โจทย์เร่งด่วนของรัฐบาลชุดใหม่ ... มุ่งหน้าเจรจา FTA ไทย-สหภาพยุโรป

ข่าวข่าวประชาสัมพันธ์หุ้น การเงิน การธนาคาร Friday May 24, 2019 17:16
กรุงเทพฯ--24 พ.ค.--ศูนย์วิจัยกสิกรไทย

ความร้อนแรงของสงครามการค้าที่มีทีท่าจะลากยาวต่อเนื่องไปตลอดปี แม้จะไม่ส่งผลต่อไทยโดยตรงแต่ได้ทยอยปรากฎผลผ่านช่องทางเศรษฐกิจในแต่ละภาคส่วนของโลก จนกระทั่งการส่งออกของไทยอ่อนแรงโดยล่าสุดในช่วง 4 เดือนแรกของปี 2562 การส่งออกของไทยยังคงหดตัวร้อยละ 1.86 (YoY) ซึ่งการส่งออกไปยังตลาดหลักของไทยต่างปรับตัวลดลง โดยเฉพาะสินค้าไทยที่ส่งไปตลาดหลักอย่างสหภาพยุโรป (EU) เผชิญการแข่งขันกับสินค้าจากประเทศคู่แข่งอย่างเวียดนามที่เข้ามาชิงพื้นที่ตลาด โดยสินค้าเวียดนามมีส่วนแบ่งการนำเข้าของ EU คิดเป็นร้อยละ 0.8 ของการนำเข้าทั้งหมดของ EU ในปี 2561 (จากร้อยละ 0.3 ในปี 2552) ขณะที่สินค้าไทยมีส่วนแบ่งคงที่ที่ร้อยละ 0.5 ตลอดช่วงเวลาเดียวกัน อีกทั้งการนำเข้าสินค้าของ EU จากเวียดนามก็เติบโตชัดเจนถึงร้อยละ 10.5 ในปี 2561ขณะที่นำเข้าจากไทยเติบโตเพียงร้อยละ 5.1 ยิ่งตอกย้ำประสิทธิภาพการทำตลาดของสินค้าไทยที่ ณ ปัจจุบันไม่มีแต้มต่อทางการค้าทั้ง GSP และ FTA ในตลาด EU

แม้ว่าสินค้าไทยยังสามารถทำตลาด EU ได้อยู่ แต่ในระยะอันใกล้ไทยอาจถูกช่วงชิงพื้นที่ตลาดมากขึ้นอีกหาก FTA ระหว่าง EU กับหลายประเทศในอาเซียนสามารถเปิดเสรีได้สำเร็จ โดยเฉพาะ FTA เวียดนามกับ EU ที่เหลือแค่รอบบทสรุปด้านการลงทุนและน่าจะเปิดเสรีได้ในเร็วๆ นี้ ยิ่งเพิ่มความท้าทายให้แก่สินค้าไทยในตลาด EU นอกจากนี้ หาก FTA มาเลเซียกับ EU สามารถเจรจาจนสามารถเปิดเสรีได้สำเร็จก็อาจยิ่งทำให้ผู้ประกอบการใน EU เบนความสนใจไปยังสินค้ามาเลเซียที่มีความคล้ายคลึงกับไทย มีความเสี่ยงทำให้ไทยสูญเสียตลาดไปมากขึ้นอีก ดังนั้น การเร่งรัดจัดทำ FTA ระหว่างไทยกับ EU ไม่เพียงเป็นเครื่องมือที่ช่วยให้ไทยรักษาส่วนแบ่งตลาดใน EU ไว้ได้ แต่สิ่งที่สำคัญยิ่งไปกว่านั้นคือ FTA ฉบับนี้จะเป็นแม่เหล็กที่ช่วยเหนี่ยวรั้งนักลงทุนรายเดิมรวมทั้งยังถึงดูดเม็ดเงินลงทุนรายใหม่ให้ใช้ไทยเป็นฐานการผลิตและส่งออกเพื่อจับตลาดที่มีกำลังซื้อสูงอย่าง EU ได้อีกทางหนึ่ง

