JMART JMT J SINGER พร้อมผงาด ในฐานะผู้นำค้าปลีก ราย ใหญ่ มั่นใจปีนี้บริษัทโตได้ตามเป้า

ข่าวข่าวประชาสัมพันธ์หุ้น การเงิน การธนาคาร Friday August 19, 2016 17:07
กรุงเทพฯ--19 ส.ค.--IRPLUS

JMART Group ผนึกกำลังบริษัทในเครือ JMT- J -SINGER กำหนดกลยุทธ์ปีนี้ "The Power of Synergy" มั่นใจผลประกอบการของกลุ่มในช่วงครึ่งปีหลัง จะมีการเติบโตอย่างต่อเนื่อง ครองผู้นำค้าปลีกที่มีช่องทางการเข้าถึงผู้บริโภคได้มากที่สุดในประเทศ ส่วนผลงานครึ่งปีแรกออกมาดีเป็นที่น่าพอใจ

นายอดิศักดิ์ สุขุมวิทยา ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท เจมาร์ท จำกัด (มหาชน) หรือ JMART กล่าวถึง แผนการดำเนินงานในระยะ 3 ปีข้างหน้า (2560 – 2562) ว่า ทางกลุ่ม JMART ได้กำหนดกลยุทธ์ "The Power of Synergy Chapter 1" ซึ่งจะเป็นการผนึกกำลังทางธุรกิจครั้งใหญ่ของกลุ่มธุรกิจ ที่นำโดยบริษัท เจมาร์ท จำกัด (มหาชน) หรือ JMART, บริษัท เจ เอ็ม ที เน็ทเวอร์ค เซอร์วิสเซ็ส จำกัด (มหาชน) หรือ JMT, บริษัท เจเอเอส แอสเซ็ท จำกัด (มหาชน) หรือ J และบริษัท ซิงเกอร์ประเทศไทย จำกัด (มหาชน) หรือ SINGER ซึ่งทั้ง 4 บริษัทจดทะเบียนอยู่ในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย ร่วมด้วยบริษัท เจ เอ็ม ที พลัส จำกัด เพื่อสร้างความร่วมมือระหว่างบริษัทฯ ในกลุ่ม (Synergy) และเติบโตอย่างแข็งแกร่งในอนาคต โดยทิศทางการเติบโตจะเริ่มตั้งแต่ในครึ่งปีหลัง 2559 และตั้งเป้ายอดขายของกลุ่มบริษัทเจมาร์ทในปีนี้ทั้งปีจะปรับตัวเพิ่มขึ้น อย่างน้อย 30% ตามการเติบโตของบริษัทในเครือ

"แนวโน้มผลประกอบการของกลุ่ม JMART ในช่วงครึ่งปีหลัง คาดว่าจะมีการเติบโตอย่างต่อเนื่อง จากการเติบโตของธุรกิจโทรศัพท์มือถือ การขยายสาขาไปยังช่องทางใหม่ๆ และที่สำคัญการกำหนดกลยุทธ์ครั้งใหญ่ของบริษัทฯ ผนึกกำลังร่วมกันของบริษัทย่อยทั้ง JMT , J และ SINGER จะสามารถร่วมสร้างโอกาสทางธุรกิจได้อีกมากมาย จึงมั่นใจ Business Model ที่วางไว้มีความแข็งแกร่งและคาดว่าจะสนับสนุนผลงานทั้งปีนี้ให้เติบโตตาม เป้าหมายที่วางไว้ได้ รวมถึงจะเป็นปัจจัยสำคัญที่บริษัทฯ สามารถผลักดันยอดขาย และกำไร ให้เติบโตอย่างยั่งยืนต่อไปในอนาคต และเป็นกลุ่มบริษัทค้าปลีกที่มีช่องทางการจำหน่ายที่เข้าถึงผู้บริโภคได้มาก ที่สุดในประเทศ" นายอดิศักดิ์กล่าว

ทั้งนี้ บริษัทฯได้ตั้งงบการลงทุนในปีนี้จำนวน 350 ล้านบาท สำหรับการขยายสาขาทั้งในส่วนของธุรกิจมือถือและ กล้องถ่ายรูป ขณะที่งบลงทุนรวมบริษัทฯ ตั้งเป้าไว้ที่ 3,900 ล้านบาท โดยเป็นของ JMT 3,000 ล้านบาท สำหรับการซื้อหนี้ และการปล่อยสินเชื่อส่วนบุคคล และ J 600 ล้านบาท จากปีที่แล้วบริษัทฯ ใช้งบลงทุนรวม 4,000 ล้านบาท

