ธนาคารเอชเอสบีซีเผยปัจจัยท้าทายทั่วโลกบีบให้แผนบูรณาการของอาเซียนเดินหน้าเร็วขึ้นในปี 2562

ข่าวข่าวประชาสัมพันธ์หุ้น การเงิน การธนาคาร Thursday January 31, 2019 18:32
กรุงเทพฯ--31 ม.ค.--ธนาคารเอชเอสบีซี

ผู้บริหารระดับสูงของธนาคารเอชเอสบีซี แสดงทัศนะว่าภัยเสี่ยงจากปัจจัยท้าทายด้านเศรษฐกิจมหภาคที่ฉุดรั้งการเติบโตของเศรษฐกิจโลกจะเป็นแรงขับให้อาเซียนจำเป็นต้องผลักดันวาระการปฏิรูปอย่างจริงจังมากขึ้นในปี 2562

ประเทศไทยในฐานะประธานอาเซียนในปี 2562 ภายใต้แนวคิดหลัก "ร่วมมือ ร่วมใจ ก้าวไกล ยั่งยืน" มองภาพอาเซียนในเชิงบวกโดยมุ่งให้ความสำคัญในหลายด้าน

นายเคลวิน แทน ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร ธนาคารเอชเอสบีซี ประเทศไทย กล่าวว่า "สถานการณ์โลกในปีนี้กำลังดำเนินไปในลักษณะที่สะท้อนจากหัวข้อข่าว อาทิ ตลาดวิพากษ์วิจารณ์การที่ธนาคารกลางสหรัฐฯ กลับมาใช้นโยบายการเงินตึงตัว การมีข้อตกลงจากการถอนตัวจากสหภาพยุโรป (Brexit deal) หรือการถอนตัวโดยไร้ข้อตกลง (no deal) การปรับลดอันดับความน่าเชื่อถือของบริษัทจากความไม่แน่นอนทางด้านภาษีการค้า และราคาน้ำมันที่เคลื่อนไหวไม่ผันแปรตามปัจจัยแวดล้อม"

"ท่ามกลางภาวะเศรษฐกิจซบเซา อาเซียนยังเป็นหนึ่งในภูมิภาคที่เปิดกว้างและมีศักยภาพเชิงบวกที่สุดในโลก และในปี 2562 นี้อาเซียนมีโอกาสจะสร้างจุดเด่นให้ตนเองมากขึ้นด้วยการผลักดันการปฏิรูปอย่างต่อเนื่องและแสวงหาการเปิดกว้างที่เพิ่มขึ้น"

ธนาคารเอชเอสบีซีมองว่าเรื่องที่อาเซียนควรจะให้ความสำคัญในปี 2562 มีดังนี้
1) เพิ่มการค้าภายในภูมิภาคเพื่อชดเชยการชะลอตัวของการค้าโลก

เศรษฐกิจอาเซียนสามารถชดเชยผลกระทบจากการค้าที่ชะลอตัวลงได้บ้าง หากการเปลี่ยนวิถีห่วงโซ่อุปทานที่ถกเถียงกันอย่างมากย้ายจากจีน สหรัฐอเมริกา และเกาหลีไปยังเอเชียตะวันออกเฉียงใต้เป็นจริงขึ้นมา แต่การเพิ่มความสะดวกในการไหลเวียนสินค้าและบริการทั่วอาเซียนจะทำให้การเปลี่ยนวิถีห่วงโซ่อุปทานนี้แพร่กระจายเป็นวงกว้างขึ้น

ทั้งนี้ มีความคืบหน้าที่สำคัญ อาทิ
  • การเตรียมออกโครงการรับรองถิ่นกำเนิดสินค้าด้วยตนเองของอาเซียน (ASEAN-wide Self-Certification scheme) ซึ่งได้อนุญาตให้ผู้ส่งออกที่มีสิทธิสามารถรับรองถิ่นกำเนิดของการส่งออกได้ด้วยตนเอง
  • ความตกลงว่าด้วยการอำนวยความสะดวกด้านศุลกากรด้วยระบบอิเล็กทรอนิกส์ ณ จุดเดียวของอาเซียน (ASEAN Single Window) ซึ่งเป็นการเชื่อมโยงข้อมูลเอกสารการค้าทางอิเล็กทรอนิกส์ระหว่างประเทศอาเซียน ซึ่งได้นำมาใช้ในประเทศอินโดนีเซีย มาเลเซีย ไทย เวียดนาม และสิงคโปร์เมื่อต้นปี 2561 ซึ่งจะทำให้การไหลเวียนสินค้าระหว่างประเทศลดลงจาก 5-10 วันเหลือเพียง 1 วัน

