม กทค. ครั้งที่ 13/2559 เมื่อวันที่ 22 มิถุนายน 2559 ได้พิจารณา

ภาพรวมของแนวทางการกำกับดูแลอัตราค่าบริการที่สำนักงาน กสทช. นำเสนอในการประชุม กทค. ครั้งที่ 13/2559 นั้น นับว่าดีทีเดียว เพราะเป็นแนวทางที่มีความชัดเจนและสามารถแก้ไขข้อจำกัดในการตรวจสอบอัตราค่าบริการแบบเดิม ซึ่งวิธีการเดิมเป็นการกำกับดูแลโดยตรวจสอบค่าบริการเฉลี่ยรวมทั้งตลาดว่าต้องไม่เกินอัตราที่กำหนด แต่วิธีการที่เสนอใหม่คือให้ตรวจสอบอัตราค่าบริการเป็นรายโปรโมชั่นว่าต้องไม่เกินอัตราที่กำหนด รวมไปถึงค่าบริการในส่วนที่เกินจากโปรโมชั่นและค่าบริการประเภท on-top ก็ต้องไม่เกินด้วยเช่นกัน นอกจากนี้ ผู้ให้บริการจะต้องระบุคลื่นความถี่ที่ให้บริการควบคู่กับอัตราค่าบริการให้สำนักงาน กสทช. สามารถตรวจสอบได้ รวมทั้งแจ้งผู้ใช้บริการให้รับรู้เพื่อเป็นข้อมูลในการตัดสินใจเลือกใช้บริการ แต่หากผู้ให้บริการไม่ระบุย่านคลื่นความถี่ที่ให้บริการ สำนักงาน กสทช. ก็จะนำอัตราค่าบริการที่ใช้กำกับดูแลการให้บริการบนคลื่น 1800 MHz และ 900 MHz มาใช้ในการตรวจสอบค่าบริการ โดยอัตราค่าบริการที่จะนำมาใช้เป็นเกณฑ์อ้างอิงคือ ในส่วนอัตราค่าบริการบนคลื่น 2100 MHz ค่าบริการเสียงต้องไม่เกิน 0.82 บาท/นาที, SMS ไม่เกิน 1.33 บาท/ข้อความ, MMS ไม่เกิน 3.32 บาท/ข้อความ, ค่าบริการอินเทอร์เน็ตไม่เกิน 0.28 บาท/MB ส่วนอัตราค่าบริการบนคลื่น 1800 MHz และ 900 MHz ค่าบริการเสียงต้องไม่เกิน 0.69 บาท/นาที, SMS ไม่เกิน 1.15 บาท/ข้อความ, MMS ไม่เกิน 3.11 บาท/ข้อความ, ค่าบริการอินเทอร์เน็ตไม่เกิน 0.26 บาท/MB สำหรับแนวทางการกำกับดูแลเรื่องการคิดค่าบริการตามการใช้งานจริงในหน่วยวินาที โดยไม่มีการปัดเศษนั้น ก็กำหนดให้บังคับใช้ทั้งระบบ ทั้งบนคลื่น 2100 MHz คลื่น 1800 MHz และคลื่น 900 MHz เพื่อให้เป็นมาตรฐานเดียวกัน

ผลการพิจารณาวาระนี้ ที่ประชุม กทค. ครั้งที่ 13/2559 มีมติเห็นชอบตามแนวทางที่สำนักงาน กสทช. นำเสนอ แต่ก็มอบหมายให้สำนักงาน กสทช. นำแนวทางกำกับดูแลอัตราค่าบริการไปจัดประชุมหารือและทำความเข้าใจกับผู้รับใบอนุญาต โดยมติ กทค. ที่ออกมา ปรากฏว่าได้รับเสียงชื่นชมจากผู้ใช้บริการและกลุ่มองค์กรคุ้มครองผู้บริโภค แต่ว่าภายหลังที่สำนักงาน กสทช. นำแนวทางดังกล่าวไปหารือและทำความเข้าใจกับผู้รับใบอนุญาต ผู้รับใบอนุญาตต่างไม่เห็นด้วย เหตุผลหลักๆ คือ แนวทางการควบคุมอัตราค่าบริการโทรศัพท์เคลื่อนที่ตามกฎเกณฑ์นี้จะเป็นการลดทอนการแข่งขันในการพัฒนาโปรโมชั่นหรือรายการส่งเสริมการขายต่างๆ ที่ออกสู่ตลาดเพื่อตอบสนองความต้องการของผู้ใช้บริการที่หลากหลาย และอาจทำให้ผู้ประกอบการขาดแรงจูงใจในการพัฒนาประสิทธิภาพการให้บริการ

