นายกรัฐมนตรีมอบนโยบายจัดการภัยแล้งและเก็บน้ำฤดูฝนปี 63 ผนวกความร่วมมือทุกภาคส่วน เร่งรัดเพิ่มพื้นที่กักเก็บน้ำ มุ่งแก้ปัญหาท่วมแล้งอย่างยั่งยืน

ข่าวประชาสัมพันธ์ทั่วไป Tuesday March 3, 2020 10:44
กรุงเทพฯ--3 มี.ค.--กลุ่มประชาสัมพันธ์และเผยแพร่ สทนช.

พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี มอบนโยบายขับเคลื่อนหน่วยงานด้านน้ำ มุ่งบริหารจัดการภัยแล้งและเตรียมการเก็บน้ำฤดูฝนปี 2563 อย่างเป็นรูปธรรมและมีประสิทธิภาพ เร่งเครื่องเตรียมพร้อมรับมือฝ่าวิกฤติฝนทิ้งช่วงเดือน พ.ค.-มิ.ย. นี้

พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี เป็นประธานเปิดการประชุมชี้แจง มอบนโยบายการบริหารจัดการภัยแล้งและเตรียมการเก็บน้ำฤดูฝนปี 2563 โดยมีพลเอก ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรี พลเอก อนุพงษ์ เผ่าจินดา รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย นายเฉลิมชัย ศรีอ่อน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ นายวราวุธ ศิลปอาชา รัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม พร้อมด้วยหัวหน้าส่วนราชการ ผู้ว่าราชการจังหวัด หน่วยงานรัฐวิสาหกิจ หน่วยงานเอกชน เครือข่ายและผู้แทนองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ณ ตึกสันติไมตรี ทำเนียบรัฐบาล กรุงเทพฯ

พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี กล่าวว่า ตลอดระยะเวลาที่ผ่านมา รัฐบาลได้ให้ความสำคัญในการบริหารจัดการและแก้ไขปัญหาด้านน้ำ ซึ่งไม่ใช่เพียงแต่การแก้ไขปัญหาเฉพาะหน้าระยะสั้นเท่านั้น แต่มีความตั้งใจที่จะมุ่งไปสู่ความยั่งยืนในอนาคต จึงได้จัดทำแผนแม่บทการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำ 20 ปี (พ.ศ. 2561 – 2580) เพื่อเป็นกรอบแนวทางในการแก้ไขปัญหาและพัฒนาทรัพยากรน้ำของประเทศในระยะ 20 ปี โดยมีแผนงานโครงการสำคัญที่มีศักยภาพในการแก้ปัญหาในพื้นที่ภัยแล้งและน้ำท่วมซ้ำซาก ที่ต้องมีการศึกษาล่วงหน้ากว่า 450 โครงการ ซึ่งอยู่ระหว่างการขับเคลื่อนของรัฐบาล สามารถเพิ่มน้ำต้นทุน กว่า 7,000 ล้านลูกบาศก์เมตร เป็นโครงการขนาดใหญ่ที่ได้ขับเคลื่อนไปสู่การดำเนินการแล้ว อาทิ โครงการอุโมงค์ผันน้ำแม่แตง–แม่งัด–แม่กวง จ.เชียงใหม่ อ่างเก็บน้ำลำน้ำชีอันเนื่องมาจากพระราชดำริ จ.ชัยภูมิ โครงการประตูระบายน้ำศรีสองรัก อันเนื่องมาจากพระราชดำริ จ.เลย โครงการบางระกำโมเดล จ.พิษณุโลก เป็นต้น นอกจากนี้ยังมีโครงการขนาดใหญ่ที่รัฐบาลกำลังผลักดันในอนาคต เช่น การเชื่อมโยงน้ำเพื่อเติมน้ำเข้าสู่อ่างเก็บน้ำขนาดใหญ่ การพัฒนาแหล่งเก็บกักน้ำต้นน้ำที่มีศักยภาพ การจัดหาพื้นที่แก้มลิงขนาดใหญ่รองรับน้ำหลาก เป็นต้น จำนวนกว่า 60 โครงการ เมื่อดำเนินการแล้วเสร็จ จะสามารถเพิ่มปริมาณน้ำต้นทุน ได้กว่า 4,700 ล้านลูกบาศก์เมตร พื้นที่รับประโยชน์กว่า 7 ล้านไร่ ราษฎรได้ประโยชน์กว่า 6 แสนครัวเรือน รวมทั้งยังมีมาตรการอื่นที่ดำเนินการควบคู่ไปด้วย ได้แก่ การรณรงค์ให้ใช้น้ำอย่างรู้คุณค่าในทุกภาคส่วน การฟื้นฟูพื้นที่ป่าต้นน้ำ และการอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติ

สำหรับในปี 2562 ที่ผ่านมา ประเทศไทยประสบปัญหาฝนทิ้งช่วง ฝนตกน้อยกว่าค่าเฉลี่ยมาก รวมทั้งฝนตกท้ายพื้นที่กักเก็บน้ำที่มีอยู่เดิม อีกทั้ง การคาดการณ์ปริมาณฝนรวมของกรมอุตุนิยมวิทยา ช่วงเดือนมกราคม-พฤษภาคม 2563 เกือบทุกภาคของประเทศ “ต่ำกว่าเกณฑ์ปกติ” 3-5 เปอร์เซ็นต์ ปัจจุบัน ได้มีการประกาศเขตการให้ความช่วยเหลือผู้ประสบภัยพิบัติกรณีฉุกเฉิน (ภัยแล้ง) รวม 5,800 กว่าหมู่บ้าน (7.8 %) ใน 22 จังหวัด และเนื่องจากแนวโน้มสถานการณ์ภัยแล้งที่ยังมีความรุนแรงต่อเนื่อง รัฐบาลจึงได้อนุมัติวงเงินเพิ่มเติม นอกเหนือจากงบประมาณปกติดังกล่าว ตามมติ ครม. เมื่อวันที่ 30 เมษายน 2562 ที่ให้ดำเนินโครงการเพิ่มแหล่งเก็บกักน้ำและเพิ่มน้ำต้นทุนเพื่อบรรเทาปัญหาภัยแล้งและรองรับปริมาณน้ำในฤดูฝน พ.ศ. 2562 จำนวน 144 โครงการ โดยใช้งบกลางเพิ่มเติมปี 2562 ซึ่งสามารถเพิ่มปริมาณน้ำเก็บกักได้อีก 28.12 ล้านลูกบาศก์เมตร ได้รับประโยชน์กว่า 85,000 ครัวเรือน หลังจากนั้น ครม. ยังได้อนุมัติให้ดำเนินโครงการปฏิบัติการแก้ไขปัญหาการขาดแคลนน้ำในช่วงฤดูแล้ง ปี 2562/63 เพิ่มเติม อีกจำนวน 2,041 โครงการ เมื่อวันที่ 7 มกราคม 2563 เพื่อแก้ไขปัญหาด้านอุปโภคบริโภค ในพื้นที่เฝ้าระวังเสี่ยงขาดแคลนน้ำ แบ่งออกเป็น พื้นที่เฝ้าระวังเสี่ยงขาดแคลนน้ำในเขตการประปาส่วนภูมิภาค ครอบคลุม 22 จังหวัด จำนวน 50 โครงการ อาทิ การขุดเจาะบ่อบาดาล การจัดหาแหล่งน้ำผิวดิน การวางท่อน้ำดิบ และสถานีสูบน้ำ เป็นต้น และพื้นที่เฝ้าระวังเสี่ยงขาดแคลนน้ำนอกเขตการประปาส่วนภูมิภาค ครอบคลุม 37 จังหวัด สนับสนุนสถานพยาบาล7 แห่ง จำนวน 1,991 โครงการ