แต่ยังมีอีกหลายเรื่องที่จำเป็นเพื่อทำให้การไหลเวียนของสินค้าและบริการทั่วอาเซียนเป็นไปอย่างราบรื่น รวมทั้งการผลักดันให้นำระบบศุลกากรอิเล็กทรอนิกส์มาใช้กับสมาชิกอาเซียนทุกประเทศ ทำให้ต้นทุนและระยะเวลาดำเนินการด้านศุลกากรเป็นมาตรฐานทั่วเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ และทำให้เกิดการเคลื่อนย้ายผู้ที่มีทักษะทางวิชาชีพอย่างเสรีทั่วภูมิภาค

2) ดึงดูดการลงทุนเข้าสู่ภูมิภาคมากขึ้น

การลงทุนโดยตรงจากต่างชาติเข้าสู่เอเชียตะวันออกเฉียงใต้ในยุคหลังวิกฤติการเงินโลกฟื้นตัวดีขึ้น แต่จำเป็นต้องดึงดูดการลงทุนเข้าสู่ประเทศที่คาดว่าห่วงโซ่อุปทานจะเติบโตในอนาคตให้มากขึ้น อย่างเช่นไทย อินโดนีเซีย หรือฟิลิปปินส์

แน่นอนว่าแม่แรงสำคัญที่จะดึงดูดการลงทุนเข้าสู่อาเซียนอย่างกว้างขวางขึ้น ได้แก่ ต้นทุนการผลิตที่สมเหตุสมผล สถาบันการเงินที่มีเสถียรภาพ นวัตกรรมและเทคโนโลยีที่ทันสมัยขึ้น อุปสรรคทางภาษีและการนำเข้าสินค้าสำหรับปัจจัยการผลิตที่ลดลง และทักษะฝีมือแรงงานที่เพิ่มขึ้น

ส่วนแนวทางเพิ่มเติมที่จะส่งเสริมแรงดึงดูดการลงทุนของเอเชียตะวันออกเฉียงใต้สามารถดำเนินการผ่านความตกลงการค้าเสรี อันได้แก่

  • เปิดรับสมาชิกใหม่เข้าร่วมข้อตกลงหุ้นส่วนยุทธศาสตร์เศรษฐกิจภาคพื้นแปซิฟิก (Comprehensive and Progressive Agreement for Trans-Pacific Partnership: CPTPP) ที่เพิ่งมีผลบังคับใช้เมื่อเร็ว ๆ นี้
  • เร่งหาข้อสรุปการเจรจาความตกลงใหม่ อย่างเช่นความตกลงหุ้นส่วนทางเศรษฐกิจระดับภูมิภาค (Regional Comprehensive Economic Partnership: RCEP) และความตกลงการค้าเสรีระหว่างอาเซียน-สหภาพยุโรป
  • ปรับปรุงความตกลงการค้าที่มีอยู่แล้วกับความตกลงการค้าเสรีฮ่องกงและจีน
3) การลงทุนในเศรษฐกิจดิจิทัล

การขยายการเชื่อมโยงทางดิจิทัล (Digital Connectivity) และเพิ่มการลงทุนด้านดิจิทัลของอาเซียน เพื่อสนับสนุนฐานลูกค้าที่ขยายตัวอย่างรวดเร็วของอาเซียนสามารถพลิกเกมและเปลี่ยนอนาคตได้ โดยมีเป้าหมายเพื่อปรับปรุงศักยภาพห่วงโซ่อุปทานของอาเซียนและเพิ่มแรงดึงดูดบริษัทข้ามชาติและองค์กรธุรกิจให้เข้ามาลงทุน

แผนแม่บทว่าด้วยความเชื่อมโยงระหว่างกันในอาเซียนปี 2568 (Master Plan on ASEAN Connectivity 2025) ระบุว่าน่าจะมีการอัดฉีดเงินทุนประมาณ 220-650 พันล้านเหรียญสหรัฐฯ เข้าสู่อาเซียนภายในปี 2573 เพื่อลงทุนในเทคโนโลยีสมัยใหม่และเศรษฐกิจดิจิทัล