ขณะเดียวกันในส่วนของการบังคับผู้ให้บริการบนคลื่นความถี่ 1800 MHz และ 900 MHz ต้องคิดอัตราค่าบริการตามการใช้งานจริงเป็นวินาทีทุกรายการส่งเสริมการขายนั้น ปรากฏว่าสำนักงาน กสทช. ได้มีหนังสือแจ้งให้ผู้รับใบอนุญาตดำเนินการตามมติ กทค. ครั้งที่ 10/2559 โดยเคร่งครัดถึง 4 ครั้ง แต่ก็ได้รับการโต้แย้งจาก บจ. ทรู มูฟ เอช ยูนิเวอร์แซล คอมมิวนิเคชั่น (TUC) โดยอ้างว่า ในขณะที่เข้าร่วมประมูล ผู้ให้บริการทุกรายคิดค่าบริการตามการใช้งานเป็นหน่วยนาที และได้ใช้อัตราดังกล่าวมาเป็นฐานในการคิดคำนวณแผนการลงทุน ดังนั้นมติ กทค. ดังกล่าวจึงเป็นการจำกัดสิทธิผู้รับใบอนุญาตเกินสมควร อีกทั้งตามประกาศหลักเกณฑ์การอนุญาตให้ใช้คลื่นความถี่ 1800 MHz และ 900 MHz ก็กำหนดบังคับให้มีรายการส่งเสริมการขายอย่างน้อย 1 รายการเท่านั้น ไม่ใช่ทุกรายการ ซึ่งหากจะบังคับใช้มติ กทค. ดังกล่าว ก็จะต้องมีมาตรการบรรเทาความเสียหายหรือชดเชยให้แก่บริษัทฯ ในกรณีนี้จึงยังไม่มีความคืบหน้าเช่นกัน

สำหรับการประชุม กทค. ครั้งนี้ สำนักงาน กสทช. เตรียมเสนอที่ประชุมพิจารณาแนวทางการกำกับดูแลอัตราค่าบริการที่ปรับปรุงใหม่ ซึ่งหากพิจารณาโดยผิวเผินแล้ว อาจคล้ายกับแนวทางเดิม คือ ยึดอัตราค่าบริการที่เป็นอัตราอ้างอิงตามแนวทางเดิม และผู้ให้บริการจะต้องระบุคลื่นความถี่ที่ให้บริการควบคู่กับอัตราค่าบริการแจ้งให้สำนักงาน กสทช. และผู้ใช้บริการทราบ แต่สิ่งที่แตกต่างคือเปลี่ยนแนวทางการตรวจสอบอัตราค่าบริการเป็นลักษณะเฉลี่ยแบบเดิม กล่าวคืออัตราค่าบริการเฉลี่ยต่อหน่วยรวมทุกรายการส่งเสริมต้องไม่เกินอัตราอ้างอิง เพียงแต่มีการกำหนดเงื่อนไขเพิ่มเติมว่าให้มีรายการส่งเสริมการขายไม่น้อยกว่าครึ่งหนึ่งที่อัตราค่าบริการเฉลี่ยต่อหน่วยของแต่ละบริการต้องไม่เกินอัตราอ้างอิง ส่วนแนวทางการกำกับดูแลเรื่องการคิดค่าบริการตามการใช้งานจริงในหน่วยวินาที โดยไม่มีการปัดเศษนั้น ก็กำหนดหลักเกณฑ์ไว้ครึ่งๆ กลางๆ เช่นกัน คือให้ผู้รับใบอนุญาตต้องมีรายการส่งเสริมการขายและบริการเสริมไม่น้อยกว่าครึ่งที่คิดค่าบริการประเภทเสียงเป็นวินาทีและบริการอินเทอร์เน็ตเป็น KB

