วิสัยทัศน์และยุทธศาสตร์การปฏิรูปประเทศไทย...เป็นประเทศในโลกที่หนึ่ง ในปี 2575 ขับเคลื่อน โมเดลประเทศไทย 4.0 รองรับเศรษฐกิจดิจิตอลและโลกศตวรรษที่21

ข่าวประชาสัมพันธ์ทั่วไป Wednesday August 26, 2015 09:59
กรุงเทพฯ--26 ส.ค.--BRAINASIA COMMUNICATION

ในงาน “สปช. รายงานประชาชน:เปลี่ยนประเทศไทยกับสปช.” จัดโดยสภาปฏิรูปแห่งชาติ (สปช.) ณ โรงแรมเซ็นทาราแกรนด์ แอท เซ็นทรัลเวิลด์ โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อเปิดวิสัยทัศน์ยุทธศาสตร์การปฏิรูปประเทศ สรุปผลงานและส่งมอบวาระการปฏิรูป 37 ประเด็น และ 6 วาระพัฒนา แก่รัฐบาลตามภารกิจที่ได้รับมอบหมายตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย (ฉบับชั่วคราว) ปี 2557 นั้น โลกในศตวรรษที่ 21 มีการเปลี่ยนแปลงทางภูมิทัศน์ทั้งด้านเศรษฐกิจ สังคม สิ่งแวดล้อม เทคโนโลยีและการเมือง ประเทศไทยนั้นกำลังอยู่ในสภาวะเสี่ยงจากสถานการณ์โลกในปัจจุบันและอนาคต จึงจำเป็นต้องมีวิสัยทัศน์และยุทธศาสตร์ในการปฏิรูปประเทศไทยที่ชัดเจน โดยกำหนดเป้าหมายก้าวเป็นประเทศในโลกที่หนึ่งภายในปี 2575 และยุทธศาสตร์การขับเคลื่อนโมเดลประเทศไทย 4.0 รองรับเศรษฐกิจยุคดิจิตอลและโลกในศตวรรษที่ 21

ดร.สุวิทย์ เมษินทรีย์ ประธานคณะกรรมาธิการวิสามัญจัดทำวิสัยทัศน์และออกแบบอนาคตประเทศไทย สภาปฏิรูปแห่งชาติ (สปช.) กล่าวว่า ความสำเร็จในการที่จะเปลี่ยนผ่านประเทศไปสู่“โลกที่หนึ่ง”ล้วนแล้วแต่ต้องผ่าน“กระบวนการปฎิรูปขนานใหญ่อย่างเป็นระบบ”(Great Reform) ที่ครอบคลุมทั้งมิติทางเศรษฐกิจ สังคม การเมืองและการบริหารราชการแผ่นดินที่ผ่านมา ประเทศไทยมีการปฎิรูปขนานใหญ่อย่างเป็นระบบเพียงครั้งเดียวในสมัยล้นเกล้าฯ รัชกาลที่ 5 หลังจากนั้นก็ขาดการปฎิรูปขนานใหญ่อย่างต่อเนื่องจวบจนปัจจุบัน ผลลัพธ์ที่ตามมาคือ เมื่อพัฒนาได้ถึงระดับหนึ่ง ประเทศไทยต้องเผชิญกับกับดักประเทศรายได้ขนาดปานกลาง เป็นประเทศที่เต็มไปด้วยความเหลื่อมล้ำ เป็นประเทศที่เต็มไปด้วยทุจริตคอรัปชั่น มิเพียงเท่านั้น ยังเป็นประเทศที่กำลังเผชิญกับความขัดแย้งที่รุนแรงในช่วงทศวรรษที่ผ่านมา หากปราศจาก“การปฏิรูปใหญ่ครั้งที่ 2”ประเทศไทยอาจกลายเป็นประเทศที่ล้าหลัง เป็นรัฐที่ล้มเหลวในที่สุด แต่ถ้าหากดำเนินการปฏิรูปครั้งใหญ่อย่างจริงจังและต่อเนื่อง โดยการผนึกกำลังของทุกภาคส่วน ก็อาจเป็นไปได้ว่า ประเทศไทยจะสามารถปรับเปลี่ยนกลายเป็นประเทศในโลกที่หนึ่ง เป็นประเทศที่มีความมั่งคั่ง มั่นคงและยั่งยืน เฉกเช่นเดียวกับอารยประเทศอื่นในประชาคมโลก