สมาชิกอาเซียนได้ลงนามความตกลงทางด้านพาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์ของอาเซียนในเดือนพฤศจิกายน อย่างไรก็ตาม การผลักดันความตกลงดังกล่าวให้เป็นรูปธรรมเป็นสิ่งสำคัญ รวมถึง

  • การพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานระบบการชำระเงินแบบอิเล็กทรอนิกส์ในระดับภูมิภาค
  • การผลักดันให้เกิดการเคลื่อนย้ายธุรกิจระหว่างประเทศ
  • ความร่วมมือด้านความปลอดภัยทางไซเบอร์เพื่อปลูกฝังความเชื่อมั่นของผู้บริโภคและรัฐบาล
4) ผลักดันสู่อาเซียนที่ยั่งยืน

ความท้าทายที่ใหญ่หลวงที่สุดสำหรับอาเซียนมีความเป็นไปได้ว่าจะเกิดขึ้นในลักษณะของเหตุการณ์ทางธรรมชาติมากกว่ามาจากฝีมือมนุษย์ เนื่องจากเอเชียตะวันออกเฉียงใต้เป็นหนึ่งในภูมิภาคที่มีโอกาสประสบภัยพิบัติทางธรรมชาติมากที่สุดในโลก ทั้งยังถูกซ้ำเติมให้เลวร้ายลงจากการเปลี่ยนแปลงของภูมิอากาศในช่วงหลายปีที่ผ่านมา

นอกจากด้านสภาพอากาศแล้ว การพัฒนาสู่ความเป็นเมืองบ่งชี้ว่าภายในปี 2573 ประชากรกว่า 100 ล้านคนทั่วเอเชียตะวันออกเฉียงใต้จะอพยพเข้ามาอาศัยในเขตเมือง โดยมีความต้องการอย่างมหาศาลในทรัพยากรด้านอาหาร สุขอนามัย และโครงสร้างพื้นฐาน

เรื่องที่มุ่งเน้นเพื่อผลักดันไปสู่อาเซียนที่ยั่งยืน รวมถึง
  • พัฒนากรอบแนวคิดและมาตรฐานด้านสิทธิประโยชน์ในระดับภูมิภาค (เช่น การให้เงินอุดหนุนค่าใช้จ่ายด้านการให้คำปรึกษาด้านการเงินและกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับการปล่อยสินเชื่อสีเขียวหรือออกพันธบัตรสีเขียว) ซึ่งจะเพิ่มประสิทธิภาพของต้นทุน และนำไปสู่การเป็นเครื่องมือทางการเงินที่น่าสนใจสำหรับองค์กรธุรกิจ
  • ขับเคลื่อนแนวคิดเครือข่ายเมืองอัจฉริยะอาเซียน (ASEAN Smart Cities Network) ซึ่งริเริ่มขึ้นในเดือนเมษายน 2561 ไปสู่โครงการเมืองอัจฉริยะครอบคลุมเมืองนำร่อง 26 แห่ง
  • ร่วมมือกับจีน สหรัฐอเมริกา ยุโรป และญี่ปุ่น ซึ่งล้วนหมายมั่นให้เอเชียตะวันออกเฉียงใต้เป็นเป้าหมายสำหรับการดำเนินโครงการพัฒนาอย่างยั่งยืน เพื่อผลักดันให้เกิดโครงการโครงสร้างพื้นฐานที่มีศักยภาพเชิงธุรกิจและมีความโปร่งใส ซึ่งจะก่อให้เกิดอุปสงค์เพื่อการพาณิชย์ และนำไปสู่การบริหารจัดการหนี้อย่างยั่งยืน

นายแทน กล่าวสรุปว่า "การประชุมรัฐมนตรีต่างประเทศอาเซียนครั้งแรก ระหว่างวันที่ 17-18 มกราคมที่ผ่านมา ถือเป็นการเริ่มต้นที่ดีภายใต้การนำของไทยในฐานะประธานอาเซียน โดยที่ประชุมสมาชิกอาเซียนเห็นพ้องในหลายประเด็นสำคัญซึ่งได้หยิบยกขึ้นมาหารือ เพื่อผลักดันให้เกิดความเจริญรุ่งเรืองและความยั่งยืนทั่วทั้งภูมิภาค แน่นอนว่าการบูรณาการอย่างต่อเนื่องของอาเซียนเป็นเรื่องสำคัญภายใต้สถานการณ์โลกที่ท้าทายของปี 2562 องค์กรธุรกิจต่าง ๆ กำลังเรียกร้องให้เกิดการปฏิรูปที่เป็นรูปธรรม ซึ่งจะทำให้การค้าในภูมิภาคอาเซียนเป็นไปอย่างราบรื่น กระตุ้นการลงทุนระหว่างประเทศ และสร้างอนาคตที่ยั่งยืน ดังนั้น การบรรลุเป้าหมายการปฏิรูป การบูรณาการ และการเปิดกว้างที่เพิ่มขึ้นในปี 2562 จะช่วยให้อาเซียนสามารถระดมทุนและสร้างเกราะกำบังตนเองจากกระแสโลกที่มีแนวโน้มจะดำเนินต่อไปในอีกหลายปีข้างหน้า"