ส่วนเรื่องการบังคับผู้ให้บริการคิดอัตราค่าบริการตามการใช้งานจริงเป็นวินาทีตามมติ กทค. ครั้งที่ 10/2559 นั้น สำนักงาน กสทช. เสนอทางเลือกให้ กทค. พิจารณาเปลี่ยนแปลงมติตามข้อเสนอใหม่ที่บังคับใช้กับรายการส่งเสริมการขายและบริการเสริมว่าไม่น้อยกว่าครึ่งหนึ่งเท่านั้น

หากจะว่าไปแล้ว เรื่องนี้เป็นสิ่งที่สามารถทำความเข้าใจได้ว่า ผู้รับใบอนุญาตก็อยากทำธุรกิจให้ได้กำไรมาก ผู้บริโภคก็อยากใช้บริการราคาถูก ส่วนองค์กรกำกับดูแลอย่าง กสทช. คงต้องกำกับดูแลอัตราค่าบริการให้ราคาเป็นธรรม มีความชัดเจน ไม่ให้มีการเอารัดเปรียบผู้ใช้บริการ ซึ่งแนวทางการกำกับดูแลอัตราค่าบริการในแบบครึ่งๆ กลางๆ ที่สำนักงาน กสทช. เตรียมเสนอต่อที่ประชุมนี้ ไม่เพียงแต่จะทำให้การกำกับดูแลของสำนักงาน กสทช. มีความซับซ้อนมากขึ้น แต่จะยิ่งสร้างความสับสนให้กับผู้ใช้บริการ และไม่เป็นไปตามคำโฆษณาของสำนักงาน กสทช. ที่ทุ่มงบประมาณจำนวนมากซื้อพื้นที่สื่อหลังจากที่มีการจัดประมูลคลื่นความถี่ทั้งสามย่าน แล้วประการสำคัญคือสุดท้ายอาจไม่สามารถกำกับดูแลอัตราค่าบริการให้เป็นไปตามเจตนารมณ์ของเงื่อนไขแนบท้ายใบอนุญาต ส่วนเสียงชื่นชมที่ผู้ใช้บริการและกลุ่มองค์กรคุ้มครองผู้บริโภคเคยมอบให้สำนักงาน กสทช. ในเรื่องนี้ เชื่อว่าคงต้องทวงคืน

วาระการเชื่อมต่อข้อมูลของผู้ใช้บริการในกิจการโทรคมนาคมกับบริการพร้อมเพย์

วาระนี้สืบเนื่องจากสำนักงาน กสทช. และธนาคารแห่งประเทศไทย ได้ทำบันทึกข้อตกลงความร่วมมือทางวิชาการ (MOU) เมื่อเดือนมิถุนายน 2559 เพื่อศึกษาแนวทางการกำกับดูแลผู้ให้บริการโทรคมนาคมและการใช้บริการชำระเงินผ่านโทรศัพท์เคลื่อนที่และอุปกรณ์สื่อสารไร้สาย (Mobile Payment) ของผู้ใช้บริการ เพื่อให้สอดคล้องกับสภาพแวดล้อมทางธุรกิจที่เปลี่ยนแปลงไป ซึ่งที่ผ่านมามีการประชุมร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องหลายครั้ง แต่ก็มีประเด็นปัญหาที่ติดขัดข้อกฎหมายและความเห็นที่ไม่สอดคล้องกัน คือเรื่องการเชื่อมต่อข้อมูลและแลกเปลี่ยนข้อมูลเพื่อสนับสนุนบริการพร้อมเพย์และบริการทางการเงินผ่านอิเล็กทรอนิกส์อื่นๆ เนื่องจากตามประกาศ กทช. เรื่องมาตรการคุ้มครองสิทธิของผู้ใช้บริการโทรคมนาคมเกี่ยวกับข้อมูลส่วนบุคคล สิทธิในความเป็นส่วนตัว และเสรีภาพในการสื่อสารถึงกันโดยทางโทรคมนาคม กำหนดว่า "ผู้รับใบอนุญาตประมวลผลข้อมูลส่วนบุคคลได้โดยต้องได้รับความยินยอมจากผู้ใช้บริการ และต้องกระทำเพื่อประโยชน์ในการดำเนินกิจการโทรคมนาคมเท่านั้น"

