ทริสเรทติ้งคงอันดับเครดิตองค์กร หุ้นกู้ไม่ด้อยสิทธิ ไม่มีหลักประกัน บ. เจริญโภคภัณฑ์อาหาร ที่ A+ และหุ้นกู้ด้อยสิทธิคล้ายทุนที่ A- ด้วยแนวโน้ม Stable

ข่าวข่าวประชาสัมพันธ์หุ้น การเงิน การธนาคาร Friday May 11, 2018 14:44
กรุงเทพฯ--11 พ.ค.--ทริสเรทติ้ง

ทริสเรทติ้งคงอันดับเครดิตองค์กรและหุ้นกู้ไม่ด้อยสิทธิ ไม่มีหลักประกันของ บริษัท เจริญโภคภัณฑ์อาหาร จำกัด (มหาชน) ที่ระดับ "A+" และคงอันดับเครดิตหุ้นกู้ด้อยสิทธิที่มีลักษณะคล้ายทุนซึ่งไม่มีประกันและไถ่ถอนเมื่อเลิกบริษัท (Hybrid Debentures) ของบริษัทที่ระดับ "A-"

อันดับเครดิตองค์กรและหุ้นกู้ของบริษัทยังคงสะท้อนถึงสถานะความเป็นผู้นำในธุรกิจเกษตรอุตสาหกรรมและอาหารของไทย ตลอดจนการมีฐานการผลิตในหลายประเทศ การมีสินค้าและตลาดที่หลากหลาย กลยุทธ์ที่เน้นผลิตภัณฑ์อาหารพร้อมบริโภคที่มีตราสัญลักษณ์ รวมทั้งความยืดหยุ่นทางการเงินจากการลงทุนเชิงกลยุทธ์ของบริษัท อย่างไรก็ตาม จุดแข็งดังกล่าวลดทอนลงบางส่วนจากระดับหนี้สินของบริษัทที่เพิ่มขึ้น ตลอดจนความผันผวนของราคาผลิตภัณฑ์ของบริษัทซึ่งเป็นสินค้าโภคภัณฑ์และราคาธัญพืชซึ่งเป็นวัตถุดิบ รวมทั้งความเสี่ยงจากโรคระบาดและการเปลี่ยนแปลงกฎระเบียบของประเทศผู้นำเข้า

ประเด็นสำคัญที่กำหนดอันดับเครดิต
เป็นผู้นำในธุรกิจเกษตรอุตสาหกรรมและอาหาร

บริษัทมีสถานะทางธุรกิจที่แข็งแกร่งจากการเป็นผู้นำในธุรกิจเกษตรอุตสาหกรรมและอาหารของประเทศโดยบริษัทเป็นผู้ผลิตรายใหญ่ที่สุดในหลากหลายผลิตภัณฑ์ ในแขนงอาหารสัตว์นั้นบริษัทมีส่วนแบ่งทางการตลาดในแง่ของปริมาณการผลิตประมาณครึ่งหนึ่งในธุรกิจอาหารกุ้งและมีส่วนแบ่งทางการตลาดคิดเป็น 1 ใน 3 ของตลาดอาหารสัตว์บก สำหรับธุรกิจไก่และสุกรนั้นบริษัทมีปริมาณการผลิตไก่และสุกรคิดเป็น 1 ใน 4 ของประเทศ ทั้งนี้ บริษัทได้รับประโยชน์อย่างมากจากการประหยัดจากขนาด (Economy of Scale) เนื่องจากบริษัทเป็นหนึ่งในผู้ผลิตที่ครบวงจรรายใหญ่ที่สุดของประเทศ