FTA ไทยกับ EU จะเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญ สร้างแต้มต่อให้สินค้าไทยในระยะยาว

ท่ามกลางภาพเศรษฐกิจและการค้าโลกที่เรียกได้ว่าเปราะบางอย่างมาก การขับเคลื่อนการเจรจา FTA ระหว่างไทยกับ EU ให้เปิดเสรีได้อย่างรวดเร็ว ถือเป็นโจทย์เร่งด่วนของรัฐบาลชุดใหม่ที่ต้องเร่งรัดแผนงานให้เกิดขึ้น เนื่องด้วยการเจรจา FTA กับ EU เป็นเรื่องที่ต้องใช้ระยะเวลา เพราะเป็นความตกลงที่มีขอบข่ายการเจรจาด้วยมาตรฐานสูง (High-standard trade agreement) มีหลายประเด็นที่ซับซ้อนเข้ามาเกี่ยวข้องนอกเหนือจากการเปิดเสรีด้านสินค้า ซึ่งจังหวะเวลาในการเปิดเสรี FTA ไทยกับ EU อาจเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญต่อภาคการผลิตและส่งออกของไทยในอนาคต

ศูนย์วิจัยกสิกรไทย มองว่า ใจความสำคัญของการเจรจา FTA ไทยกับ EU คือ กรอบเวลาที่ชัดเจนในการเปิดเสรี และถ้าสามารถเปิดเสรีได้ในเวลาไล่เลี่ยกับประเทศเพื่อนบ้านจะยิ่งส่งผลดีต่อไทยในระยะยาว ทั้งทำให้สินค้าไทยมีโอกาสทำตลาดได้มากกว่าเดิมจากการได้รับสิทธิประโยชน์ทางภาษีที่ลดลงจากปัจจุบันมีอัตราภาษี MFN เฉลี่ยที่ร้อยละ 5.1 และสร้างแรงดึงดูดด้านการลงทุนให้นักลงทุนต่างชาติเลือกใช้ไทยเป็นฐานการผลิตที่มีโอกาสต่อยอดการลงทุนในสินค้าอื่นให้สอดคล้องกับกำลังซื้อใน EU ในอนาคตได้อีกทาง ดังนี้

ศูนย์วิจัยกสิกรไทย ประเมินว่า FTA ไทยกับ EU ช่วยลดภาระทางภาษีนำเข้าให้แก่ธุรกิจไทยเพื่อเข้าสู่ตลาด EU ได้ประมาณ 1,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ ต่อปี หรือคิดเป็นร้อยละ 4.2 ของมูลค่าการส่งออกของไทยไป EU ในปี 2561 อีกทั้งยังช่วยเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันให้สินค้าไทยโดดเด่นยิ่งขึ้นอีก

สินค้าไทยกลุ่ม Product Champions กับกลุ่มที่ใช้วัตถุดิบในไทยยิ่งมีความสามารถในการแข่งขันสูงขึ้น และช่วยเสริมบทบาทการผลิตไทยให้เด่นขึ้นอีกขั้น โดยเฉพาะกลุ่มสินค้า HDDs เครื่องปรับอากาศ รถจักรยานยนต์ ยานยนต์และส่วนประกอบ ไก่แปรรูป รถจักรยานยนต์ เนื้อหมู ข้าว ยางธรรมชาติและถุงมือยาง ซึ่งสินค้าเหล่านี้ได้อานิสงส์จากการลดภาษีนำเข้าของ EU แม้ในปัจจุบันสินค้ากลุ่มนี้ของไทยจะมีความได้เปรียบในตลาด EU ค่อนข้างเด่นอยู่แล้ว หรือมีค่า RCA สูงกว่า 1 ไปมาก