อย่างไรก็ดี ภายใต้ข้อจำกัดของกฎหมายดังกล่าว สำนักงาน กสทช. เสนอให้ตีความข้อกฎหมายเพื่อเปิดช่องให้สามารถเชื่อมต่อข้อมูลของผู้ใช้บริการโทรคมนาคมไปใช้กับบริการพร้อมเพย์ได้ว่า 1) การที่ธนาคารพาณิชย์ได้ดำเนินการตามแนวปฏิบัติการลงทะเบียนพร้อมเพย์ของธนาคารแห่งประเทศไทย โดยผู้ใช้บริการได้ให้ความยินยอมตั้งแต่เริ่มเปิดใช้บริการกับธนาคารพาณิชย์แล้วนั้น ย่อมถือได้ว่าผู้ใช้บริการได้ให้ความยินยอมให้มีการประมวลผลข้อมูลส่วนบุคคลที่ใช้ในการประกอบกิจการโทรคมนาคมในส่วนที่เกี่ยวข้องกับบริการพร้อมเพย์ด้วยแล้ว และ 2) เมื่อบริการพร้อมเพย์เป็นบริการที่ใช้บริการโทรคมนาคมหรือบริการโทรศัพท์เคลื่อนที่เป็นเครื่องมือในการอำนวยความสะดวกในการเข้าถึงบริการ จึงถือเป็นบริการโทรคมนาคมตามนัยประกาศ ดังนั้น การที่ผู้ให้บริการโทรศัพท์เคลื่อนที่อำนวยความสะดวกในการให้บริการพร้อมเพย์ จึงเป็นกรณีที่มีการประมวลผลข้อมูลส่วนบุคคลเพื่อประโยชน์ในการดำเนินกิจการโทรคมนาคมแล้ว

สำหรับวาระที่สำนักงาน กสทช. เตรียมเสนอที่ประชุมพิจารณาในครั้งนี้ กทค. คงต้องพิจารณาให้รอบคอบในเรื่องความชอบของกฎหมาย เพราะบริการพร้อมเพย์และบริการทางการเงินผ่านอิเล็กทรอนิกส์ต่างๆ นั้น เป็นบริการทางการเงินที่อยู่ภายใต้การกำกับดูแลของธนาคารแห่งประเทศไทย ย่อมชัดเจนว่าไม่ใช่กิจการโทรคมนาคม ดังนั้นการตีความว่า การที่ผู้ใช้บริการลงทะเบียนสมัครพร้อมเพย์ ย่อมเท่ากับยินยอมให้มีการประมวลผลข้อมูลส่วนบุคคลที่ใช้ในการประกอบกิจการโทรคมนาคมในส่วนที่เกี่ยวข้องกับบริการพร้อมเพย์ด้วยแล้วนั้น จึงดูจะไม่ถูกต้อง นอกจากนี้ ประเด็นที่สำคัญยิ่งไปกว่านั้นที่ กทค. ต้องพิจารณา คือเรื่องความปลอดภัยของข้อมูลส่วนบุคคล ซึ่งเป็นปัญหาที่คนส่วนใหญ่ในสังคมวิตกกังวล

วาระเกณฑ์การกำหนดอัตราลดค่าบริการสำหรับการใช้บริการเลขหมายโทรศัพท์แบบสั้น 3 หลัก 4 หลัก