การกระจายความเสี่ยงทางภูมิศาสตร์

การกระจายตัวของฐานการผลิตและแหล่งที่มาของรายได้เชิงภูมิศาสตร์ช่วยลดความเสี่ยงในด้านการพึ่งพิงและช่วยให้ผลการดำเนินงานของบริษัทมีความสม่ำเสมอมากขึ้น ณ สิ้นเดือนมีนาคม 2561 บริษัทมีฐานการผลิตอยู่ใน 16 ประเทศซึ่งตั้งอยู่ใน 5 ทวีป ในปี 2560 รายได้รวมของบริษัทประมาณ 36% มาจากฐานการผลิตภายในประเทศและอีก 64% มาจากฐานการผลิตในต่างประเทศ กิจการในประเทศจีนคิดเป็นสัดส่วน 25% ของรายได้รวม ตามมาด้วยรายได้จากกิจการในประเทศเวียดนาม 13% แหล่งรายได้ส่วนที่เหลือมาจากกิจการในประเทศสหรัฐอเมริกา ไต้หวัน ตุรกี อินเดีย รัสเซีย และกัมพูชาเป็นส่วนใหญ่ ซึ่งในแต่ละแหล่งคิดเป็นสัดส่วน 1%-4% ของรายได้รวมในปี 2560

ในด้านของการตลาดนั้น รายได้ของบริษัทมีการกระจายตัวตามพื้นที่ ทั้งนี้ รายได้จากการขายมีสัดส่วนเพียง 30% ของรายได้รวม รายได้จากการขายในทวีปเอเชียซึ่งเป็นภูมิภาคที่กำลังเติบโตปัจจุบันมีสัดส่วนมากที่สุดคิดเป็น 55% ของรายได้รวมในปี 2560 ในขณะที่ประเทศในกลุ่มสหภาพยุโรปและสหรัฐอเมริกามีรายได้คิดเป็นสัดส่วนเพียง 10% และ 5% ของรายได้รวมตามลำดับ ทั้งนี้ ความพยายามอย่างต่อเนื่องของบริษัทในการกระจายตัวทางภูมิศาสตร์จะค่อย ๆ ลดผลกระทบที่อาจเกิดจากโรคระบาดและการกีดกันทางการค้าได้ในระดับหนึ่ง

ความหลากหลายของผลิตภัณฑ์

บริษัทเป็นผู้ผลิตสินค้าสัตว์บกและกุ้งที่ครบวงจร ผลิตภัณฑ์ของบริษัทมีความหลากหลายซึ่งประกอบด้วย อาหารสัตว์ เนื้อไก่ กุ้ง และสุกร รวมไปถึงผลิตภัณฑ์อาหาร ธุรกิจที่สร้างรายได้มากที่สุดในปี 2560 คือธุรกิจอาหารสัตว์ซึ่งคิดเป็นสัดส่วน 45% ของรายได้รวม ตามมาด้วยรายได้จากธุรกิจไก่ สุกร และกุ้ง (37%) และธุรกิจอาหาร (18%)

ความหลากหลายของผลิตภัณฑ์ช่วยลดความผันผวนของกำไรของบริษัท ตัวอย่างเช่นในปี 2556-2558 ธุรกิจสัตว์น้ำของบริษัทประสบปัญหาการระบาดของโรคตายด่วน (Early Mortality Syndrome -- EMS) ในกุ้ง ทว่าผลการดำเนินงานที่ดีของธุรกิจสัตว์บกก็ได้ช่วยบรรเทาผลขาดทุนในธุรกิจสัตว์น้ำในทางตรงกันข้ามในปี 2560 การฟื้นตัวของธุรกิจสัตว์น้ำในต่างประเทศก็ช่วยบรรเทาผลการดำเนินงานที่อ่อนแอของธุรกิจสัตว์บกได้บางส่วนด้วยเช่นกัน