สินค้าไทยกลุ่มใหม่ได้อานิสงส์เข้าสู่ตลาด EU เพิ่มขึ้นจากเดิมที่มีส่วนแบ่งตลาดค่อนข้างน้อย อาทิ ปลากระป๋อง ซอสปรุงรส อาหารปรุงแต่ง และกล่องพลาสติก ซึ่งปัจจุบันยังต้องแข่งขันสูงกับสินค้าจากเพื่อนบ้านพอสมควร (RCA อยู่ในระดับต่ำ) และต้องเผชิญอัตราภาษีนำเข้า MFN สูงกว่าค่าเฉลี่ย

ศูนย์วิจัยกสิกรไทย มองว่า FTA ไทยกับ EU เป็นกุญแจกำหนดเส้นทางการลงทุนและการผลิตในไทย โดย FTA ฉบับนี้จะช่วยปลดล็อคปัญหาการผลิตที่ชะงักงันและเปิดประตูการลงทุนให้ไทยก้าวไปสู่การผลิตสินค้าไฮเทคในขั้นสูงขึ้นได้ตามที่คาดหวัง จากแรงขับเคลื่อนระรอกใหม่ของเม็ดเงินลงทุนจากต่างประเทศ (FDI) เพราะถ้าอาศัยเพียงกำลังการพัฒนาการผลิตของนักลงทุนในประเทศก็นับเป็นเรื่องที่ท้าทายและต้องใช้เวลาด้วยข้อจำกัดที่ว่า 1) เทคโนโลยีการผลิตขั้นสูงจำเป็นต้องอาศัยการถ่ายทอดเทคโนโลยีจากเจ้าของซึ่งมาพร้อมกับ FDI และ 2) สินค้าเทคโนโลยีหรือสินค้าไฮเทคเมื่อผลิตออกมาแล้วจำเป็นต้องมีตลาดที่มีกำลังซื้อสูงรองรับอย่างตลาด EU โดยการเข้ามาของ FDI ระรอกใหม่เอื้อประโยชน์ ดังนี้

ระยะสั้น: ไทยจะยังรักษาบทบาทการลงทุนสินค้ากลุ่มเดิมไว้ได้ แม้ในระยะข้างหน้าจะมีการเปลี่ยนแปลงเทคโนโลยีทางการผลิต นักลงทุนต่างชาติก็น่าจะพิจารณาใช้ไทยเป็นฐานการผลิตต่อยอดจากการลงทุนเดิมโดยเฉพาะธุรกิจเกี่ยวเนื่องกับชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์และยานยนต์ อันจะยิ่งทำให้เครือข่ายการลงทุนที่เกี่ยวเนื่องกับธุรกิจดังกล่าวในไทยค่อยๆ ต่อขยายออกไป จนผนึกแน่นกลายเป็นรากฐานสำคัญในการผลิตสินค้าเทคโนโลยีแห่งอนาคตได้มากขึ้น โดยแบ่งเป็นการลงทุนในกลุ่มสินค้าที่ไทยมีศักยภาพส่งออกไปทำตลาด EU อยู่แล้ว (RCA ในระดับที่สูง) โดยมีมูลค่าการส่งออกคิดเป็น 1 ใน 3 ของการส่งออกจากไทยไป EU อาทิ HDDs แผงวงจรไฟฟ้า และอุปกรณ์การแพทย์ ตัวอย่างเช่น HDDs ที่ไทยเป็นฐานการผลิตหลักในเอเชียมีค่า RCA อยู่ที่ 3.93 ในปี 2561เหนือกว่าประเทศคู่แข่งในอาเซียน เมื่อเทียบกับมาเลเซียและเวียดนามมีค่าดัชนี RCA อยู่ที่ 2.38 และ 1.92 ตามลำดับ และการลงทุนในกลุ่มสินค้าที่ไทยมีโอกาสแข็งแกร่งขึ้นอีกหากมี FTA (RCA ค่อนข้างต่ำ) อาทิ เครื่องปรับอากาศ เส้นใยนำแสง ส่วนประกอบรถยนต์ เครื่องสูบอากาศ กล้องถ่ายภาพ ตัวควบคุมกระแสไฟฟ้า ส่วนประกอบเครื่องบิน และเครื่องยนต์สันดาป