หลังจากที่ รัฐบาลได้มีคำสั่งจัดตั้ง “กองอำนวยการน้ำแห่งชาติ”ขึ้น โดยมีพลเอก ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรี ทำหน้าที่เป็นผู้อำนวยการกองอำนวยการน้ำแห่งชาติ โดยคณะทำงานภายใต้กองอำนวยการน้ำแห่งชาติ ได้ร่วมกันวางแผนในการป้องกันและบรรเทาปัญหาเพื่อลดความเสี่ยงที่จะเกิดขึ้นกับประชาชน และจากการติดตามสถานการณ์พบว่ามีแนวโน้มที่ฝนอาจจะทิ้งช่วงในช่วงเดือน พ.ค. - มิ.ย. 63 และเพื่อเป็นการเตรียมพร้อมรับภัยแล้งที่อาจเกิดขึ้นอีก รัฐบาลจึงมีนโยบายเร่งรัดการจัดทำแหล่งเก็บน้ำเพื่อเก็กกักน้ำในฤดูฝนนี้ โดยมอบให้หน่วยงานตรวจสอบแผนงานโครงการที่มีความพร้อม และที่สามารถดำเนินการได้ทันที โดยต้องแล้วเสร็จภายในเดือนมิถุนายน 2563 ทั้งนี้ มีหน่วยงานที่สามารถเร่งรัดดำเนินการได้ทั้งสิ้น 14 หน่วยงาน จำนวน 1,320 โครงการ โดยเมื่อดำเนินการแล้วเสร็จจะสามารถเพิ่มปริมาตรเก็บกักน้ำได้ 276 ล้านลูกบาศก์เมตร พร้อมทั้งยังให้องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นเสนอโครงการแหล่งเก็บน้ำในระดับท้องถิ่น ได้แก่ การขุดลอกหรือซ่อมแซมแหล่งน้ำเดิม ขุดสระน้ำหรือแหล่งเก็บน้ำเพิ่ม และฝายชะลอน้ำ อีกกว่า 7,100 โครงการ โดยเมื่อดำเนินการแล้วเสร็จจะสามารถเพิ่มปริมาตรเก็บกักได้ 122 ล้านลูกบาศก์เมตร และเพื่อเป็นการเสริมสร้างความมั่นคงต่อภาคการผลิตรวมทั้งเป็นการกระตุ้นเศรษฐกิจ รัฐบาลได้มีนโยบายที่จะเร่งรัดโครงการสำคัญและโครงการขนาดใหญ่ที่มีความพร้อมดำเนินการเพื่อให้สามารถแก้ไขปัญหาน้ำได้อย่างยั่งยืน โดยหาแหล่งเงินที่เหมาะสม อาทิ 1) โครงการอ่างเก็บน้ำคลองวังโตนด จังหวัดจันทบุรี 2) โครงการผันน้ำอ่างเก็บน้ำประแสร์-หนองค้อ-บางพระ จังหวัดระยอง-ชลบุรี 3) โครงการปรับปรุงคลองยม – น่าน จังหวัดสุโขทัย-อุตรดิตถ์ เป็นต้น

นายกรัฐมนตรีกล่าวเพิ่มเติมว่า เพื่อให้การบรรเทาทุกข์ของประชาชนอย่างจริงจังและต่อเนื่อง รวมทั้งป้องกันความเสี่ยงจากเหตุการณ์ในอนาคตที่อาจจะเกิดขึ้นได้ ขอให้ทุกหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ดำเนินการดังนี้ 1. หน่วยงานที่ขอรับงบประมาณเพิ่มเติมในการแก้ไขปัญหาภัยแล้ง ปี 2562/2563 ให้เร่งรัดดำเนินการแล้วเสร็จภายในเวลาที่กำหนด เพื่อช่วยเหลือประชาชนได้ทันท่วงที และให้ปฏิบัติตามกฎระเบียบอย่างเคร่งครัด โดยให้มีการติดตามประเมินผลและรายงาน ให้รัฐบาลทราบผ่าน สทนช. อย่างต่อเนื่องด้วย 2. กระทรวงมหาดไทยต้องตรวจสอบพื้นที่ในเชิงประจักษ์ถึงสภาพปัญหาที่แท้จริงของพื้นที่ให้ครอบคลุม 3. กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมต้องเร่งรัดปลูกฟื้นฟูพื้นที่ป่าต้นน้ำ โดยร่วมกับกระทรวงมหาดไทย กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ รวมถึงภาคเอกชน ประชาชน เพื่อกำหนดแผนดำเนินการให้ชัดเจน 4. ทุกหน่วยงานและท้องถิ่นต้องตรวจสอบสภาพอาคารควบคุมน้ำ เพื่อเตรียมความพร้อมสำหรับการเก็บกักน้ำ ในฤดูฝนที่กำลังจะมาถึง ให้ใช้ได้อย่างมีประสิทธิภาพ 5. สทนช. และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องต้องร่วมกันวางแผนการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำในฤดูฝน รวมไปถึงการคาดการณ์ล่วงหน้าไปถึงฤดูแล้ง อย่างรอบคอบ 6. ผู้ว่าราชการจังหวัด ต้องมีบทบาทในการกำกับดูแลการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำในระดับพื้นที่อย่างใกล้ชิดไม่ให้เป็นเพียงการแก้ไขปัญหาเฉพาะหน้าเท่านั้น และ 7. ต้องประชาสัมพันธ์ รณรงค์ แจ้งเตือนให้ประชาชนเข้าถึงข้อมูล สถานการณ์น้ำ เพื่อช่วยลดผลกระทบที่อาจจะเกิดขึ้นได้อย่างทันท่วงที พร้อมรับทราบแนวทางการแก้ไขปัญหาของรัฐบาลด้วย