มุ่งเน้นผลิตภัณฑ์ที่มีมูลค่าเพิ่ม

เพื่อลดความผันผวนของราคาสินค้าที่เป็นสินค้าโภคภัณฑ์ บริษัทกำลังดำเนินการตามแผนกลยุทธ์ระยะยาวที่จะมุ่งเน้นผลิตภัณฑ์ที่มีมูลค่าเพิ่ม ในปี 2560 บริษัทมีรายได้จากผลิตภัณฑ์อาหารคิดเป็น 18% ของรายได้รวม เพิ่มขึ้นจากระดับ 12% ในปี 2559 โดยมีสาเหตุหลักมาจากการซื้อกิจการของ Bellisio Parent, LLC ซึ่งเป็นผู้ผลิตและจำหน่ายอาหารแช่แข็งพร้อมรับประทานในประเทศสหรัฐอเมริกาและแคนาดา ทั้งนี้ คาดว่ารายได้จากผลิตภัณฑ์อาหารของบริษัทจะยังคงมีสัดส่วนที่เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องจากการที่ฐานธุรกิจในประเทศจีนของบริษัทมีการขยายกิจการสู่ผลิตภัณฑ์อาหาร

ผลการดำเนินงานที่อ่อนแอลง

เนื่องจากรายได้ของบริษัทเกือบ 40% มาจากการจำหน่ายสินค้าทางการเกษตรที่เป็นสินค้าโภคภัณฑ์จึงส่งผลให้ผลการดำเนินงานของบริษัทมีความผันผวนไปตามวัฏจักรของอุตสาหกรรมสัตว์บกและสัตว์น้ำ

บริษัทมีผลประกอบการที่อ่อนแอลงในปี 2560 กำไรที่ปรับตัวลดลงเป็นผลเนื่องมาจากภาวะอุปทานส่วนเกินที่ส่งผลลบต่อราคาสุกร ในปี 2560 ราคาสุกรในประเทศเวียดนามและไทยลดลงอย่างมาก อ้างอิงจากข้อมูลของสมาคมผู้ผลิตอาหารสัตว์ไทยและข้อมูลของบริษัท พบว่าราคาเฉลี่ยของสุกรในเวียดนามลดลง 38% เมื่อเทียบกับปีก่อนโดยมาอยู่ที่ระดับ 28,614 ดองต่อกิโลกรัม (กก.) และราคาเฉลี่ยของสุกรในไทยลดลง 13% เมื่อเทียบกับปีก่อนซึ่งมาอยู่ที่ระดับ 58 บาทต่อ กก. ส่งผลทำให้อัตรากำไรจากการดำเนินงานของธุรกิจสัตว์บกลดลงจาก 7.2% ในปี 2559 มาอยู่ที่ 1.6% ในปี 2560 อย่างไรก็ตาม ผลการดำเนินงานของธุรกิจสัตว์บกที่อ่อนแอลงได้รับการชดเชยบางส่วนจากธุรกิจสัตว์น้ำในต่างประเทศ อัตรากำไรจากการดำเนินงานของธุรกิจสัตว์น้ำปรับเพิ่มขึ้นจาก 4.2% ในปี 2559 เป็น 9.2% ในปี 2560 อัตรากำไรจากการดำเนินงานก่อนค่าเสื่อมราคาและค่าตัดจำหน่ายของบริษัทลดลงจาก 8.6% ในปี 2559 มาอยู่ที่ 4.7% ในปี 2560 กำไรก่อนดอกเบี้ยจ่าย ภาษี ค่าเสื่อมราคา และค่าตัดจำหน่ายของบริษัทเท่ากับ 35,941 ล้านบาทในปี 2560 ลดลงจากระดับ 50,022 ล้านบาทในปี 2559

แม้ว่าอัตรากำไรจากการดำเนินงานลดลง แต่บริษัทก็ยังคงมีส่วนแบ่งกำไรจากเงินลงทุนในบริษัทร่วมที่แข็งแกร่ง ทั้งนี้ บริษัทมีส่วนแบ่งกำไรจากเงินลงทุนเพิ่มจาก 6,512 ล้านบาทในปี 2559 เป็น 7,983 ล้านบาทในปี 2560 นอกจากนี้ บริษัทยังมีกำไรจากการขายเงินลงทุนอีกจำนวน 10,429 ล้านบาทในปี 2560 ด้วย ส่งผลให้กำไรสุทธิของบริษัทเพิ่มขึ้นจาก 14,703 ล้านบาทในปี 2559 มาอยู่ที่ 15,259 ล้านบาทในปี 2560