วาระนี้สืบเนื่องจากการยกร่างประกาศ กสทช. เรื่อง การลดหรือยกเว้นค่าบริการสำหรับการใช้บริการเลขหมายโทรศัพท์แบบสั้น 3 หลัก 4 หลัก ซึ่งปัจจุบันอยู่ในขั้นตอนที่สำนักงาน กสทช. นำเสนอประธาน กสทช. พิจารณาลงนาม แต่ว่ายังคงไม่มีความชัดเจนในประเด็นเกณฑ์การลดอัตราค่าบริการสำหรับการใช้บริการเลขหมายโทรศัพท์แบบสั้น 3 หลัก และ 4 หลัก โดยแนวทางที่สำนักงาน กสทช. เตรียมนำเสนอให้ที่ประชุม กทค. พิจารณาในครั้งนี้คือ ควรกำหนดเป็นอัตราสะท้อนต้นทุนส่วนเพิ่มที่ผู้ให้บริการจำเป็นต้องจ่าย (Marginal Cost) ให้แก่ผู้ให้บริการโครงข่ายอื่นกรณีใช้หรือโทรข้ามไปยังโครงข่ายอื่น ซึ่งสำนักงาน กสทช. เสนอให้กำหนดอัตราค่าบริการจากอัตราค่าตอบแทนการเชื่อมต่อโครงข่ายโทรคมนาคมเพื่อให้สามารถเรียกถึงจุดปลายทาง (Call Termination Rate) โดยจะมีผลใช้บังคับกับทั้งกรณีการโทรออกจากโครงข่ายศัพท์เคลื่อนที่และการโทรออกจากโครงข่ายโทรศัพท์ประจำที่ และทั้งที่เป็นการโทรในโครงข่ายเดียวกัน (on net call) และการโทรข้ามโครงข่าย (off net call) เพื่อเป็นการลดภาระค่าใช้จ่ายให้กับผู้ให้บริการ ดังนั้นในกรณีหากเป็นการโทรออกจากโทรศัพท์เคลื่อนที่ จะคิดอัตราค่าบริการ 0.31 บาท/นาที ซึ่งอัตราค่าบริการโทรศัพท์เคลื่อนที่เฉลี่ยในปัจจุบันอยู่ที่ 0.61 บาท/นาที ส่วนถ้าเป็นการโทรออกจากโทรศัพท์ประจำที่ จะคิดอัตราค่าบริการ 0.83 บาท/ครั้ง ซึ่งอัตราค่าบริการโทรศัพท์ประจำที่ปัจจุบันอยู่ที่ 3 บาท/ครั้ง

อย่างไรก็ตาม เกณฑ์ที่สำนักงาน กสทช. เสนอมา ดูจะมีช่องโหว่และไม่สะท้อนสถานการณ์จริงในทางปฏิบัติของผู้ใช้บริการ เช่น หากผู้ใช้บริการโทรศัพท์เคลื่อนที่ใช้รายการส่งเสริมการขายที่มีสิทธิพิเศษโทรฟรีทั้งในและนอกเครือข่าย เมื่อโทรเข้าเลขหมายสั้น 3 หลัก 4 หลัก ระบบจะทำการหักในส่วนโทรฟรีหรือคิดค่าบริการตามอัตรา 0.31 บาท/นาที โดยหากว่าเป็นการหักออกจากสิทธิโทรฟรี นั่นเท่ากับว่าผู้ใช้บริการรายดังกล่าวไม่ได้รับการสนับสนุนตามแนวทางของประกาศนี้แต่อย่างใด หรือในกรณีที่ผู้ใช้บริการโทรศัพท์เคลื่อนที่เลือกใช้รายการส่งเสริมการขายที่มีอัตราค่าบริการต่ำกว่าอัตราที่กำหนด ผู้ใช้บริการกลุ่มนี้ก็จะไม่ได้รับการสนับสนุนตามประกาศด้วยเช่นกัน

