ราคาน้ำมันดิบคาดจะได้รับแรงกดดันจากน้ำมันดิบคงคลังสหรัฐฯ และอุปทานจากโอเปกที่เพิ่มขึ้น

จันทร์ ๒๔ กันยายน ๒๐๑๘ ๑๕:๓๙
บทวิเคราะห์สถานการณ์น้ำมันประจำสัปดาห์ โดย บมจ.ไทยออยล์: ฉบับวันที่ 24 กันยายน 2561

ไทยออยล์คาดราคาน้ำมันดิบเวสต์เท็กซัสในสัปดาห์นี้จะเคลื่อนไหวที่กรอบ 68 -73 เหรียญสหรัฐฯ ต่อบาร์เรล

ส่วนน้ำมันดิบเบรนท์เคลื่อนไหวที่กรอบ 76 – 81 เหรียญสหรัฐฯ ต่อบาร์เรล

แนวโน้มสถานการณ์ราคาน้ำมันดิบ (24 - 28 ก.ย. 61)

ราคาน้ำมันดิบคาดจะปรับตัวลดลง หลังได้รับแรงกดดันจากน้ำมันดิบคงคลังสหรัฐฯ ที่มีแนวโน้มจะปรับตัวเพิ่มขึ้นในสัปดาห์นี้ หลังอุปสงค์ปรับลดลงอย่างต่อเนื่องในช่วงการปิดซ่อมบำรุงโรงกลั่นตามฤดูกาล นอกจากนี้ ปริมาณการผลิตจากกลุ่มโอเปกยังได้ปรับตัวเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง หลังการประชุมโอเปกในเดือน มิ.ย. 61 ที่ผ่านมา ประกอบกับ สงครามการค้าระหว่างสหรัฐฯ และจีนที่ทวีความรุนแรงขึ้นอีกครั้ง หลังสหรัฐฯ ประกาศเก็บภาษีสินค้านำเข้าจากจีนมูลค่ารวมกว่า 200,000 ล้านเหรียญสหรัฐฯ อย่างไรก็ตาม ราคาน้ำมันดิบยังได้รับแรงหนุนจากปริมาณการผลิตจากประเทศอิหร่านและเวเนซุเอลา ที่มีแนวโน้มว่าจะปรับลดลงอย่างต่อเนื่อง หลังทั้งสองประเทศเผชิญหน้ากับการคว่ำบาตรจากสหรัฐฯ

ปัจจัยสำคัญที่คาดว่าจะส่งผลกระทบต่อสถานการณ์ราคาน้ำมันในสัปดาห์นี้:

- ปริมาณน้ำมันดิบคงคลังสหรัฐฯ มีแนวโน้มที่จะปรับตัวเพิ่มขึ้น หลังจากที่ได้ปรับลดลงติดต่อกันกว่า 5 สัปดาห์ โดยคาดว่าปริมาณการกลั่นน้ำมันดิบในสหรัฐฯ มีแนวโน้มจะปรับลดลงอย่างต่อเนื่องในช่วงฤดูกาลปิดซ่อมบำรุงของโรงกลั่น นอกจากนี้ ปริมาณการนำเข้าน้ำมันดิบในสหรัฐฯ คาดจะปรับตัวเพิ่มขึ้นจากแคนาดาและตะวันออกกลาง โดยมีการนำเข้าเพิ่มขึ้นต่อเนื่องนับตั้งแต่เดือน พ.ค. 61 ที่ผ่านมา อย่างไรก็ตาม การส่งออกน้ำมันดิบจากสหรัฐฯ มีแนวโน้มที่จะอยู่ในระดับสูงเหนือ 2 ล้านบาร์เรลต่อวันอย่างต่อเนื่อง หลังอุปสงค์โตขึ้นอย่างต่อเนื่องจากราคาน้ำมันดิบ WTI ที่มีราคาต่ำกว่าน้ำมันดิบชนิดอื่น

- การผลิตน้ำมันดิบจากกลุ่มโอเปกคาดว่าจะปรับตัวเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง หลังได้มีการปรับเพิ่มกำลังการผลิตติดต่อกันกว่า 3 เดือนแล้ว โดยรายงานล่าสุดจากโอเปกเผยปริมาณการผลิตของกลุ่มโอเปกในเดือน ส.ค. 61 ที่ผ่านมาอยู่ที่ราว 32.6 ล้านบาร์เรลต่อวัน ซึ่งปรับตัวเพิ่มขึ้นมาจากเดือน พ.ค. 61 ที่ผ่านมากว่า 440,000 บาร์เรลต่อวัน หลังซาอุดิอาระเบีย อิรัก สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ ปรับปริมาณการผลิตขึ้นกว่า 680,000 บาร์เรลต่อวัน ตั้งแต่เดือน พ.ค. 61 ถึง เดือน ส.ค. 61