สำหรับผลการดำเนินงานของบริษัทฯ และบริษัทย่อยงวดไตรมาส 2/2559 มีกำไรสุทธิ 102 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 104% เมื่อเทียบกับงวดเดียวกันของปีก่อน และมีรายได้จากการขายและบริการอยู่ที่ 2,364.3 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจากช่วงเดียวกันของปีก่อน 285.3 ล้านบาท หรือเพิ่มขึ้น 14% กำไรต่อหุ้น 0.19 บาท เทียบกับระยะเดียวกันของปีก่อนที่มีกำไรต่อหุ้น 0.10 บาท ส่วนผลการดำเนินงานงวด 6 เดือนแรกของปี 2559 บริษัทฯ และบริษัทย่อย มีรายได้จากการขายและบริการอยู่ที่ 4,853.3 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 15% จากระยะเดียวกันของปีก่อนหน้า ที่มีรายได้จากการขายและ 4,208.7 ล้านบาท และมีกำไรสุทธิอยู่ที่ 191.10 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 55% เมื่อเทียบกับงวดเดียวกันของปีก่อน และมีกำไรต่อหุ้น 0.36 บาท เทียบกับระยะเดียวกันของปีก่อนมีกำไรต่อหุ้น 0.24 บาท โดยรายได้และกำไรที่เพิ่มขึ้นเป็นผลจากกลยุทธ์การดำเนินงานของบริษัทและ กลุ่มบริษัทในการร่วมกันผลึกกำลัง

นายปิยะ พงษ์อัชฌา ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท เจ เอ็ม ที เน็ทเวอร์ค เซอร์วิสเซ็ส จำกัด (มหาชน) หรือ JMT กล่าวว่า ในปีนี้ภาพรวมธุรกิจบริหารหนี้จะมีการเติบโตที่ดีอย่างต่อเนื่อง โดยวางเป้าหมายรายได้เติบโต 15% จากปีก่อนที่มีรายได้ 719.14 ล้านบาท และตั้งเป้าซื้อหนี้ด้อยคุณภาพเข้ามาบริหารในปีนี้เพิ่มอีก 2 หมื่นล้านบาท สนับสนุนให้สิ้นปี 2559 บริษัทฯ จะมีพอร์ตบริหารหนี้แตะ 1.2 แสนล้านบาท ซึ่งครึ่งปีแรกที่ผ่านมาบริษัทฯ ซื้อหนี้ด้อยคุณภาพเข้ามาบริหารแล้ว 9.4 หมื่นล้านบาท มั่นใจครึ่งปีหลังเดินหน้าซื้อหนี้ได้ตามแผนที่วางไว้ ขณะที่ธุรกิจปล่อยสินเชื่อภายใต้บริษัท JMT PLUS มีแนวโน้มการเติบโตสูง แม้ในปัจจุบันจะเป็นช่วงเริ่มต้นธุรกิจ แต่บริษัทฯ ก็สามารถบริหารจัดการ พร้อมทั้งผลักดันการเติบโตให้อยู่ในระดับที่ดีขึ้นอย่างต่อเนื่องได้ นอกจากนี้ จากความร่วมมือของกลุ่ม JMART Group เป็นอีกช่องทางสนับสนุนในการขยายธุรกิจสิน เชื่อไปยังกลุ่มลูกค้าที่หลากหลาย ยิ่งขึ้น

"บริษัทฯ คาดว่าในช่วงครึ่งปีหลังจะเดินหน้าซื้อหนี้เสียเข้ามาบริหารได้ตามเป้าแน่ นอน และจะทำให้สิ้นปี 59 บริษัทฯ มีพอร์ตบริหารหนี้ 1.2 แสนล้านบาทตามแผนที่วางไว้ มั่นใจไตรมาส 3 ปีนี้ เติบโตต่อเนื่อง ทั้งนี้บริษัทมีแผนลงทุนซื้อหนี้จากสถาบันการเงิน 1 พันล้านบาท ในปีนี้ และ JMT Plus ตั้งเป้ายอดปล่อยสินเชื่อไว้ที่ 2,000 ล้านบาท จากปัจจุบันปล่อยสินเชื่อไปแล้วกว่า 1 พันล้านบาท และคาดว่าในสิ้นปีนี้จะมีหนี้ที่ไม่ก่อให้เกิดราย ได้ (NPL) อยู่ที่ระดับไม่เกิน 3% เนื่องจาก JMT Plus มีการปรับโครงการสินเชื่อเป็นแบบ Revolving Loan ทำให้ลูกค้าสามารถเลือกชำระหนี้เป็นแบบขั้นต่ำได้ ทั้งนี้ ปัจจุบัน JMT Plus อยู่ระหว่างการปรับโครงสร้างกลุ่มบริษัท เนื่องจาก เป็นธุรกิจที่ต้องใช้เงินทุนค่อนข้างสูง ซึ่งอยู่ระหว่างการเสนอขออนุมัติต่อผู้ถือหุ้นในเดือนตุลาคม นี้" นายปิยะ กล่าว

