สวัสดิการแรงงานข้ามชาติ ภายใต้กระแสการบูรณาการของภูมิภาคอาเซียน

ข่าวประชาสัมพันธ์ทั่วไป Tuesday June 3, 2014 14:59
กรุงเทพฯ--3 มิ.ย.--สำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย

(2 มิ.ย. 57) ณ ห้องประชุม 1 ชั้น 14 สกว. อาคารเอสเอ็มทาวเวอร์ กรุงเทพฯ - สำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย (สกว.) โดยโครงการกิจกรรมการเชื่อมโยงงานวิจัยกับภาคนโยบาย จัดประชุมเวที สกว. (TRF Forum) ประเด็นเกี่ยวกับ AEC เรื่อง “สวัสดิการแรงงานข้ามชาติภายใต้กระแสการบูรณาการของภูมิภาคอาเซียน” เพื่อให้นักวิจัยที่ได้รับทุนสนับสนุนในเรื่องแรงงานข้ามชาติของ สกว. นำเสนอข้อมูล ผลการวิจัย และข้อเสนอแนะเชิงนโยบาย อันเป็นการเสริมสร้างศักยภาพของประเทศไทยในการบริหารจัดการแรงงานข้ามชาติ ต่อสาธารณชน และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง

ดร.ภาคภูมิ ทิพคุณ ผู้ประสานงานโครงการกิจกรรมการเชื่อมโยงงานวิจัยกับภาคนโยบาย สกว. กล่าวว่า “สกว. ให้การสนับสนุนการวิจัยในเรื่องแรงงานข้ามชาติอย่างต่อเนื่อง เพื่อพัฒนาฐานข้อมูลเกี่ยวกับแรงงานข้ามชาติชาวไทยที่ไปทำงานในต่างประเทศและชาวต่างชาติที่เข้ามาทำงานในไทย เพื่อให้เกิดองค์ความรู้ที่เกี่ยวข้องกับแรงงานข้ามชาติในระดับต่างๆ และเสริมสร้างศักยภาพของประเทศในการบริหารจัดการแรงงานข้ามชาติ ขณะนี้บางโครงการที่เกี่ยวกับประเด็นแรงงานข้ามชาติ ความเป็นอยู่สภาพการทำงานในต่างประเทศ และการส่งเงินกลับถิ่นต้นทางของแรงงาน ได้ดำเนินการเสร็จสิ้นแล้ว จึงได้จัดเวที สกว. หรือ TRF Forum ครั้งนี้ขึ้น เพื่อเผยแพร่ผลวิจัยต่อสาธารณชนและหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง”

อ.ดร.ษัษฐรัมย์ ธรรมบุษดี วิทยาลัยสหวิทยาการ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ กล่าวนำเสนองานวิจัยเรื่อง “กระบวนการสร้างความร่วมมือด้านสวัสดิการประเทศต้นทาง ปลายทาง และภาคส่วนที่เกี่ยวข้อง” โดยพบว่า “ลักษณะแรงงานข้ามชาติในตลาดแรงงาน มีความแตกต่างจากแรงงานไทยในด้านความยืดหยุ่น ความคาดหวัง และการจัดการในส่วนรายได้ที่ได้รับ โดยสวัสดิการตามกฎหมายที่ภาครัฐจัดให้ยังไม่ครอบคลุมทั้งในระดับปริมาณและคุณภาพ และไม่สอดรับกับลักษณะตลาดแรงงานที่มีความยืดหยุ่น รวมทั้งสวัสดิการแบบเน้นรัฐไม่สามารถตอบรับการเคลื่อนบ้ายของแรงงานในยุคโลกาภิวัตน์ได้”

ในเรื่องนี้ อ.ดร.ษัษฐรัมย์ ธรรมบุษดี ให้มุมมองข้อเสนอแนะต่อภาครัฐว่า 1) ควรทำข้อตกลงการคุ้มครองทางสังคมระหว่างรัฐบาลประเทศต้นทางการอพยพ เพื่อให้สิทธิการคุ้มครองทางสังคมที่มีในรัฐไทยไม่สิ้นสภาพ อันจะสอดรับต่อการบูรณาการอาเซียน (ส่วนงานที่เกี่ยวข้อง ได้แก่ สำนักงานประกันสังคม กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์) 2) พยายามปรับใช้หลักการของ ILO หรือองค์การแรงงานระหว่างประเทศ ให้สอดรับต่อการควบคุมแรงงานไทย เพื่อหลีกเลี่ยงมาตรฐานด้านแรงงานที่ไม่ตรงกัน และ 3) ควรศึกษาเพิ่มเติมแนวทางบูรณาการเพื่อสร้าง Permanent Residence หรือวิธีการขอเป็นผู้อยู่อาศัยถาวร เพื่อให้ได้สิทธิทางเศรษฐกิจ การเมือง สังคม ตามพื้นที่ที่ทำงาน อันสอดรับต่อการบูรณาการอาเซียนและลักษณะการทำงานของแรงงานข้ามชาติที่มีแนวโน้มอยู่อาศัยระยะยาวมากขึ้น ขณะที่มุมมองข้อเสนอแนะต่อภาคเอกชน เห็นว่า ฝ่ายนายจ้างควรส่งเสริมการประกันกับบริษัทเอกชนคู่ขนานไปกับสวัสดิการภาครัฐ เนื่องด้วยประกันของกองทุนข้ามชาติมีความยืดหยุ่นต่อการขยายการคุ้มครองข้ามพรมแดน และควรร่วมมือกับภาครัฐและเอกชนระดับกลาง สร้างฐานข้อมูลผู้ใช้แรงงานเพื่อประโยชน์ด้านการจัดสรรแรงงานและสวัสดิการในอนาคต