ในอนาคตคาดว่าผลการดำเนินงานของบริษัทจะยังคงได้รับแรงกดดันจากราคาสัตว์บกที่ปรับตัวลดลงและต้นทุนอาหารสัตว์ที่เพิ่มขึ้น อย่างไรก็ตาม บริษัทจะยังคงได้รับอานิสงส์จากการเพิ่มขึ้นของความต้องการผลิตภัณฑ์เนื้อไก่ในตลาดส่งออกและการฟื้นตัวอย่างต่อเนื่องของธุรกิจกุ้งทั้งภายในประเทศและต่างประเทศ นอกจากนี้ ยังคาดว่ากระแสเงินสดของบริษัทจะเพิ่มขึ้นจากการรวมผลการดำเนินงานของกิจการที่บริษัทลงทุนเพิ่มอีกหลายแห่งในช่วงที่ผ่านมาด้วย ภายใต้สมมติฐานของทริสเรทติ้งคาดว่าในช่วงปี 2561-2563 รายได้ของบริษัทจะเติบโตระหว่าง 520,000-620,000 ล้านบาท กำไรก่อนดอกเบี้ยจ่าย ภาษี ค่าเสื่อมราคา และค่าตัดจำหน่ายจะอยู่ที่ระดับ 33,000-58,000 ล้านบาทต่อปี ในขณะที่ในช่วง 3 ปีข้างหน้าก็คาดว่าอัตราส่วนกำไรก่อนดอกเบี้ยจ่าย ภาษี ค่าเสื่อมราคา และค่าตัดจำหน่ายต่อดอกเบี้ยจ่ายของบริษัทจะอยู่ที่ระดับ 3-4 เท่า

ภาระหนี้จะยังคงอยู่ในระดับสูง

ในปี 2560 บริษัทได้เสริมสถานะทางการเงินด้วยการเพิ่มทุนจำนวน 21,707 ล้านบาท โดยมีการนำเงินเพิ่มทุนดังกล่าวไปใช้จ่ายคืนภาระหนี้ที่มีอัตราดอกเบี้ยสูง ส่งผลให้เงินกู้รวม (ซึ่งรวมถึง 50% ของจำนวนหุ้นกู้ด้อยสิทธิที่มีลักษณะคล้ายทุน ที่ถูกนำมาคำนวณเป็นเงินกู้) ลดลงมาอยู่ที่ระดับ 296,210 ล้านบาท ณ สิ้นปี 2560 จากระดับ 312,728 ล้านบาทในปี 2559 อัตราส่วนเงินกู้รวมต่อโครงสร้างเงินทุนของบริษัทก็ลดลงมาอยู่ที่ระดับ 57.5% ณ สิ้นปี 2560 จากระดับ 61.8% ในปี 2559

แม้ว่าหนี้สินของบริษัทในช่วงที่ผ่านมาจะลดลง แต่ก็ยังคาดว่าภาระหนี้ของบริษัทจะยังคงอยู่ในระดับสูงในช่วง 2-3 ปีข้างหน้า เพื่อให้เป็นไปตามกลยุทธ์การเติบโต บริษัทได้วางแผนงบลงทุนจำนวน 20,000-30,000 ล้านบาทต่อปีสำหรับการขยายงานโดยไม่รวมการซื้อกิจการ บริษัทยังคงแสวงหาโอกาสในการลงทุนต่อไปตราบเท่าที่การซื้อกิจการหรือการลงทุนนั้นสอดคล้องกับธุรกิจหลักและสามารถสร้างผลกำไรที่เหมาะสม อย่างไรก็ตาม ทริสเรทติ้งคาดว่าบริษัทจะบริหารจัดการอัตราส่วนเงินกู้รวมต่อโครงสร้างเงินทุนให้อยู่ในระดับที่ต่ำกว่า 60% ได้ในช่วง 2-3 ปีข้างหน้าแม้จะมีการลงทุนขยายกิจการจำนวนมากก็ตาม

