เรียนรู้ หัวใจ...ทำไมเต้นผิดจังหวะ

ข่าวประชาสัมพันธ์สุขภาพ อาหาร Tuesday June 19, 2018 14:14
กรุงเทพฯ--19 มิ.ย.--mascotcommunication

โรคหัวใจเต้นผิดจังหวะ หลายคนอาจมองเป็นเรื่องไกลตัว ทั้งที่ความจริงแล้วโรคนี้สามารถเกิดขึ้นได้กับทุกช่วงวัย โดยต้นเหตุที่ทำให้เกิดโรค มีทั้งจากการป่วยด้วยโรคหัวใจและหลอดเลือดหัวใจ โรคประจำตัว เช่น ไทรอยด์เป็นพิษ อีกทั้งพฤติกรรมการใช้ชีวิต ปัจจัยแวดล้อม และพันธุกรรมล้วนมีส่วนทำให้เกิดโรคนี้ได้เช่นกัน ซึ่งความรุนแรงของโรคอาจส่งผลให้เสียชีวิตแบบกะทันหันได้ ดังนั้นการรู้เท่าทันโรคหัวใจเต้นผิดจังหวะ จึงเป็นเรื่องสำคัญที่ควรใส่ใจ

นายแพทย์ยศวีร์ อรรฆยากร อายุรแพทย์โรคหัวใจและแพทย์เฉพาะทางด้านไฟฟ้าหัวใจ โรงพยาบาลหัวใจกรุงเทพ กล่าวถึง "ปัจจุบันคนไข้ที่เป็นโรคหลอดเลือดหัวใจตีบมักจะเจออาการหัวใจเต้นผิดจังหวะบ่อยที่สุดประมาณ 70% รวมทั้งกลุ่มที่มีโรคประจำตัวหรือรับประทานยาบางชนิด จากข้อมูลที่ผ่านมาพบว่า โรคหัวใจเต้นผิดจังหวะในคนไทย 1,000 คน จะพบ 40 คน และมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ ส่วนใหญ่มักเป็นกลุ่มผู้สูงอายุ 65 ปีขึ้นไป แต่ไม่ได้หมายความว่า เด็ก วัยรุ่น คนทำงานจะเป็นไม่ได้ ทุกคนมีสิทธิที่จะเป็นโรคหัวใจเต้นผิดจังหวะได้" โดยปกติหัวใจของคนเราจะเต้นด้วยอัตรา 60-100 ครั้ง/นาที ภาวะหัวใจเต้นผิดจังหวะจึงหมายถึง ภาวะห้องเต้นเร็วหรือช้ากว่าปกติ อาจเกิดจากความผิดปกติของกำเนิดกระแสไฟฟ้าหัวใจ การนำไฟฟ้าหัวใจ หรือทั้ง 2 อย่างรวมกัน โดยอาการผิดปกติที่เกิดขึ้นจะส่งผลให้ผู้ที่ป่วยมีอาการดังนี้ 1.หัวใจเต้นช้าผิดปกติ คือน้อยกว่า 60 ครั้งต่อนาที 2.หัวใจเต้นเร็วผิดปกติ คือเร็วกว่า 100 ครั้งต่อนาที 3.หัวใจเต้นไม่เป็นจังหวะสม่ำเสมอเช่น เต้นๆ หยุดๆ หรือเต้นเร็วสลับเต้นช้า สาเหตุหลักของโรคหัวใจเต้นผิดจังหวะ ได้แก่ โรคหัวใจและหลอดเลือด ได้แก่ โรคหลอดเลือดหัวใจตีบ โรคผนังกล้ามเนื้อหัวใจหนาตัวผิดปกติ โรคหัวใจพิการแต่กำเนิด โรคความดันโลหิตสูง โรคลิ้นหัวใจผิดปกติ และโรคประจำตัวได้แก่ ไทรอยด์เป็นพิษ โรคเบาหวาน โรคอ้วน โรคไตวายเรื้อรัง เป็นต้น รวมถึงการใช้ยาแก้หวัดบางชนิดที่มีส่วนผสมของซูโดอีเฟดรีน ซึ่งมีฤทธิ์กระตุ้นหัวใจ เครื่องดื่มที่มีคาเฟอีนผสม ได้แก่ ชา กาแฟ น้ำอัดลม เครื่องดื่มชูกำลัง แอลกอฮอล์ เป็นต้น