- สงครามการค้าระหว่างสหรัฐฯ และจีนยังคงทวีความรุนแรงมากขึ้นและคาดจะส่งผลกดดันต่อเศรษฐกิจและความต้องการใช้น้ำมันของโลกอย่างต่อเนื่อง หลังสหรัฐฯ ประกาศเก็บภาษีสินค้านำเข้าจากจีนในอัตราร้อยละ 10 กับสินค้านำเข้าจากจีนมูลค่ารวมกว่า 200,000 ล้านเหรียญสหรัฐฯ มีผลบังคับใช้ในวันที่ 24 ก.ย. นี้และภายในสิ้นปีจะเพิ่มอัตราภาษีดังกล่าวขึ้นเป็นร้อยละ 25 ส่งผลให้ทางด้านจีนมีการตอบโต้โดยการเก็บภาษีสินค้านำเข้าจากสหรัฐฯ มูลค่ารวมทั้งสิ้นกว่า 60,000 ล้านเหรียญสหรัฐฯ ในอัตราภาษีร้อยละ 5 – 10 ในวันที่ 24 ก.ย. โดยนักวิเคราะห์ส่วนใหญ่กังวลว่าถ้าหากทั้งสองประเทศยังไม่สามารถหาข้อสรุปได้จะส่งผลให้มีการประกาศใช้มาตรการอื่นนอกเหนือจากมาตรการทางการค้าเพิ่มเติม เช่น การห้ามบริษัทสัญชาติสหรัฐฯ ทำธุรกิจในจีน เป็นต้น ซึ่งมาตรการดังกล่าวอาจจะส่งผลให้เศรษฐกิจโลกชะลอตัวลงมากกว่าที่ได้คาดการณ์ไว้

- ปริมาณการผลิตและส่งออกน้ำมันดิบของประเทศอิหร่านมีแนวโน้มปรับลดลงอย่างต่อเนื่อง หลังสหรัฐฯ ประกาศคว่ำบาตรในเดือน พ.ค. 61 ที่ผ่านมา โดยล่าสุด ประเทศเกาหลีใต้ได้ปรับลดปริมาณการนำเข้าในเดือน ส.ค. 61 กว่าร้อยละ 85 จากปีที่ผ่านมา นอกจากนี้ กลุ่มโรงกลั่นในญี่ปุ่นคาดจะรับน้ำมันดิบจากอิหร่านครั้งสุดท้ายในเดือน ต.ค. 61 ก่อนวันกำหนดการของสหรัฐฯ ในวันที่ 4 พ.ย. 61 ประกอบกับ ในเดือน ส.ค. 61 ที่ผ่านมาอินเดียก็ได้ปรับลดปริมาณการนำเข้าน้ำมันดิบจากอิหร่านกว่าร้อยละ 32 จากเดือนก่อนหน้า

- ปริมาณการส่งออกน้ำมันดิบของเวเนซุเอลายังคงปรับลดลงต่อเนื่อง หลังท่าเรือขนส่งน้ำมันดิบหลักของเวเนซุเอลายังคงปิดดำเนินการอยู่ ส่งผลให้มีการใช้ท่าเรืออื่นซึ่งมีศักยภาพในการส่งออกน้อยกว่าแทน โดยคาดว่าท่าเรือหลักจะซ่อมบำรุงแล้วเสร็จภายในสิ้นเดือนนี้ โดยปริมาณการส่งออกน้ำมันดิบของเวเนซุเอลาในเดือน สค.61ปรับลดลงกว่าร้อยละ 7.7 จากเดือนก่อนหน้ามาอยู่ที่ระดับ 1.3 ล้านบาร์เรลต่อวัน

- ตัวเลขเศรษฐกิจที่น่าติดตามในสัปดาห์นี้ ได้แก่ ดัชนีผลผลิตภาคอุตสาหกรรมสหรัฐฯ ดัชนีราคาผู้ผลิตและผู้บริโภคสหรัฐฯ และดัชนีราคาผู้ผลิตและผู้บริโภคจีน

สรุปสถานการณ์ราคาน้ำมันในสัปดาห์ที่ผ่านมา (17 - 21 ก.ย. 61)