สำหรับผลการดำเนินงานของบริษัทฯ และบริษัทย่อย งวดไตรมาส 2/2559 มีกำไรสุทธิ 35.2 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 85.6% เทียบกับระยะเดียวกันของปีก่อน สาเหตุที่กำไรสุทธิเพิ่มขึ้นเนื่องจากบริษัทฯ มีรายได้จากการเรียกเก็บหนี้จากลูกหนี้ที่รับ ซื้อมากขึ้น โดยมีรายได้รวม 247 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจากช่วงเดียวกันของปีก่อน 83.3 ล้านบาท หรือเพิ่มขึ้น 51% เนื่องจากรายได้จากการบริการติดตามหนี้สิน และมีรายได้จากการเรียกเก็บหนี้จากลูกหนี้ที่รับซื้อเพิ่มมากขึ้น อย่างไรก็ตาม ผลการดำเนินงานของบริษัทฯ และบริษัทย่อยในงวด 6 เดือนแรกของปีนี้ มีกำไรสุทธิ 19.9 ล้านบาท ลดลงจากงวดเดียวกันของปีก่อน 64.2% เนื่องจาก ค่าใช้จ่ายในการขายและบริหารเพิ่มมากขึ้นจาก การขยายธุรกิจให้สินเชื่อ และการตั้งสำรองของลูกหนี้สินเชื่อ และมีรายได้รวม 473.5 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 43.1% จากงวดเดียวกันของปีก่อนที่มีรายได้รวม 330.8 ล้านบาท

ด้านนายสุพจน์ วรรณา ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท เจเอเอส แอสเซ็ท จำกัด (มหาชน) หรือ J เปิดเผยว่า บริษัทฯ ตั้งเป้ารายได้ปี 59 เติบโตราว 30% จากปีก่อนที่มีรายได้ราว 506 ล้านบาท จากการเติบโตของสาขาเดิม และแผนขยายสาขาใหม่อย่างต่อเนื่อง โดยตั้งเป้า IT Junction จะขยาย 8 สาขาต่อปี และคาดสิ้นปีนี้จะมีสาขารวมกันทั้งสิ้น 52 สาขา จากครึ่งปีแรกมี 47 สาขาเรียบร้อยแล้ว และศูนย์การค้าชุมชน (The Jas) ตั้งเป้าขยาย 1 สาขาต่อปี และสิ้นปีนี้จะมีจำนวนทั้งสิ้น 3 โครงการ โดยแบ่งเป็น The Jas วังหิน ซึ่งมีอัตราการเช่าแล้วราว 85%, The Jas รามอินทรา มีอัตราการเช่าแล้วราว 88% และเตรียมเปิด โครงการ แจส เออเบิร์น ศรีนครินทร์ ที่คาดจะเปิดโครงการได้วันที่ 11 พฤศจิกายน 2559 นี้ ซึ่งปัจจุบันได้เปิดพรีเซล และสามารถเปิดขายพื้นที่ไปได้มากกว่า 95% เรียบร้อยแล้ว โดยมีร้านค้ารายใหญ่ที่ร่วมโครงการฯ เช่น ท็อปส์ ซูเปอร์มาร์เก็ต, สตาร์บัคส์, คาซะ, เจมาร์ท เป็นต้น ขณะที่ตลาดชุมชน (J Market) สิ้นปีนี้จะมี 4 แห่ง สนับสนุนผลประกอบการทั้งปีให้เติบโตตามเป้าหมายได้สำเร็จ และครองความเป็นหนึ่งในผู้นำการบริหารพื้นที่ เช่า รายใหญ่ของประเทศ