ถัดมาเรื่องที่สอง อาจารย์สุทธิพร บุญมาก มหาวิทยาลัยทักษิณ กล่าวนำเสนองานวิจัยเรื่อง “การส่งเงินกลับบ้าน: กรณีศึกษาผู้ย้ายถิ่นจากจังหวัดชายแดนใต้ในประเทศมาเลเซีย” ว่า “การศึกษาครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาแบบแผนพฤติกรรมการส่งเงินกลับบ้าน ช่องทางการรับเงินส่งกลับบ้าน วิธีการบริหารจัดการเงินส่งกลับบ้าน และผลกระทบของการส่งเงินกลับบ้านที่มีต่อครอบครัวและชุมชน ซึ่งทำการศึกษากลุ่มตัวอย่าง 2 กลุ่ม คือ กลุ่มผู้ประกอบการ และกลุ่มแรงงาน โดยเฉพาะผู้ที่ทำงานอยู่ในธุรกิจที่เรียกว่า Tom Yam Restaurant Business ซึ่งพบว่า การส่งเงินกลับของกลุ่มแรงงานจะมากกว่ากลุ่มผู้ประกอบการเนื่องด้วยพันธะและความรับผิดชอบในการเลี้ยงดูสมาชิกในครอบครัวที่อยู่ข้างหลังในประเทศไทย โดยจำนวนเงินส่งกลับบ้านจากมาเลเซียสู่ไทยไม่ถูกบันทึกไว้อย่างเป็นระบบ เพราะส่วนใหญ่เป็นแรงงานผิดกฎหมาย จึงส่งเงินอย่างไม่เป็นทางการ รวมทั้งอาจเป็นการส่งเงินกลับภายในประเทศไทยเองเพราะบ้านติดอยู่ชายแดน ซึ่งแรงงานแต่ละประเภทได้รับค่าจ้างต่างกันมีผลต่อความสามารถในการส่งเงินในขนาดที่ต่างกัน เช่น แรงงานประมงจะมีความสามารถส่งเงินได้มากกว่าแรงงานทั่วไป เพราะค่าจ้างขึ้นอยู่กับปริมาณของการจับประมงได้มาก”

อาจารย์สุทธิพร บุญมาก กล่าวต่อว่า “ในการศึกษาแบบแผนการส่งเงินกลับบ้านทำให้พบว่าเป็นกระบวนการทางสังคมที่มีความเป็นเปลี่ยนแปลงตลอดเวลา และส่วนใหญ่มักเป็นวิธีการส่งเงินกลับอย่างไม่เป็นทางการไม่สามารถบันทึกได้ในระบบบัญชีประชาชาติ เช่น ฝากญาติ ฝากเพื่อนที่จะกลับประเทศ นอกจากนี้ ยังพบข้อเสนอแนะที่ได้จากการวิจัยว่า ควรพัฒนาระบบการส่งเงินระหว่างไทยและมาเลเซียโดยเฉพาะ และควรส่งเสริมการส่งเงินกลับในรูปแบบเพื่อชุมชนหรือสังคมในถิ่นต้นทาง เพื่อกระตุ้นความผูกพันของคนในพื้นที่จังหวัดชายแดนใต้ในรูปแบบของซะกาต (Zakat) หรือทานประจำปีของชาวมุสลิมให้มากขึ้น นอกเหนือจากส่งเงินเพื่อใช้ส่วนตัวและเพื่อครอบครัว รวมทั้งควรส่งเสริมการสะสมทุนและเงินออมไปพร้อมกันด้วย”