กระแสเงินสดจากการดำเนินงานอ่อนแอลงแต่มีความยืดหยุ่นทางการเงินในระดับสูง

กระแสเงินสดเพื่อการชำระหนี้ของบริษัทอ่อนแอลงจากอัตรากำไรที่ลดลง อัตราส่วนกำไรก่อนดอกเบี้ยจ่าย ภาษี ค่าเสื่อมราคา และค่าตัดจำหน่ายต่อดอกเบี้ยจ่ายอยู่ที่ 3.1 เท่าในปี 2560 เทียบกับระดับ 4.9 เท่าในปี 2559 อัตราส่วนเงินทุนจากการดำเนินงานต่อเงินกู้รวมของบริษัทเท่ากับ 8.7% ในปี 2560 ลดลงจากระดับ 11.6% ในปี 2559 ณ สิ้นเดือนธันวาคม 2560 บริษัทมีเงินกู้รวมเท่ากับ 288,710 ล้านบาท โดยที่ประมาณ 60% เป็นหุ้นกู้และเงินกู้ระยะยาว ส่วนที่เหลือเป็นเงินกู้ระยะสั้นสำหรับใช้เป็นเงินทุนหมุนเวียน บริษัทมีเงินกู้ที่จะครบกำหนดชำระในปี 2561 ประมาณ 25,000 ล้านบาท อย่างไรก็ตาม บริษัทมีสภาพคล่องและความยืดหยุ่นทางการเงินที่เข้มแข็ง กล่าวคือ ณ สิ้นปี 2560 บริษัทมีเงินสดในมือและเงินลงทุนระยะสั้นจำนวนรวม 26,838 ล้านบาท นอกจากนี้ สถานะสภาพคล่องของบริษัทก็แข็งแกร่งขึ้นด้วยจากการมีความยืดหยุ่นทางการเงินที่อยู่ในระดับสูง บริษัทยังมีเงินลงทุนในสัดส่วน 34.3% ใน บริษัท ซีพี ออลล์ จำกัด (มหาชน) ซึ่งเป็นผู้นำในธุรกิจค้าปลีกประเภทร้านค้าสะดวกซื้อในประเทศไทยอีกด้วยเช่นกัน โดยมูลค่าเงินลงทุนดังกล่าวตามราคาตลาด ณ วันที่ 2 พฤษภาคม 2561 อยู่ที่ระดับประมาณ 271,000 ล้านบาท

แนวโน้มอันดับเครดิต

แนวโน้มอันดับเครดิต "Stable" หรือ "คงที่" สะท้อนถึงความคาดหมายว่าบริษัทจะยังคงสามารถรักษาสถานะผู้นำในธุรกิจเกษตรอุตสาหกรรมและอาหารที่มีการเปลี่ยนแปลงตลอดเวลาเอาไว้ได้ นอกจากนี้ การเป็นบริษัทที่มีความหลากหลายทั้งในด้านของการดำเนินงาน สินค้า และตลาดก็น่าจะช่วยลดความเสี่ยงที่เกิดจากความผันผวนของราคาผลิตภัณฑ์ทางการเกษตรซึ่งมีลักษณะเป็นสินค้าโภคภัณฑ์และความเสี่ยงจากการแพร่ระบาดของโรคได้บางส่วน