"ผลการดำเนินงานของบริษัฯ ในงวดไตรมาส 2/2559 มีกำไรสุทธิ 6.9 ล้านบาท ลดลง 12.8% จากไตรมาสเดียวกันของปีก่อน ขณะที่ผลการดำเนินงานงวด 6 เดือนแรกปีนี้ บริษัทฯ มีกำไรสุทธิ 18 ล้านบาท ลดลง 36.8% จากระยะเดียวกันของปีก่อน โดยสาเหตุที่บริษัทฯ มีกำไรสุทธิลดลง เนื่องจากต้นทุนค่าเช่าและบริการที่สูงขึ้น และค่าใช้จ่ายทางการเงินที่เพิ่มขึ้น แต่ทั้งนี้ คาดว่า หลังจากโครงการแจส เออเบิร์น ศรีนครินทร์เสร็จสิ้น จะเป็นปัจจัยสนับสนุนผลประกอบการบริษัทฯ ให้เติบโตอย่างโดดเด่นได้" นายสุพจน์ กล่าว

ด้านนางนงลักษณ์ ลักษณะโภคิน กรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท ซิงเกอร์ประเทศไทย จำกัด (มหาชน) หรือ SINGER กล่าวว่า ผลประกอบการของ SINGER คาดว่าจะดีขึ้นอย่างชัดเจนตั้งแต่ครึ่งปีหลัง นี้เป็นต้นไป จากการปรับโมเดลธุรกิจ โดยยังคงเน้นในธุรกิจเช่าซื้อกับลูกค้าในประเทศไทยที่อาศัยในต่างจังหวัด ซึ่งบริษัทฯ ได้ดำเนินธุรกิจนี้มานานกว่า 100 ปีแล้ว ขณะที่นโยบายของภาครัฐบาล โครงการช่วยเหลือประชาชนเศรษฐกิจฐานรากจากภาครัฐ "โครงการประชารัฐ" ที่เริ่มเดินหน้าเข้าหมู่บ้านต่าง ๆ ในชนบทตั้งแต่ไตรมาส 2/2559 เป็นต้นมา เป็นอีกโอกาสสำคัญให้ SINGER รุกตลาดสินค้าเชิงพาณิชย์ เช่นตู้น้ำมันหยอดเหรียญที่มีคุณภาพ และได้รับมาตรฐานตรงตามข้อกำหนดของกรมธุรกิจพลังงาน และหน่วยงานรัฐ นำไปจำหน่ายให้แก่ประชาชนตามหมู่บ้านโครงการต่าง ๆ ได้มากขึ้น

นอกจากนี้ บริษัทฯ ยังให้ความสำคัญในการขยายธุรกิจผ่านบริษัทในเครือทั้ง 3 บริษัท ได้แก่ บริษัท เอสจี แคปปิตอล จำกัด , บริษัท เอสจี เซอร์วิสพลัส จำกัด และ บริษัท เอสจี โบรคเกอร์ จำกัด ทั้งการเสนอบริการขายสินค้าเช่าซื้อสำหรับสินค้ามัลติแบรนด์ ผ่านช่องทางดีลเลอร์ที่บริษัทฯ มีความแข็งแกร่ง พร้อมทั้งมุ่งขยายรายได้จากการให้บริการซ่อม บำรุงรักษาเครื่องใช้ไฟฟ้าของ ลูกค้ากลุ่มต่างๆ เพื่อรุกตลาดการให้บริการเพิ่มมากขึ้น และในเดือนมิถุนายนที่ผ่านมา บริษัทฯ ยื่นเรื่องขอใบอนุญาตเป็นนายหน้าประกันวินาศภัย ต่อสำนักงานคณะกรรมการกำกับและส่งเสริมการ ประกอบ ธุรกิจประกันภัย และได้รับใบอนุญาตดังกล่าวเป็นที่เรียบร้อยแล้ว เพื่อรุกธุรกิจดังกล่าวในปีนี้ เป็นอีกปัจจัยสำคัญในการสร้างรายได้ให้ SINGER แข็งแกร่งมากยิ่งขึ้น

อย่างไรก็ตาม SINGER ยังมุ่งเน้นการควบคุมต้นทุนและการบริหารจัดการภายในอย่างมีประสิทธิภาพ โดยได้รับปัจจัยสนับสนุนจากบริษัทในเครือ เจมาร์ท กรุ๊ป ในการใช้ระบบและทรัพยากรบุคคลร่วมกัน สนับสนุนให้มีการลดต้นทุนได้บางส่วน นอกจากนี้ ยังสนับสนุนให้บริษัทฯ รุกตลาดค้าปลีกโดยเฉพาะในต่างจังหวัดที่เรามีความเข้มแข็งมากขึ้นด้วย