และเรื่องที่สาม อ.ดร.พิมเสน บัวระภา มหาวิทยาลัยมหาสารคาม กล่าวนำเสนองานวิจัยเรื่อง “เครือข่ายและการส่งเงินกลับบ้าน: ผู้อพยพข้ามชาติชาวไทยในประเทศเวียดนาม (ภาคเหนือ)” ว่า “โครงการนี้ให้ความสนใจศึกษากลุ่มผู้อพยพข้ามชาติชาวไทยข้ามชาติที่กำลังพักอาศัยและประกอบอาชีพอยู่ในบริเวณภาคเหนือของเวียดนาม ปี พ.ศ. 2532 เป็นต้นมา โดยผลวิจัยพบว่า ผู้เคลื่อนย้ายข้ามชาติชาวไทยในเวียดนาม (ภาคเหนือ) มีชุดของปฏิสัมพันธ์หรือสายสัมพันธ์ที่ก่อให้เกิดเครือข่ายให้สามารถทำอยู่ทำกินได้อย่างสมดุล 2 ชุดคือ สายสัมพันธ์เครือข่ายภายในกลุ่มผู้เคลื่อนย้ายข้ามชาติชาวไทย หรือเครือข่ายการทำอยู่ และสายสัมพันธ์ภายนอกระหว่างผู้เคลื่อนย้ายชาวไทยข้ามชาติกับชาวเวียดนามเจ้าของพื้นที่ใหม่หรือชาวต่างชาติอื่นใด หรือเครือข่ายการทำกิน ซึ่งสายสัมพันธ์ชุดแรกนับเป็นเครื่องมือสำคัญที่ช่วยในการยึดโยงชาวไทยให้สามารถดำรงและคุ้นเคยในพื้นที่ใหม่ด้วยการสร้างชุมชนชาวไทยในจินตนาการร่วมกันเพื่อเติมเต็มในความโหยหาบ้านเกิดเมืองนอน ส่วนสายสัมพันธ์ที่สองคือเครื่องมือสำคัญที่ช่วยให้การทำกินของเขาเหล่านั้นดำรงอยู่ได้”

นอกจากนี้ งานวิจัยยังพบว่า องค์กรโครงสร้างทางสังคมหลักที่มีบทบาทและพลังในการประสานสายสัมพันธ์ระหว่างผู้อพยพชาวไทยข้ามชาติเข้าด้วยกัน โดยอาศัยกิจกรรมทางรัฐชาติและวัฒนธรรมในการรวมศูนย์ มี 2 องค์กรสำคัญคือ สถานเอกอัครราชทูตไทย ประจำ ณ กรุงห่าโน๋ย ซึ่งมีบทบาทหน้าที่หลักในการรักษาผลประโยชน์และดำเนินงานเพื่อสร้างผลประโยชน์ของชาติ และสมาคมนักธุรกิจไทยในประเทศเวียดนามหรือ TBA (ภาคเหนือ) องค์กรเอกชนที่เกิดจากสายสัมพันธ์ของผู้ทำอยู่ทำกินในเวียดนามภาคเหนือเป็นส่วนมาก ทำหน้าที่เชื่อมความสัมพันธ์ทางกิจกรรมสาธารณะกุศล และจัดกิจกรรมต่างๆ ระหว่างคนไทยด้วยกัน

ด้านข้อเสนอแนะเชิงนโนบายที่ได้จากการวิจัย อ.ดร.พิมเสน บัวระภา ได้ให้ไว้หลายประการ อาทิ หน่วยงานที่เกี่ยวข้องในประเทศไทยควรปรับยุทธิวิธีในการเป็นที่พึ่งพาแก่ผู้ประกอบการด้วยการประยุกต์เอาแนวคิดในเรื่องเครือข่ายจากองค์กรเอกชนเข้าไปประสานช่วยเหลือในระบบการทำงาน การเร่งสร้างศูนย์กฎหมายและการค้าในแต่ละประเทศให้เป็นรูปธรรมที่มีความเหมาะสมและยืดหยุ่นกับประเทศนั้นๆ เพื่อสนองตอบต่อการเดินทางเข้าไปลงทุนในแต่ละประเทศ รวมทั้งอาจสร้างเครือข่ายการทำงานระหว่างภาครัฐและเอกชนด้านสื่อการแสดง ภาพยนตร์ แฟชั่น ดารา ให้เป็นสื่อทางวัฒนธรรม เผยแพร่โฆษณาประชาสัมพันธ์ อัตลักษณ์และวัฒนธรรมไทยพร้อมกับการสร้างสัญลักษณ์ทางสินค้าไทย ดังเช่นที่เกาหลีใต้ได้ดำเนินการก่อนแล้ว เป็นต้น