การที่จะปฏิรูปประเทศไทยให้หลุดพ้นจากสภาพปัญหาความเหลื่อมล้ำ ทุจริตคอรัปชั่น และความขัดแย้งที่เกิดขึ้นในปัจจุบัน รวมทั้งการเปลี่ยนผ่านประเทศไปสู่โลกที่หนึ่งได้นั้น จำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องมี“วิสัยทัศน์”เพื่อกำหนดทิศทางการพัฒนาประเทศให้มีความชัดเจนและสอดคล้องกับประเด็นท้าทายต่าง ๆ ที่เกิดขึ้นโดยยึด “ผลประโยชน์ชาติ” เป็นสำคัญ นอกจากนี้ ยังต้องกำหนด“กรอบยุทธศาสตร์ชาติ”เพื่อเป็นแนวทางขับเคลื่อนประเทศเพื่อไปสู่วิสัยทัศน์ที่กำหนดไว้ได้

ในการเปลี่ยนผ่านสู่ระบบเศรษฐกิจสังคมดิจิตอลในศตวรรษที่ 21 หลายประเทศได้ดำเนินการปฏิรูปขนานใหญ่อย่างเป็นระบบเพื่อรับมือกับชุดของโอกาส ความเสี่ยงและภัยคุกคามชุดใหม่ ทำการรื้อปรับโครงสร้างเศรษฐกิจสังคม โครงสร้างพื้นฐาน ปรับเปลี่ยนระบบคุณค่าและวัฒนธรรมการดำรงชีวิต การทำงาน และการเรียนรู้ โดยการยกระดับคุณภาพในทุกภาคส่วนและปรับเปลี่ยนให้เป็นประเทศในโลกที่หนึ่งฉะนั้น เป้าหมายหรือวิสัยทัศน์ของประเทศไทย ก็คือ การพัฒนาประเทศให้เป็นประเทศในโลกที่หนึ่งภายในปี พ.ศ. 2575

การเป็นประเทศในโลกที่หนึ่งในบริบทของประเทศไทยมีคุณลักษณะ 6 ประการด้วยกันคือ1)มีความภาคภูมิใจในความเป็นชาติและวัฒนธรรมของตน 2) พัฒนาคนไทยเป็นมนุษย์ที่สมบูรณ์ 3)มีสังคมที่มีคุณภาพ 4)มีสภาพแวดล้อมที่น่าอยู่ 5)มีโครงสร้างเศรษฐกิจที่เข้มแข็ง และ 6)การมีบทบาทสำคัญในเวทีระดับภูมิภาคและระดับโลก

กลไกขับเคลื่อนความมั่งคั่งของประเทศไทยมีการเปลี่ยนแปลงมาโดยตลอด จาก “โมเดลประเทศไทย 1.0”ที่เน้นการขับเคลื่อนด้วยเกษตรกรรม พัฒนาไปสู่ “โมเดลประเทศไทย 2.0”ที่เน้นอุตสาหกรรมเบา และ“โมเดลประเทศไทย 3.0”ที่เน้นอุตสาหกรรมหนักตามลำดับ ซึ่งประเทศไทยในศตวรรษที่ ๒๑ จะต้องเปลี่ยนผ่านจากโมเดลประเทศไทย 3.0 เป็น “โมเดลประเทศไทย 4.0”เพื่อพัฒนาประเทศให้ก้าวสู่การเป็นประเทศในโลกที่หนึ่งปรับเปลี่ยนจากประเทศ “รายได้ปานกลาง” เป็นประเทศ“รายได้สูง” ปรับเปลี่ยนจากเศรษฐกิจที่ขับเคลื่อนด้วย “ประสิทธิภาพ” เป็นเศรษฐกิจที่ขับเคลื่อนด้วย“นวัตกรรม”