Latest Press Release

มูลนิธิ วิชัย ศรีวัฒนประภา ประกาศรายชื่อผู้ได้รับทุนการศึกษา ประจำปีการศึกษา 2563

28 พฤษภาคม 2563 มูลนิธิ วิชัย ศรีวัฒนประภา ประกาศรายชื่อผู้ได้รับทุนการศึกษา ประจำปีการศึกษา 2563 จำนวน 12 ทุน ซึ่งเป็นทุนการศึกษาต่อเนื่องตั้งแต่ระดับชั้น ม.1 และ ม.4 จนจบระดับปริญญาตรี มูลนิธิ วิชัย ศรีวัฒนประภา ตระหนักถึงความสำคัญด้านการศึกษา...

ธอส. ส่งมอบสายคล้องหน้ากากอนามัย 250,000 ชิ้น ให้แก่ 5 โรงพยาบาลรัฐ พร้อมมอบเงินสนับสนุนด้านการแพทย์ ร่วมใจ ต้านภัย COVID-19

ธนาคารอาคารสงเคราะห์ ธนาคารบ้านของคนไทย ส่งมอบสายคล้องหน้ากากอนามัย จำนวน 250,000 ชิ้น ให้แก่ 5 โรงพยาบาลของรัฐ ได้แก่ โรงพยาบาลพระมงกุฎเกล้า โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ โรงพยาบาลรามาธิบดี โรงพยาบาลศิริราช และโรงพยาบาลราชวิถี...

ขอเชิญร่วมบริจาคโลหิตถวายเป็นพระราชกุศล สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินี

ขอเชิญร่วมบริจาคโลหิต ถวายเป็นพระราชกุศล เนื่องในวันเฉลิมพระชนมพรรษา สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินี ๓ มิถุนายน ๒๕๖๓ ในวันที่ 1 มิถุนายน 2563 เวลา 9.00 - 15.00 น. ณ ห้องประชุม ชั้น 6 อาคารทีปังกรรัศมีโชติ...

โควิด-19 เปลี่ยนวิถีการส่งออกเครื่องสำอาง สินค้าด้านความงาม ผลิตภัณฑ์ดูแลผิวพรรณและร่างกาย ผู้ประกอบการและเอสเอ็มอีควรเตรียมพร้อมรับมืออย่างไรต่อจากนี้

การแพร่ระบาดของโควิด-19 ได้เปลี่ยนวิธีการดำเนินธุรกิจ และพฤติกรรมการซื้อของผู้บริโภคไปทั่วโลก ผลกระทบทางเศรษฐกิจจากสถานการณ์โควิด-19 นั้นเกิดขึ้นในหลายอุตสาหกรรม โดยเฉพาะอย่างยิ่งในกลุ่มสินค้าอุปโภคบริโภค รวมถึง ผลิตภัณฑ์ด้านความงาม เครื่องสำอาง...

สพฉ. จับมือ สวทช. ทีโอที และ ม.เกษตรศาสตร์ เสริมแกร่ง ยกระดับ IT ระบบการแพทย์ฉุกเฉิน เพิ่มความสะดวก รวดเร็ว มุ่งสู่บริการดิจิทัล “ไทยแลนด์ 4.0”

ณ ห้องประชุม 601 อาคารเฉลิมพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว 84 พรรษา สถาบันการแพทย์ฉุกเฉินแห่งชาติ จังหวัดนนทบุรี: สถาบันการแพทย์ฉุกเฉินแห่งชาติ (สพฉ.) กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) โดย...

Related Topics