ราคาน้ำมันดิบเวสต์เท็กซัสในสัปดาห์ที่ผ่านมาปรับตัวเพิ่มขึ้น 1.79 เหรียญสหรัฐฯ ต่อบาร์เรล มาอยู่ที่ 70.78 เหรียญสหรัฐฯ ต่อบาร์เรล ในขณะที่ ราคาน้ำมันดิบเบรนท์ปรับเพิ่มขึ้น 0.71 เหรียญสหรัฐฯ ต่อบาร์เรล มาอยู่ที่ 78.80 เหรียญสหรัฐฯ ต่อบาร์เรล ส่วนราคาน้ำมันดิบดูไบปิดเฉลี่ยอยู่ที่ 76.76 เหรียญสหรัฐฯ ต่อบาร์เรล โดยได้รับแรงหนุนจากปริมาณน้ำมันดิบคงคลังสหรัฐฯ ที่ปรับลดลงกว่า 2.1 ล้านบาร์เรล ประกอบกับ กำลังการผลิตของอิหร่านมีแนวโน้มปรับตัวลดลงหลังหลายประเทศเริ่มลดปริมาณการนำเข้าน้ำมันดิบจากอิหร่าน ในขณะที่ซาอุดิอาระเบียยังไม่มีทีท่าที่จะเพิ่มกำลังการผลิต เนื่องจากต้องการคงราคาน้ำมันดิบไว้ที่ราว 70-80 เหรียญสหรัฐฯ ต่อบาร์เรล อย่างไรก็ตาม ราคาน้ำมันดิบยังคงได้รับแรงกดดัน จากความกังวลเกี่ยวกับสงครามการค้าระหว่างสหรัฐฯ และจีน

ข่าวประชาสัมพันธ์ล่าสุด

๑๗:๕๔ กทม. เตรียมปรับปรุงพัฒนาระบบการให้บริการงานทะเบียนสำนักงานเขต
๑๗:๑๗ สมาคมเพื่อนชุมชน ส่งเสริมองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ถ่ายทอดองค์ความรู้ แนวทางลดก๊าซเรือนกระจก
๑๗:๔๑ กทม. เร่งติดตั้งเสา-ตะแกรงรั้วกั้นเกาะกลางถนนวิสุทธิกษัตริย์ที่ถูกรถชนเสียหาย
๑๗:๐๔ คณะวิทยาการจัดการ มหาวิทยาลัยสวนดุสิต ขอเชิญชวนนักศึกษา และบุคคลทั่วไป เข้าร่วมงาน M-Sci JOB FAIR 2024 หางานที่ใช่ สร้างงาน สร้างโอกาส วันที่ 2 พฤษภาคม 2567 เวลา 13.00-16.00 น. ณ หอประชุม รักตะกนิษฐ
๑๗:๒๘ ชไนเดอร์ อิเล็คทริค นำเสนอโซลูชั่นดิจิทัลลุยตลาดอาคารอัจฉริยะเพื่อความยั่งยืน
๑๖:๒๙ จิม ทอมป์สัน เผยทิศทางการพา แบรนด์ผ้าเมืองไทย ผงาดเวทีโลก ส่องกลยุทธ์การครีเอตผลงานคุณภาพให้สอดรับเทรนด์สิ่งทอระดับสากล
๑๖:๓๘ อาดิดาสจับมือนักฟุตบอลระดับตำนาน ส่งแคมเปญ 2006 JOSE 10 สร้างแรงบันดาลใจและความเป็นไปได้อันไร้ขีดจำกัดให้กับเหล่านักฟุตบอลเยาวชนหญิง
๑๖:๑๐ Maison Berger Paris พาชมเครื่องหอมบ้าน 2 คอลเลคชั่นใหม่ MOLECULE และ JOY จัดเต็มเซ็ตของขวัญ ครบทุกรูปแบบความหอม สร้างบรรยากาศหรูหราพร้อมกลิ่นหอมบริสุทธิ์
๑๖:๕๗ กทม. เตรียมระบบเฝ้าระวัง-ควบคุมการแพร่ระบาดโรคโควิด 19 หลังเทศกาลสงกรานต์
๑๕:๑๕ NCC. ผนึก ททท. ขยายตลาดท่องเที่ยวมูลค่าสูง ชี้ตลาดท่องเที่ยวเฉพาะทาง (Niche Market) โต ลุยจัดงาน Thailand Golf Dive Expo plus OUTDOOR Fest