โมเดลประเทศไทย 4.0 ประกอบด้วย “กลไกการขับเคลื่อน” ชุดใหม่ (New Growth Engine) 3 กลไกสำคัญคือ1)กลไกขับเคลื่อนผ่านการสร้างและยกระดับผลิตภาพ (Productive GrowthEngine) 2) กลไกขับเคลื่อนที่คนส่วนใหญ่มีส่วนร่วมอย่างเท่าเทียมและทั่วถึง (Inclusive Growth Engine)และ 3) กลไกการขับเคลื่อนที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมอย่างยั่งยืน (Green Growth Engine)

ภายใต้ “โมเดลประเทศไทย 4.0” จำเป็นจะต้องมีการปรับโครงสร้างเศรษฐกิจของประเทศจากเดิมที่มี“ความได้เปรียบเชิงเปรียบเทียบ”ให้มี“ความได้เปรียบในเชิงแข่งขัน”เพื่อเปลี่ยนจากโครงสร้างเศรษฐกิจอุตสาหกรรม“เพิ่มมูลค่า”ไปสู่โครงสร้างเศรษฐกิจอุตสาหกรรม“สร้างมูลค่า”ซึ่งประกอบด้วย 5 กลุ่มหลักๆประกอบด้วย 1)กลุ่มอุตสาหกรรมทางชีวภาพ 2)กลุ่มอุตสาหกรรมพลังงานทดแทน 3)กลุ่มอุตสาหกรรมด้านวิศวกรรมและการออกแบบ 4)กลุ่มอุตสาหกรรมเกี่ยวเนื่องกับคุณภาพชีวิต และ5)กลุ่มอุตสาหกรรมเศรษฐกิจสร้างสรรค์ ทั้ง 5 กลุ่มอุตสาหกรรมนี้ตั้งอยู่บนฐานของความได้เปรียบเชิง“ธรรมชาติ”และความได้เปรียบเชิง “วัฒนธรรม”ที่ประเทศไทยมีอยู่เดิม และต่อยอดด้วยการบริหารจัดการ องค์ความรู้สมัยใหม่ เทคโนโลยี มิเพียงเท่านั้น ทั้ง 5 กลุ่มอุตสาหกรรมใหม่นี้ จะสอดรับกับพลวัตการเปลี่ยนแปลงในประชาคมโลกที่กำลังค่อยๆเปลี่ยนผ่านจากยุคของสังคมที่เน้น “องค์ความรู้” มาสู่ยุคของสังคมที่เน้นการยกระดับ“คุณภาพชีวิต”มากขึ้น

ในอดีตประเทศไทยมุ่งเน้นการสร้างความมั่งคั่งทางเศรษฐกิจเป็นสำคัญโดยขาดการพัฒนาในมิติอื่นให้มีความสอดคล้องกัน โมเดลประเทศไทย 4.0 จึงเน้นการ“พัฒนาที่สมดุล”ใน 4 มิติ กล่าวคือ มีความสมดุลในความมั่งคั่งทางเศรษฐกิจ การรักษ์สิ่งแวดล้อม การมีสังคมที่อยู่ดีมีสุข และการเสริมสร้างภูมิปัญญามนุษย์โดยการพัฒนาที่สมดุลตั้งอยู่บนฐานคิดของ“ปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง”หลักการสำคัญของปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงมีอยู่ว่า “เมื่อพร่อง ต้องรู้จักเติม เมื่อพอ ต้องรู้จักหยุด เมื่อเกินต้องรู้จักปัน”ในระดับจุลภาคการรู้จักเติม รู้จักพอ รู้จักปันจะทำให้ประชาชนมีหลักประกันในด้านความมั่นคงทางเศรษฐกิจสังคม เกิดสังคมที่เกื้อกูลและแบ่งปัน ก่อให้เกิดการสร้างเสริมพลังทางสังคมและการสร้างความเป็นปึกแผ่นของคนในสังคมตามมาในระดับมหภาค การรู้จักเติม รู้จักพอ รู้จักปัน จะทำให้ประเทศไทยสามารถรับมือกับการเปลี่ยนแปลงพลวัตโลก เพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขัน ตลอดจนเป็นการส่งเสริมให้เกิดการผนึกกำลังของทุกภาคส่วนการรู้จักเติม รู้จักพอ รู้จักปัน จึงเป็น “ระบบคุณค่าใหม่” ที่จะสามารถนำพาประเทศไทยไปสู่ความมั่งคั่ง ความมั่นคงและความยั่งยืนในโลกที่หนึ่งได้ในที่สุด