Latest Press Release

ตลาดหลักทรัพย์ฯ ต้อนรับ บมจ. บริหารสินทรัพย์ กรุงเทพพาณิชย์ (BAM) เริ่มซื้อขาย 16 ธ.ค. นี้

บมจ. บริหารสินทรัพย์ กรุงเทพพาณิชย์ บริษัทบริหารสินทรัพย์ที่ใหญ่ที่สุดของประเทศ พร้อมซื้อขายในตลาดหลักทรัพย์ฯ 16 ธ.ค. นี้ ด้วยมูลค่าหลักทรัพย์ ณ ราคา IPO 52,762.50 ล้านบาท โดยใช้ชื่อย่อในการซื้อขายหลักทรัพย์ ว่า "BAM" นายแมนพงศ์ เสนาณรงค์ รองผู้จัดการ...

นกแอร์ บอร์ดไฟเขียวเพิ่มทุน 888.15 ล้านหุ้น เตรียมขาย RO อัตราส่วน 3.5 หุ้นสามัญเดิม ต่อ 1 หุ้นสามัญใหม่ ที่ราคา 2.50 บาท

นายวุฒิภูมิ จุฬางกูร ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท สายการบินนกแอร์ จำกัด (มหาชน) หรือ NOK เปิดเผยว่า บริษัทได้มีการประชุมคณะกรรมการบริษัทครั้งที่ 12/2562 เมื่อวันที่ 12 ธ.ค. 2562 โดยคณะกรรมการบริษัทมีมติให้มีการเพิ่มทุนจดทะเบียนใหม่เป็น 4,197.17 ล้านบาท...

กองทุนสำรองเลี้ยงชีพ ก.ล.ต. ขอเป็นผู้นำการเปลี่ยนแปลง เรียกร้องการลงทุนอย่างยั่งยืน

ความรับผิดชอบด้านสิ่งแวดล้อม (Environment) สังคม (Social) และธรรมาภิบาล (Governance) หรือ "ESG" เป็นเรื่องที่ทั่วโลกต่างให้ความสำคัญ เพราะนอกจากจะกระทบต่อสิ่งแวดล้อม คุณภาพชีวิต สภาพความเป็นอยู่ของคนในชุมชนและสังคมแล้ว ยังส่งผลกระทบต่อชื่อเสียง ภาพลักษณ์...

สตาร์เฟล็กซ์ หรือ SFLEX หุ้นไอพีโอ 110 ล้านหุ้น กระแสดี พร้อมเทรด SET 19 ธ.ค. นี้

บมจ. สตาร์เฟล็กซ์ (SFLEX) ปิดจองหุ้นกระแสตอบรับดีเยี่ยม "สมภพ กีระสุนทรพงษ์" กรรมการผู้อำนวยการ บล. ฟินันเซีย ไซรัส ที่ปรึกษาทางการเงินและแกนนำการจัดจำหน่าย มั่นใจธุรกิจ SFLEX อนาคตรุ่ง...

ผลการปราบปรามผู้กระทำผิดกฎหมายสรรพสามิต ประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2563 ระหว่างวันที่ 6 - 12 ธันวาคม 2562 พบการกระทำผิด จำนวน 757 คดี คิดเป็นเงินค่าปรับ 11.59 ล้านบาท

กรมสรรพสามิตดำเนินมาตรการเชิงรุกในการป้องกันและปราบปรามสินค้าผิดกฎหมายสรรพสามิต เพื่อสร้างความเป็นธรรม โปร่งใส และความมั่นใจให้แก่ผู้ประกอบการที่เสียภาษีโดยสุจริต นายวิวัฒน์ เขาสกุล รองอธิบดีกรมสรรพสามิต ในฐานะโฆษกกรมสรรพสามิต เปิดเผยว่า...

Related Topics