ปัจจัยที่อาจทำให้อันดับเครดิตเปลี่ยนแปลง

อันดับเครดิตมีโอกาสปรับเพิ่มขึ้นหากบริษัทสามารถทำให้โครงสร้างเงินทุนมีความแข็งแรงมากขึ้น ในขณะเดียวกันก็สามารถเพิ่มกระแสเงินสดส่วนเกินสำหรับการชำระหนี้อย่างมีนัยสำคัญได้อย่างต่อเนื่อง ในทางกลับกัน อันดับเครดิตอาจถูกปรับลดลงได้หากบริษัทมีการซื้อกิจการโดยใช้เงินกู้จำนวนมากซึ่งจะส่งผลต่อโครงสร้างเงินทุนและกระแสเงินสดเพื่อการชำระหนี้ หรือในกรณีที่ผลการดำเนินงานของบริษัทอ่อนแอกว่าที่คาดไว้เป็นอย่างมาก

บริษัท เจริญโภคภัณฑ์อาหาร จำกัด (มหาชน) (CPF)
อันดับเครดิตองค์กร:
อันดับเครดิตตราสารหนี้:
CPF188A: หุ้นกู้ไม่ด้อยสิทธิ ไม่มีหลักประกัน 3,000 ล้านบาท ไถ่ถอนปี 2561
CPF198A: หุ้นกู้ไม่ด้อยสิทธิ ไม่มีหลักประกัน 6,000 ล้านบาท ไถ่ถอนปี 2562
A+
CPF198B: หุ้นกู้ไม่ด้อยสิทธิ ไม่มีหลักประกัน 2,500 ล้านบาท ไถ่ถอนปี 2562
CPF204A: หุ้นกู้ไม่ด้อยสิทธิ ไม่มีหลักประกัน 3,060 ล้านบาท ไถ่ถอนปี 2563
CPF205A: หุ้นกู้ไม่ด้อยสิทธิ ไม่มีหลักประกัน 6,500 ล้านบาท ไถ่ถอนปี 2563
CPF218A: หุ้นกู้ไม่ด้อยสิทธิ ไม่มีหลักประกัน 3,000 ล้านบาท ไถ่ถอนปี 2564
CPF218B: หุ้นกู้ไม่ด้อยสิทธิ ไม่มีหลักประกัน 5,500 ล้านบาท ไถ่ถอนปี 2564
CPF228A: หุ้นกู้ไม่ด้อยสิทธิ ไม่มีหลักประกัน 4,000 ล้านบาท ไถ่ถอนปี 2565
CPF235A: หุ้นกู้ไม่ด้อยสิทธิ ไม่มีหลักประกัน 5,500 ล้านบาท ไถ่ถอนปี 2566
CPF237A: หุ้นกู้ไม่ด้อยสิทธิ ไม่มีหลักประกัน 1,940 ล้านบาท ไถ่ถอนปี 2566
CPF244A: หุ้นกู้ไม่ด้อยสิทธิ ไม่มีหลักประกัน 3,500 ล้านบาท ไถ่ถอนปี 2567
CPF257A: หุ้นกู้ไม่ด้อยสิทธิ ไม่มีหลักประกัน 3,000 ล้านบาท ไถ่ถอนปี 2568
CPF277A: หุ้นกู้ไม่ด้อยสิทธิ ไม่มีหลักประกัน 2,000 ล้านบาท ไถ่ถอนปี 2570
CPF314A: หุ้นกู้ไม่ด้อยสิทธิ ไม่มีหลักประกัน 2,500 ล้านบาท ไถ่ถอนปี 2574
CPF328A: หุ้นกู้ไม่ด้อยสิทธิ ไม่มีหลักประกัน 5,000 ล้านบาท ไถ่ถอนปี 2575
CPF418A: หุ้นกู้ไม่ด้อยสิทธิ ไม่มีหลักประกัน 4,000 ล้านบาท ไถ่ถอนปี 2584
CPF41DA: หุ้นกู้ไม่ด้อยสิทธิ ไม่มีหลักประกัน 6,000 ล้านบาท ไถ่ถอนปี 2584
CPF17PA: หุ้นกู้ด้อยสิทธิที่มีลักษณะคล้ายทุน 15,000 ล้านบาท

Latest Press Release

ก.ล.ต. เปิดเผยผู้ประกอบธุรกิจในชื่อ Financial.org ไม่ได้เป็นผู้ได้รับอนุญาตประกอบธุรกิจในรายชื่อของ ก.ล.ต.