"ในช่วงที่ผ่านมา SINGER ได้ปรับปรุงระบบภายในครั้งใหญ่ เพื่อให้ทีมขายทำงานคล่องตัว รวดเร็ว และตรวจสอบได้ อีกทั้ง บริษัทฯ จะอำนวยความสะดวกให้แก่ลูกค้า โดยเปลี่ยนมาใช้ระบบ Direct Payment System ในการเก็บหนี้แทน จากเดิมที่ใช้พนักงานขายเป็นผู้เก็บเงิน โดยปรับเปลี่ยนเป็นให้ลูกค้าสามารถไปจ่ายเงินค่างวดตามคอนวีเนี่ยนสโตร์ เช่น 7-11, ธนาคารพาณิชย์ หรือช่องทางออนไลน์ต่าง ๆ ตามที่กำหนด ซึ่งโดยรวมจะทำให้บริษัทฯ มีจุดรับชำระค่างวดเพิ่มขึ้นกว่า 18,000 จุดทั่วประเทศ และลูกค้าสามารถชำระเงินค่าสินค้าได้ตลอด 24 ชั่วโมงเป็นอีกปัจจัยสำคัญในการช่วยลดต้นทุนต่าง ๆ ได้เป็นอย่างดี และในช่วงต่อจากนี้ SINGER ก็มีแผนที่จะทำอะไรหลายๆ อย่างร่วมกันกับกลุ่ม เจมาร์ท กรุ๊ป เพิ่มเติมอีก เพื่อการเติบโตยั่งยืนเคียงคู่กันไป" นางนงลักษณ์ กล่าว

สำหรับผลประกอบการของบริษัทฯในงวดไตรมาส 2/2559 มีกำไรสุทธิเท่ากับ 28.2 ล้านบาท ซึ่งเมื่อเปรียบเทียบกับไตรมาสเดียวกันของปีก่อนที่มีกำไรสุทธิเท่ากับ 55.5 ล้านบาท หรือลดลง 49.1 % สาเหตุหลักจากการลดราคาสินค้ากลุ่มทีวีแข่งกับตลาด การเร่งระบายสินค้าที่ขายยาก ยอดขายรวมลดเหตุเศรษฐกิจชะลอตัว ในส่วนของรายได้ทั้งหมดของบริษัทฯ ลดลง 26.0% อันเป็นผลเนื่องมาจากยอดขายและและดอกเบี้ยรับ จากการผ่อนชำระของบัญชีเช่า ซื้อลดลง 33.2% และ 12.4% ตามลำดับ ในขณะที่รายได้อื่นเพิ่มขึ้นจาก ค่าตอบแทนจากการเป็นผู้ให้บริการเครือข่ายระบบมือถือ (แอร์ไทม์) ที่ยังคงเพิ่มสูงขึ้น

ทั้งนี้ ยอดขายสินค้าหลักลดลงเมื่อเทียบกับไตรมาสเดียวกันของปีก่อน เว้นเพียงแต่กลุ่มสินค้าใหม่ อันได้แก่ สมาร์ทโฟนและพัดลมไอเย็น ที่มียอดขายเพิ่มสูงขึ้น อันเป็นผลกระทบมาจากสภาวะทางเศรษฐกิจที่ยังชะลอตัว อุปสงค์ในประเทศฟื้นตัวช้า กำลังการบริโภคและการจับจ่ายใช้สอยในภาคเอกชนลดลง ภาคการส่งออกซบเซา ราคาสินค้าทางการเกษตรตกต่ำ หนี้ครัวเรือนที่เพิ่มสูงขึ้น รวมถึงการปรับเปลี่ยนรูปแบบบริหารระบบการจัดเก็บเงินค่าผ่อนชำระสินค้าจาก ลูกค้า ที่จากเดิมผู้แทนขายจะเข้าไปเก็บเงินและบริการลูกค้าโดยตรงถึงที่บ้านลูกค้า เปลี่ยนมาเป็นการให้ลูกค้ามาผ่อนชำระสินค้าโดย ตรง เข้าบัญชีบริษัทฯ ผ่านช่องทางอำนวยความสะดวกต่าง ๆ อาทิ ธนาคาร, เคาน์เตอร์เซอร์วิส และการชำระออนไลน์ผ่านสมาร์ทโฟน ซึ่งก็จะเป็นผลกระทบที่เกิดขึ้นในชั่วระยะเวลาสั้น ๆ เท่านั้น จากการเปลี่ยนระบบการเก็บเงินดังกล่าวจะทำให้พนักงานขายมีเวลาในการขาย สินค้าเพิ่มขึ้น รวมถึงบริษัทฯ มีแผนการนำสินค้าที่หลายหลายมาให้บริการแก่ผู้บริโภค บริษัทมีความมั่นใจในศักยภาพการขาย และเชื่อว่าพนักงานขายของซิงเกอร์ขายอะไรก็ขายได้