ระยะต่อไป: ไทยมีโอกาสขยับไปเป็นศูนย์กลางการผลิตสินค้าเทคโนโลยีแห่งอนาคต หลังจากที่ไทยมีรากฐานการผลิตสินค้าหลายชนิดทยอยเข้ามาพัฒนาห่วงโซ่การผลิตสินค้าเทคโนโลยีได้อย่างครอบคลุม โดยเฉพาะการดึงดูดการลงทุนด้วยเทคโนโลยีใหม่ในกลุ่ม ICs เครื่องพิมพ์ ส่วนประกอบเครื่องคำนวน ส่วนประกอบแผงวงจรไฟฟ้าประเภทต่างๆ ไดโอท/เซมิคอนดักเตอร์ ส่วนประกอบอากาศยาน และอุปกรณ์โทรศัพท์ ซึ่งสินค้าเหล่านี้เรียกได้ว่าเป็นหัวใจในการพัฒนาไปสู่เทคโนโลยีการผลิตแห่งอนาคต แต่ไทยผลิตและส่งออกสินค้าเหล่านี้ไปทำตลาดใน EU ได้ค่อนข้างจำกัด ต้องเผชิญความท้าทายในการทำตลาดอย่างมากด้วยอัตราภาษีนำเข้า MFN ของ EU ในระดับที่สูง ประกอบกับสถานะปัจจุบันของสินค้าไทยเหล่านี้ก็ความสามารถในการแข่งขันในตลาด EU ด้อยกว่าประเทศเพื่อนบ้านอยู่แล้ว (RCA ต่ำกว่าคู่แข่งในอาเซียน) อีกทั้งมีสัญญาณว่าสินค้าไทยเริ่มสูญเสียตลาด EU ให้แก่ประเทศเพื่อนบ้านมากขึ้นอีกในระยะอันใกล้ และถ้าหาก FTA ไทยกับ EU ไม่สามารถเริ่มใช้ได้ทันท่วงทีก็มีความเสี่ยงอย่างมากที่นักลงทุนจะหันไปลงทุนโดยการยกระดับเทคโนโลยีในประเทศที่มีรากฐานการผลิตที่มีสินค้าหลายชนิดซ้อนทับกับไทยและมีความสามารถในการแข่งขันที่ดีกว่าไทย (RCA สูงกว่าไทย) พร้อมทั้งมีตัวช่วยลดภาษีนำเข้าอย่าง FTA ที่น่าจะเปิดเสรีได้อย่างเวียดนามและมาเลเซีย

โดยสรุป ศูนย์วิจัยกสิกรไทย มองว่า หาก FTA ระหว่างไทยกับ EU สามารถเร่งรัดให้เกิดขึ้นได้ในระยะเวลาที่ไม่นานเกินไป ไม่เพียงทำให้ไทยส่งออกสินค้าได้มากขึ้นเท่านั้น แต่เป็นกุญแจสำคัญอันหนึ่งที่จะกำหนดเส้นทางการลงทุนและการผลิตของไทย รวมทั้งเป็นการเปิดโอกาสให้ไทยสามารถขยายกำลังการผลิตและส่งออกสินค้าที่สร้างมูลค่าเพิ่มสูงขึ้นในกลุ่มสินค้าไฮเทคที่สอดคล้องกับความต้องการของ EU ในระยะต่อไป ได้แก่ ชิ้นส่วนอากาศยาน อุปกรณ์การแพทย์ อุปกรณ์ไฟฟ้าสำหรับรถยนต์ พลาสติกที่ใช้ในวงการอาหาร แบตเตอรี่สำหรับยานยนต์และอากาศยาน ไม่ว่าจะเป็นรถยนต์ไฟฟ้า (EV) จักรกลอัจฉริยะ (AI) การผลิตที่ใช้พื้นฐานจากการผลิตยานยนต์ การพัฒนาไบโอพลาสติก รวมทั้งการผลิตอิเล็กทรอนิกส์เพื่อตอบโจทย์ชีวิตสะดวกสบายในอนาคต อย่างไรก็ดี ถ้าทางการไทยไม่สามารถเร่งรัดผลักดันให้เกิด FTA ขึ้นมาได้ภายใต้กรอบเวลาที่ชัดเจน ไม่เพียงไทยอาจจะสูญเวลาและเสียโอกาสการพัฒนาการผลิตในรูปแบบใหม่ที่สอดคล้องกับเทคโนโลยีแห่งอนาคต ไทยยังอาจจะสูญเสียเม็ดเงินลงทุนในกลุ่มเทคโนโลยีปัจจุบันไปให้แหล่งผลิตอื่นในอาเซียน และสูญเสียบทบาทการเป็นศูนย์กลางการผลิตและส่งออกของอาเซียนไป