ผู้ป่วยที่มีภาวะหัวใจเต้นผิดปกติส่วนหนึ่งจะไม่มีอาการ ทำให้ไม่ได้ตระหนักถึงความสำคัญและภาวะแทรกซ้อนที่อาจเกิดขึ้น มีได้ตั้งแต่เป็นอัมพาตจนถึงเสียชีวิต การสังเกตอาการเบื้องต้น หากมีอาการดังนี้ควรรีบไปพบแพทย์ทันทีคือ ใจสั่นผิดปกติ วูบ หน้ามืด เป็นลม จุกแน่นขึ้นคอ ลิ้นปี เจ็บแน่นหน้าอก อ่อนเพลีย ไม่มีแรง นอนราบไม่ได้ โรคหัวใจเต้นผิดจังหวะสามารถวินิจฉัยได้หลายรูปแบบ ได้แก่ 1)การตรวจคลื่นไฟฟ้าหัวใจ ECG (Electrocardiogram) เหมาะกับผู้ป่วยที่มีอาการตลอดเวลา 2)เครื่องบันทึกสัญญาณไฟฟ้า 24-48 ชั่วโมง (Holter Monitoring 24-48 hr.) เหมาะกับผู้ป่วยที่หัวใจเต้นผิดจังหวะในช่วงสั้นๆ แต่เป็นบ่อยเกือบทุกวัน 3)เครื่องบันทึกสัญญาณไฟฟ้าแบบพกพา (Event Recorder) เหมาะกับผู้ป่วยที่หัวใจเต้นผิดจังหวะไม่บ่อย อาจจะเดือนละ 1-2 ครั้ง โดยเครื่องจะบันทึกเป็นช่วงเวลาสั้น ๆ และกดปุ่มส่งบันทึกคลื่นไฟฟ้าหัวใจมาที่โรงพยาบาลได้ 4)เครื่องบันทึกสัญญาณไฟฟ้าชนิดฝังเครื่องใต้ผิวหนังบริเวณหน้าอก (Implantable Loop Recorder) เหมาะกับผู้ป่วยที่หัวใจเต้นผิดจังหวะไม่บ่อย จะใช้วิธีฝังบริเวณหน้าอกด้านซ้าย 5)การตรวจเช็กสัญญาณไฟฟ้าที่ผิดปกติในหัวใจโดยใช้สายสวนหัวใจ (EP Study) วิธีนี้จะใช้ในกรณีที่ไม่สามารถเจอภาวะหัวใจเต้นผิดปกติได้จากการตรวจต่างๆ ที่กล่าวมาข้างต้น

การรักษาโรคขึ้นอยู่กับผู้ป่วย ว่าเป็นโรคหัวใจเต้นผิดจังหวะแบบใด โดยมีวิธีในการรักษาดังต่อไปนี้ การให้ยาต้านหัวใจเต้นผิดจังหวะ การช็อกไฟฟ้าหัวใจเพื่อให้หัวใจกลับมาเต้นปกติ การจี้ไฟฟ้าหัวใจด้วยสายสวนหัวใจชนิดพิเศษสวนเข้า ไปบริเวณเส้นเลือดดำที่ขาหนีบ การติดเครื่องกระตุ้นหัวใจ (Pacemaker) ใช้ในกรณีที่ผู้ป่วยหัวใจเต้นช้ามากผิดปกติ มี 2 แบบคือ ชนิดกระตุ้นห้องเดียวและสองห้อง การเลือกฝังเครื่องขึ้นอยู่กับผู้ป่วยเป็นสำคัญ โดยแบตเตอรี่ใช้งานได้ 10 ปีขึ้นไปและเข้าเครื่อง MRI ได้ เครื่องกระตุกหัวใจอัตโนมัติหรือเครื่องช็อกไฟฟ้าหัวใจอัตโนมัติ (AICD) ในกรณีที่ผู้ป่วยหัวใจห้องล่างเต้นเร็วผิดปกติ หากหัวใจไม่กลับมาเต้นตามปกติในเวลาที่รวดเร็วอาจเสียชีวิตได้ โดยแบตเตอรี่จะมีอายุใช้งาน 7-8 ปีขึ้นไป ข้อดีของเครื่องนี้คือ ถ้าอยู่บ้านแล้วหัวใจเต้นผิดจังหวะจนถึงขั้นมีอันตรายถึงชีวิต เครื่องจะกระตุกหัวใจจะทำงานอัตโนมัติเพื่อให้ผู้ป่วยฟื้น เราสามารถห่างไกลโรคหัวใจเต้นผิดจังหวะ ได้แก่ ออกกำลังกายสม่ำเสมอ 45 นาที/วัน 3-5 วัน/สัปดาห์ รับประทานอาหารให้ครบ 5 หมู่ อย่ารับประทานอาหารที่มีรสหวาน มัน เค็มมาก นอนหลับพักผ่อนให้เพียงพอ 6-8 ชั่วโมง/วัน ตรวจสุขภาพเป็นประจำทุกปี หากมีโรคประจำตัวควรติดตามอาการกับแพทย์อย่างสม่ำเสมอ ควรหลีกเลี่ยงปัจจัยเสี่ยงที่จะไปกระตุ้นทำให้เกิดอาการหัวใจเต้นเร็วผิดปกติ ได้แก่ ความเครียด วิตกกังวล พักผ่อนไม่เพียงพอ ออกกำลังกายหักโหม การสูบบุหรี่ นอกจากนี้ ผู้ป่วยที่หัวใจเต้นผิดจังหวะควรมาพบแพทย์ตามนัดทุก 1-2 เดือน เพื่อติดตามผลการรักษาและอาการอย่างต่อเนื่อง