ก.ล.ต. เปิดเผยผู้ประกอบธุรกิจในชื่อ Financial.org ไม่ได้เป็นผู้ที่ได้รับอนุญาตประกอบธุรกิจหลักทรัพย์ สัญญาซื้อขายล่วงหน้า หรือประกอบธุรกิจสินทรัพย์ดิจิทัล จึงขอให้ประชาชนใช้ความระมัดระวัง สืบเนื่องจาก ก.ล.ต. ได้รับข้อมูลเบาะแสจากผู้ลงทุนว่า เว็บไซต์ชื่อ...

ทรูมันนี่จัดเต็ม ออกแคมเปญ อิ่มท้อง ช้อปเพลิน สแกนจ่ายด้วยทรูมันนี่ วอลเล็ท รับเงินคืน 5 บาทต่อครั้ง

ทรูมันนี่ ผู้ให้บริการแอปพลิเคชั่น ทรูมันนี่ วอลเล็ท เอาใจสายกิน ช้อป ปล่อยแคมเปญ อิ่มท้อง ช้อปเพลิน เพียงสแกนจ่ายผ่านทรูมันนี่ วอลเล็ทขั้นต่ำ 30 บาท ในร้านค้าที่ร่วมรายการ รับเงินคืนทันที 5 บาทต่อครั้ง ขั้นตอนการเข้าร่วมเป็นไปอย่างง่ายดาย...

ฟิทช์คงอันดับเครดิตของธนาคารสแตนดาร์ดชาร์เตอร์ด (ไทย) ที่ #A-/ แนวโน้มอันดับเครดิตมีเสถียรภาพ

บริษัท ฟิทช์ เรทติ้งส์ ประกาศคงอันดับเครดิตสากลสกุลเงินต่างประเทศระยะยาวและอันดับเครดิตสากลสกุลเงินในประเทศระยะยาวของธนาคารแสตนดาร์ดชาร์เตอร์ด (ไทย) จำกัด (มหาชน) (SCBT) ที่ 'A-' พร้อมกับประกาศคงอันดับเครดิตภายในประเทศระยะยาว ที่ 'AAA (tha)'...

ภาพข่าว: ธ.ไทยเครดิต ฯ จัดงาน Thai Credit SME Customer Exclusive Dinner แทนคำขอบคุณลูกค้า Micro SME ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ

ธนาคารไทยเครดิต เพื่อรายย่อย จำกัด (มหาชน) จัดงานเลี้ยงอาหารค่ำให้แก่ลูกค้า Micro SME ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ พร้อมเชิญอาจารย์ช้าง ทศพร ศรีตุลา มาให้คำชี้แนะศาสตร์เสริมโชคด้านธุรกิจ ในงาน "Thai Credit SME Customer Exclusive Dinner"...

สรุปสภาวะตลาดทองคำแท่งและโกลด์ฟิวเจอร์ส วันที่ 21 กันยายน 2561

สภาวะตลาดวันที่ 21 กันยายน 2561 ราคาทองคำแกว่งตัวในกรอบที่ระดับ 1,206.30-1,211.05 ดอลลาร์ต่อออนซ์ ขณะที่ราคาทองคำแท่ง 96.5% ภายในประเทศขายออกอยู่ที่ 18,600 บาทต่อบาททองคำ โดยราคาปรับตัวเพิ่มขึ้น 100 บาทจากวันก่อนหน้าที่ระดับ 18,500 บาทต่อบาททองคำ...

Related Topics