Latest Press Release

PwC เผยหลักสำคัญ 5 ประการขับเคลื่อนธุรกิจประกันภัยในยุคดิจิทัล

บริษัท PwC ประเทศไทย เป็นเจ้าภาพจัดการประชุม PwC's Global Insurance Leadership Meeting 2019 เผยกุญแจสำคัญของการขับเคลื่อนธุรกิจประกันภัยสู่การเป็นผู้นำธุรกิจดิจิทัล คือ การคาดเดาความคาดหวังของลูกค้า รูปแบบธุรกิจใหม่ๆ การสร้างและพัฒนาทาเลนท์...

อว. เดินหน้าสัญจร เสริมองค์ความรู้ในการขับเคลื่อน วทน. สู่พื้นที่ภาคเหนือ

กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) โดย สำนักส่งเสริมและถ่ายทอดเทคโนโลยี สำนักงานปลัดกระทรวงการอุดมศึกษาฯ (สส.สป.) จัดประชุมเชิงปฏิบัติการ เรื่อง การบูรณาการงานด้านวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และนวัตกรรม (วทน.) สัญจร สู่จังหวัด/กลุ่มจังหวัด...

เริ่มแล้ว Bicycle Super Sale 2019 มหกรรมสินค้าจักรยาน ลดราคา ครั้งยิ่งใหญ่ นีโอฯ ดึงจักรยานแบรนด์ดังลดจัดหนักที่แรกในไทย คาดเงินสะพัดในงานไม่น้อยกว่า 500 ล้านบาท

นีโอฯ จัดงาน 13th International Bangkok Bike present Bicycle Super Sale 2019 มหกรรมสินค้าจักรยาน ลดราคา ครั้งยิ่งใหญ่ ดึงจักรยานแบรนด์ดังตัวท็อปลดราคาสนั่น คาดเงินสะพัดในงานไม่น้อยกว่า 500 ล้านบาท และมีผู้เข้าชมงานไม่ต่ำกว่า 50,000 คน นายศักดิ์ชัย...

ข่าวซุบซิบ: #นิรันดร์ ประวิทย์ธนา ซุ่มพัฒนา AI เพื่อการลงทุน หวังให้คนไทยทุกคนเข้าถึงการลงทุนอย่างไร้ข้อจำกัด

ได้เวลาปล่อยของ! หลังซุ่มพัฒนาอยู่นานนับปี นิรันดร์ ประวิทย์ธนา ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร และผู้ก่อตั้งเอวา แอดไวเซอรี่ (AVA Advisory) ก็เผยถึงความสำเร็จของการพัฒนาแพลตฟอร์ม ปัญญาประดิษฐ์ Avalant ที่เคยได้รับรางวัลชนะเลิศ Capital Market Innovation Awards...

ฟิทช์เพิ่มอันดับเครดิตของ บมจ. ไทยออยล์ เป็น #AA(tha) แนวโน้มเครดิตมีเสถียรภาพ

บริษัท ฟิทช์ เรทติ้งส์ (ประเทศไทย) จำกัด ประกาศปรับเพิ่มอันดับเครดิตภายในประเทศ (National Rating) ระยะยาวและอันดับเครดิตภายในประเทศระยะยาวหุ้นกู้ไม่มีหลักประกันและไม่ด้อยสิทธิของบริษัท ไทยออยล์ จำกัด (มหาชน) หรือ TOP เป็น 'AA(tha)' จาก 'AA-(tha)'...

Related Topics