สำหรับผู้ที่มีอาการแปลกๆ ตามที่กล่าวข้างต้น อย่านิ่งนอนใจ ควรรีบมาพบอายุรแพทย์โรคหัวใจ เพื่อจะได้คัดกรองกลุ่มอาการของโรคได้ถูกต้องและทำการรักษาอย่างเหมาะสม เพราะหัวใจเป็นอวัยวะสำคัญที่ทำงานต่อเนื่องตลอดเวลา อย่าละเลยที่จะดูแลหัวใจของคุณให้เต้นถูกจังหวะ สอบถามเพิ่มเติม คลินิกหัวใจเต้นผิดจังหวะ โรงพยาบาลหัวใจกรุงเทพ โทร. 02-310-3000 หรือ โทร 1719


Latest Press Release

แนะนำแพทย์ นพ.ศิริ เชื้ออินทร์ แพทย์เฉพาะทางด้านศัลยศาสตร์ ศูนย์ศัลยกรรมผ่าตัดผ่านกล้อง

กรุงเทพฯ--20 ก.ย.--โรงพยาบาลวิชัยเวช อินเตอร์เนชั่นแนล อ้อมน้อย แนะนำแพทย์ นพ.ศิริ เชื้ออินทร์ แพทย์เฉพาะทางด้านศัลยศาสตร์ ศูนย์ศัลยกรรมผ่าตัดผ่านกล้อง แผลเล็ก เจ็บน้อย ฟื้นตัวเร็ว ผ่าตัดผ่านกล้องไทรอยด์ ไส้เลื่อน ถุงน้ำดีอักเสบ...

ไบโอฟาร์ม แนะนำ ผลิตภัณฑ์ใหม่ Vio Bio ACEROLA 1000 ทางเลือกใหม่ของวิตามินซีในรูปแบบธรรมชาติ ที่ให้วิตามินซีสูงกว่าส้ม 30-60 เท่า

บริษัท ไบโอฟาร์ม เคมิคัลส์ จำกัด ผู้จัดจำหน่ายเวชภัณฑ์คุณภาพชั้นนำทั้งในประเทศและต่างประเทศ แนะนำผลิตภัณฑ์เสริมอาหารใหม่ "วีโอ ไบโอ อะเซโรล่า 1000" หรือ Vio Bio ACEROLA 1000 วิตามินซี ในรูปแบบธรรมชาติ ที่ได้จาก "ผลอะเซโรล่า เชอร์รี่"...

PULSUS Group ร่วมมือกับ Anbu Kochi มอบความช่วยเหลือผู้ประสบอุทกภัยในรัฐเกรละ

PULSUS Group ร่วมมือกับ Anbu Kochi ในการตอบสนองต่อภัยพิบัติครั้งรุนแรงที่เกิดขึ้นเมื่อไม่นานมานี้อย่างเหตุการณ์น้ำท่วมใหญ่ในรัฐเกรละของอินเดีย ด้วยการมอบความช่วยเหลือเพื่อบรรเทาทุกข์และสนับสนุนมาตรการฟื้นฟูต่างๆ...

รพ.วัฒนแพทย์ ตรัง ร่วมงานใหญ่ ประเพณีไหว้พระจันทร์ ต.ทุ่งยาว พร้อมบริการตรวจสุขภาพในวันที 22-24 กันยายนนี้

โรงพยาบาลวัฒนแพทย์ ตรัง ร่วมสืบสานงาน "ประเพณีไหว้พระจันทร์" ตำบลทุ่งยาว อ.ปะเหลียน จ.ตรัง โดยจัดทีมแพทย์และบุคคลากร พร้อมเครื่องมือตรวจสุขภาพ ออกให้บริการตรวจสุขภาพเบื้องต้น โดยไม่เสียค่าใช้จ่าย ในระหว่างวันที่ 22-24 กันยายน 2561 นายแพทย์สมชาย...

บรรเทาอาการเจ็บคอด้วยสูตรธรรมชาติ

ช่วงนี้อากาศเปลี่ยนแปลงบ่อย เดี๋ยวร้อน เดี๋ยวฝนตก หลายๆ คนที่สุขภาพเคยแข็งแรงก็กลับอ่อนแอลง ทั้งเป็นหวัด คัดจมูก มีไข้ หรือแม้แต่มีอาการเจ็บคอให้กังวลใจ วันนี้เรามีความรู้ดีๆ เกี่ยวกับการบรรเทาอาการเจ็บคอแบบได้ผล ประหยัด ทำได้ง่ายมากๆ และที่สำคัญ...

Related Topics