นอกจากนี้ หากเป็นกรณีที่ผู้ใช้บริการโทรศัพท์ประจำที่โทรจากต้นทางถึงปลายทางที่เป็นเครือข่ายเดียวกัน เช่นการใช้บริการโทรศัพท์พื้นฐานของเครือข่ายทีโอทีโทรเข้าเลขหมายสั้น 3 หลัก 4 หลักที่ฝากอยู่บนเครือข่ายของทีโอทีเหมือนกัน อัตราค่าบริการก็ควรต้องกำหนดให้ต่ำกว่า 0.83 บาท/ครั้ง ด้วยหรือไม่ เพราะกรณีนี้ไม่ใช่เป็นการเชื่อมต่อข้ามโครงข่าย และค่าใช้จ่ายที่เกิดขึ้นจากการใช้โครงข่ายของตนเองนั้นเป็นต้นทุนที่ได้เกิดขึ้นไปแล้ว จึงไม่มีภาระ

อันที่จริงเจตนารมณ์หลักของการออกประกาศฉบับนี้ตามมาตรา 57 วรรคสองของ พ.ร.บ. การประกอบกิจการโทรคมนาคม พ.ศ. 2544 นั้น ก็เพื่อส่งเสริมและสนับสนุนโอกาสในการเข้าถึงบริการข้อมูลข่าวสารและความรู้ที่มีประโยชน์ผ่านบริการโทรคมนาคม ซึ่งถือเป็นหน้าที่ของผู้ให้บริการตามหลักกฎหมายนี้ที่จะต้องเป็นฝ่ายแบกรับและแบ่งเบาภาระของผู้ใช้บริการ มิใช่แนวคิดเรื่องการกำหนดอัตราค่าบริการในตลาดที่จะต้องพิจารณาว่าจะไม่ก่อให้เกิดภาระเกินสมควรแก่ผู้ให้บริการแต่อย่างใด ดังนั้นในการยกร่างประกาศของสำนักงาน กสทช. และการพิจารณาวาระนี้ของ กทค. อาจจำเป็นต้องตั้งหลักคิดให้สอดคล้องกับเจตนารมณ์ที่แท้จริงก่อนด้วย

วาระการพิจารณาแก้ไขเรื่องร้องเรียน

ในการประชุม กทค. ครั้งที่ 28/2559 นี้ สำนักงาน กสทช. เตรียมเสนอให้ที่ประชุมพิจารณาแก้ไขปัญหาเรื่องร้องเรียนจำนวน 8 วาระ โดยมีเรื่องที่น่าจับตา 2 วาระ คือ กรณีผู้ใช้บริการถูกตัดบริการอินเทอร์เน็ตก่อนครบกำหนดเวลาตามเงื่อนไขรายการส่งเสริมการขาย และกรณีประสบปัญหาถูกเปลี่ยนแปลงรายการส่งเสริมการขายผิดพลาด

สำหรับกรณีแรกเป็นเรื่องของผู้บริโภคที่ใช้บริการโทรศัพท์เคลื่อนที่ระบบเติมเงินของ บจ. แอดวานซ์ ไวร์เลส เน็ทเวอร์ค โดยผู้บริโภครายนี้แจ้งว่า สมัครใช้รายการส่งเสริมการขายแบบเติมเงินรายสัปดาห์ราคา 99 บาท โทรฟรีในเครือข่ายเดียวกันตั้งแต่ 22.00 – 17.00 น. และเล่นอินเทอร์เน็ตฟรี 7 วัน แต่พบว่าถูกบริษัทเอาเปรียบ เพราะถูกตัดสัญญาณอินเทอร์เน็ตทันทีในช่วงเวลา 24.00 น. – 05.00 น. ทั้งที่มีเวลาเหลืออีกหลายชั่วโมงกว่าที่จะครบ 7 วันตามเงื่อนไข