Latest Press Release

ก.ล.ต. เปิดเผยผู้ประกอบธุรกิจในชื่อ Financial.org ไม่ได้เป็นผู้ได้รับอนุญาตประกอบธุรกิจในรายชื่อของ ก.ล.ต.

ก.ล.ต. เปิดเผยผู้ประกอบธุรกิจในชื่อ Financial.org ไม่ได้เป็นผู้ที่ได้รับอนุญาตประกอบธุรกิจหลักทรัพย์ สัญญาซื้อขายล่วงหน้า หรือประกอบธุรกิจสินทรัพย์ดิจิทัล จึงขอให้ประชาชนใช้ความระมัดระวัง สืบเนื่องจาก ก.ล.ต. ได้รับข้อมูลเบาะแสจากผู้ลงทุนว่า เว็บไซต์ชื่อ...

ทรูมันนี่จัดเต็ม ออกแคมเปญ อิ่มท้อง ช้อปเพลิน สแกนจ่ายด้วยทรูมันนี่ วอลเล็ท รับเงินคืน 5 บาทต่อครั้ง

ทรูมันนี่ ผู้ให้บริการแอปพลิเคชั่น ทรูมันนี่ วอลเล็ท เอาใจสายกิน ช้อป ปล่อยแคมเปญ อิ่มท้อง ช้อปเพลิน เพียงสแกนจ่ายผ่านทรูมันนี่ วอลเล็ทขั้นต่ำ 30 บาท ในร้านค้าที่ร่วมรายการ รับเงินคืนทันที 5 บาทต่อครั้ง ขั้นตอนการเข้าร่วมเป็นไปอย่างง่ายดาย...

ฟิทช์คงอันดับเครดิตของธนาคารสแตนดาร์ดชาร์เตอร์ด (ไทย) ที่ #A-/ แนวโน้มอันดับเครดิตมีเสถียรภาพ

บริษัท ฟิทช์ เรทติ้งส์ ประกาศคงอันดับเครดิตสากลสกุลเงินต่างประเทศระยะยาวและอันดับเครดิตสากลสกุลเงินในประเทศระยะยาวของธนาคารแสตนดาร์ดชาร์เตอร์ด (ไทย) จำกัด (มหาชน) (SCBT) ที่ 'A-' พร้อมกับประกาศคงอันดับเครดิตภายในประเทศระยะยาว ที่ 'AAA (tha)'...

ภาพข่าว: ธ.ไทยเครดิต ฯ จัดงาน Thai Credit SME Customer Exclusive Dinner แทนคำขอบคุณลูกค้า Micro SME ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ

ธนาคารไทยเครดิต เพื่อรายย่อย จำกัด (มหาชน) จัดงานเลี้ยงอาหารค่ำให้แก่ลูกค้า Micro SME ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ พร้อมเชิญอาจารย์ช้าง ทศพร ศรีตุลา มาให้คำชี้แนะศาสตร์เสริมโชคด้านธุรกิจ ในงาน "Thai Credit SME Customer Exclusive Dinner"...

สรุปสภาวะตลาดทองคำแท่งและโกลด์ฟิวเจอร์ส วันที่ 21 กันยายน 2561

สภาวะตลาดวันที่ 21 กันยายน 2561 ราคาทองคำแกว่งตัวในกรอบที่ระดับ 1,206.30-1,211.05 ดอลลาร์ต่อออนซ์ ขณะที่ราคาทองคำแท่ง 96.5% ภายในประเทศขายออกอยู่ที่ 18,600 บาทต่อบาททองคำ โดยราคาปรับตัวเพิ่มขึ้น 100 บาทจากวันก่อนหน้าที่ระดับ 18,500 บาทต่อบาททองคำ...

Related Topics