ทั้งนี้ เวที สกว. หรือ TRF Forum เป็นการประชุมขนาดเล็กที่จัดขึ้นเป็นประจำอย่างต่อเนื่องในประเด็นการประชุมที่เฉพาะเจาะจง ซึ่งประเด็นที่เลือกมาเป็นหัวข้อในการอภิปรายแต่ละครั้ง จะเป็นประเด็นการวิจัยที่ สกว. ให้การสนับสนุนหรือเป็นประเด็นที่มีความสำคัญในช่วงเวลาใดเวลาหนึ่ง โดยผู้เข้าร่วมประชุมประกอบไปด้วยกลุ่มบุคคล 4 กลุ่ม ได้แก่ นักวิชาการ/นักวิจัย ผู้กำหนดนโยบาย ภาคเอกชน และสื่อมวลชน เพื่อให้เกิดการเชื่อมโยง แลกเปลี่ยนข้อมูลและความคิดเห็นระหว่างนักวิชาการ นักวิจัย และผู้กำหนดนโยบายหรือผู้ปฏิบัตินโยบาย โดยเวทีดังกล่าวจะส่งผ่านข้อมูลและองค์ความรู้ที่ได้จากการวิจัยของ สกว. ไปถึงผู้ที่มีส่วนเกี่ยวข้องกับการกำหนดหรือการดำเนินนโยบายสาธารณะของประเทศต่อไป


Latest Press Release

ระเบิดศึกแห่งความแกร่งในงาน เมกา สปอร์ต อารีน่า ซีซั่น 2 กีฬาเอ็กซ์ตรีม และ สตรีทบาสเก็ตบอล ณ ศูนย์การค้าเมกาบางนา

เมื่อเร็วๆ นี้ - เมกาบางนา ศูนย์การค้าสำหรับทุกคนในครอบครัว เปิดสนามประลองพลังความแข็งแกร่งสำหรับเยาวชนกับกีฬาสุดท้าทาย ในการแข่งขัน "เมกา สปอร์ต อารีน่า ซีซั่น 2" (Mega Sport Arena Season 2) สนามประลองฝีมือ และ Meeting Place...

กรมธนารักษ์ เข้าร่วมงานกาชาด ประจำปี 2561 125 ปี สภากาชาดไทย ร้อยดวงใจ ส่งต่อการให้ที่งดงาม

กรมธนารักษ์ เข้าร่วมจัดนิทรรศการ ออกร้านจำหน่ายผลิตภัณฑ์เหรียญ และจ่ายแลกเหรียญกษาปณ์ที่ระลึก ในงานกาชาด ประจำปี 2561 "125 ปี สภากาชาดไทย ร้อยดวงใจ ส่งต่อการให้ที่งดงาม" ระหว่างวันที่ 23 พฤศจิกายน - 1 ธันวาคม 2561 เวลา 10.30 - 22.00 น. ณ...

ห้องอาหารยามาซาโตะได้รับ มิชลิน เพลท จากคู่มือแนะนำร้านอาหารและที่พักระดับโลก #มิชลิน ไกด์ ติดต่อกันเป็นปีที่ 2

ห้องอาหารยามาซาโตะ (Yamazato) โรงแรม ดิ โอกุระ เพรสทีจ กรุงเทพฯ (The Okura Prestige Bangkok) ได้รับคัดเลือกให้อยู่ในคู่มือแนะนำร้านอาหารและที่พักระดับโลก 'มิชลิน ไกด์' ประเทศไทย ประจำปี 2019 ฉบับ กรุงเทพมหานคร ภูเก็ต และพังงา หรือ MICHELIN Guide...

ภาพข่าว: ดับบลิวเอชเอ ร่วมบรรยายในงานเสวนาและจับคู่ธุรกิจกลุ่มผู้ประกอบการอุตสาหกรรมยานยนต์ไทย-เกาหลี

เมื่อเร็วๆ นี้ นางสาวศิญาภัสร์ จันทไชยโรจน์ (ที่ 2 จากซ้าย) ผู้อำนวยการฝ่ายการตลาดองค์กร บริษัท ดับบลิวเอชเอ คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) ต้อนรับและร่วมบรรยายในหัวข้อ "Automotive Cluster of Thailand in the EEC Pillar"...

แนะนำ เมนูเฟรนช์ฟรายส์ รสไทเชฟ

ไทเชฟ แนะนำเคล็ดลับความอร่อยให้กับเมนูเฟรนช์ฟรายส์ ผ่านผงโรยไทเชฟ 6 รสชาติ ได้แก่ รสบาร์บีคิว วิงแซ่บ ต้มยำ ไก่แซ่บ ปาปริก้า และรสชีส เพียงนำเฟรนช์ฟรายส์ไปทอดในน้ำมันความร้อนปานกลางจนสุก พักไว้ให้สะเด็ดน้ำมัน จากนั้นเทผงโรยไทเชฟรสที่ชื่นชอบ...

Related Topics