เรื่องนี้ คณะอนุกรรมการคุ้มครองผู้บริโภคด้านกิจการโทรคมนาคม เห็นว่า 1) บริษัทฯ มีสิทธิกำหนดเงื่อนไขรายการส่งเสริมการขายโดยคำนวณระยะเวลาเป็นวัน โดยกำหนดให้การใช้งานวันแรกเริ่มนับตั้งแต่หลังเวลา 24.00 น. และวันสุดท้ายสิ้นสุดการใช้งานในเวลา 24.00 น. และ 2) ให้บริษัทฯ แจ้งเงื่อนไขเพิ่มเติมให้ผู้ใช้บริการทราบว่า การใช้งานวันแรกเริ่มนับตั้งแต่หลังเวลา 24.00 น. และวันสุดท้ายสิ้นสุดการใช้งานในเวลา 24.00 น.

อย่างไรก็ดี ทางผู้บริโภคคงรู้สึกเหมือนถูกเอาเปรียบอยู่ดี ดังนั้น กทค. ควรมีมติให้ชัดเจนไปเลยว่า ผู้ให้บริการทุกรายต้องระบุเงื่อนไขลักษณะเช่นนี้ในรายการส่งเสริมการขายให้ชัดเจนและแจ้งให้ผู้บริโภคทราบทุกครั้งที่มีการเติมเงินหรือสมัครใช้บริการ เพื่อป้องกันปัญหาที่ผู้บริโภครู้สึกเหมือนถูกบริษัทฯ หลอกลวง หรือไปเผลอสมัครใช้บริการด้วยความไม่รู้ตอนใกล้เวลา 24.00 น.

ส่วนอีกกรณีหนึ่งเป็นเรื่องของผู้บริโภคที่ใช้บริการโทรศัพท์เคลื่อนที่แบบชำระค่าบริการรายเดือนของ บจ. เรียล มูฟ โดยประสบปัญหาถูกเปลี่ยนแปลงรายการส่งเสริมการขายจากระบบรายเดือนเป็นระบบเติมเงิน

ภายหลังเมื่อผู้บริโภครายนี้สอบถามปัญหาไปยังผู้ให้บริการ ก็พบคำตอบว่าเกิดจากผู้ให้บริการบันทึกโปรโมชั่นผิดหมายเลข จึงดำเนินการเปลี่ยนรายการส่งเสริมการขายกลับมาให้เหมือนเดิม แต่ว่าเจ้าหน้าที่บริษัทฯ แจ้งว่า สามารถใช้งานรายการส่งเสริมการขายเดิมได้เพียง 6 เดือนเท่านั้น เนื่องจากรายการส่งเสริมการขายนี้จะไม่มีให้บริการแล้ว เรื่องนี้ผู้บริโภคเห็นว่าไม่ได้รับความเป็นธรรม จึงร้องเรียนมายังสำนักงาน กสทช. ซึ่งคณะอนุกรรมการคุ้มครองผู้บริโภคด้านกิจการโทรคมนาคมวินิจฉัยเรื่องนี้แล้วเห็นว่า บริษัทฯ มีสิทธิกำหนดระยะเวลาสิ้นสุดรายการส่งเสริมการขาย อย่างไรก็ตาม หากรายการส่งเสริมการขายนี้ยังคงมีให้บริการกับผู้ใช้บริการรายอื่นเป็นการทั่วไป ผู้ร้องเรียนย่อมมีสิทธิที่จะขอใช้บริการ แต่ถ้ารายการส่งเสริมการขายนี้ไม่มีให้บริการในท้องตลาดแล้ว สำนักงาน กสทช. ก็ไม่สามารถสั่งการบริษัทฯ ให้บริการแก่ผู้ร้องเรียนเป็นการเฉพาะได้ ถึงกระนั้นระยะเวลาการส่งเสริมการขายก็ต้องเป็นไปตามสิทธิเดิมก่อนที่จะมีการเปลี่ยนแปลงรายการส่งเสริมการขายผิดพลาดเกิดขึ้นด้วย และเมื่อสิ้นสุดระยะเวลาของรายการส่งเสริมการขายนั้น บริษัทฯ ต้องแจ้งให้ผู้ร้องเรียนทราบ เพื่อให้เลือกใช้บริการรายการส่งเสริมการขายใหม่ โดยที่ต้องเปลี่ยนรายการส่งเสริมการขายให้ตามความประสงค์ของผู้ร้องเรียน


Latest Press Release

วีเอสที อีซีเอส (ประเทศไทย) รับรางวัลบุคคลคุณภาพแห่งปี 2018 ภาคธุรกิจเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสารจาก (มสวท.)

นายสมศักดิ์ เพ็ชรทวีพรเดช ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท วีเอสที อีซีเอส (ประเทศไทย) จำกัด ขึ้นรับรางวัล "บุคคลคุณภาพแห่งปี 2018" ด้านธุรกิจเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร ในโครงการ "บุคคลคุณภาพแห่งปี 2018" (Quality Person of the Year 2018)...

AIS Fibre สร้างความต่าง! ผุด แพ็กเสริมเน็ตบ้าน SpeedBOOST รายแรกของไทย ให้เพิ่มสปีดได้แบบรายวัน แรงสุดถึง 1 Gbps ตอบโจทย์ลูกค้าที่อยากใช้เน็ตเร็วสูงเฉพาะบางวัน

นายศรัณย์ ผโลประการ หัวหน้าฝ่ายงานบริหารธุรกิจฟิกซ์ บรอดแบนด์ เอไอเอส กล่าวว่า "นอกเหนือจากการสร้างมาตรฐานใหม่ให้อุตสาหกรรมบรอดแบนด์ด้วยอินเทอร์เน็ต ไฟเบอร์แท้ (Pure Fibre) รายแรกของไทยแล้ว เรายังมุ่งมั่นคิดค้นเทคโนโลยี และนวัตกรรมรูปแบบแพ็กเกจที่แตกต่าง...

แถลงความร่วมมือทางธุรกิจระหว่าง บริษัท BECi และ AIS เปิดแพ็กเกจเสริม AIS เหมา เหมา Mello

บริษัท บีอีซีไอ คอร์ปอเรชั่น จำกัด กับ บริษัท แอดวานซ์ อินโฟร์ เซอร์วิส จำกัด (มหาชน) หรือ AIS ร่วมกันประกาศความร่วมมือทางด้านธุรกิจ โดยมี คุณชาคริต ดิเรกวัฒนชัย หัวหน้าคณะผู้บริหารสายกิจการองค์กร บริษัท บีอีซี เวิลด์ จำกัด (มหาชน), ม.ล.ฤดีชนก กฤดากร...

ภาพข่าว: การประชุมคณะกรรมการสมาคมโทรทัศน์ดาวเทียม (ประเทศไทย) ครั้งที่ 2 ประจำปี 61

เมื่อช่วงบ่ายของวันที่ 16 ต.ค. 2561 ที่ผ่านมา นายชัยยุทธ ทวีปวรเดช และคณะกรรมการ สมาคมโทรทัศน์ดาวเทียม (ประเทศไทย) ได้ทำการประชุมคณะกรรมการครั้งที่ 2 ประจำปี 2561 ณ. ศูนย์บริการ PSI สาขาพัฒนาการ (สำนักงานใหญ่)...

ITEL โชว์ศักยภาพบริการ Dark Fiber ให้ลูกค้ารับ-ส่งข้อมูลขนาดใหญ่ได้รวดเร็วตั้งแต่ต้นทางจนถึงปลายทาง

บริษัท อินเตอร์ลิ้งค์ เทเลคอม จำกัด (มหาชน) หรือ ITEL โชว์ศักยภาพการบริการ Dark Fiber ให้ลูกค้าบริหารจัดการข้อมูลที่มีขนาดใหญ่ได้อย่างอิสระ ติดตั้งโครงข่ายใยแก้วนำแสงทั้งระบบซึ่งลูกค้าสามารถเพิ่มหรือลดความเร็วได้โดยไม่ต้องเปลี่ยนชนิดของสายสัญญาณ...

Related Topics