การขับเคลื่อนยุทธศาสตร์ชาติเพื่อให้ประเทศไทยก้าวสู่การเป็นประเทศในโลกที่หนึ่งได้นั้น จำเป็นต้องมีความพร้อมในทุกด้าน แต่ปัจจุบันประเทศไทยอยู่ในสภาวการณ์ที่ไม่เป็นปกติ และไม่มีความพร้อมที่จะก้าวไปสู่การเป็นประเทศในโลกที่หนึ่งดังที่คาดหวังไว้ เนื่องจากยังคงประสบกับปัญหาที่สะสมเรื้อรังในหลายด้านโดยเฉพาะอย่างยิ่ง ปัญหาความขัดแย้งรุนแรง ปัญหาความเหลื่อมล้ำของคนในสังคม และปัญหาการทุจริตคอรัปชั่น ดังนั้น ประเทศไทยจึงมีภารกิจที่สำคัญในการขับเคลื่อนไปสู่การเป็นประเทศในโลกที่หนึ่งอยู่ 2 วาระ ได้แก่ 1) วาระการปฏิรูป (Reform Agenda) คือ การปฏิรูปประเทศในประเด็นปัญหาที่สะสมเรื้อรังมานาน เพื่อทำให้ประเทศกลับเข้าสู่สภาวะปกติ และ 2) วาระการปรับเปลี่ยน (Transformation Agenda) คือ การปรับเปลี่ยนเพื่อเตรียมความพร้อมและเพิ่มขีดความสามารถของประเทศไทยในการพัฒนาเป็นประเทศในโลกที่หนึ่งวาระการปฏิรูปและวาระการปรับเปลี่ยน จะมีลักษณะงานที่แตกต่างกัน กล่าวคือ “วาระการปฏิรูป” จะมีลักษณะงานเป็นการปรับเปลี่ยนเชิงโครงสร้างและระบบ รวมถึงการปรับเปลี่ยนเชิงพฤติกรรม ซึ่งในช่วงระยะเวลาที่ผ่านมาสภาปฏิรูปแห่งชาติได้มีการพิจารณาศึกษา วิเคราะห์และสังเคราะห์จนได้ข้อเสนอวาระการปฏิรูปจำนวน ๓๗ วาระด้วยกัน อาทิ ระบบงบประมาณ กระบวนการยุติธรรม การปฏิรูปที่ดิน การปรับโครงสร้างภาษี การจัดตั้งสมัชาคุณธรรม เป็นต้น ส่วน“วาระการปรับเปลี่ยน” จะเป็นภารกิจใหม่ที่จะต้องดำเนินการเพื่อตระเตรียมและเติมเต็มประเทศให้มีขีดความสามารถในการพัฒนาต่อไป เช่น กลไกการขับเคลื่อนประเทศชุดใหม่ การส่งเสริมการลงทุนในต่างประเทศ ระบบบริหารจัดการน้ำ การปรับเปลี่ยนสู่ระบบเศรษฐกิจดิจิตอล และการบริหารจัดการฐานข้อมูลขนาดใหญ่ เป็นต้น

ด้วยสถานการณ์ของประเทศไทยในปัจจุบันยังคงต้องเผชิญกับปัญหารุมเร้าหลายประการ ด้วยเหตุนี้ ในระยะแรก จำเป็นต้องเน้นการขับเคลื่อนวาระการปฏิรูปเป็นสำคัญโดยมีเป้าหมายให้ประเทศกลับคืนสู่สภาวะปกติ ซึ่งเมื่อปัญหาสำคัญหลายประการได้รับการแก้ไขจนประเทศกลับเข้าสู่สภาวะปกติแล้ว จุดเน้นจะเปลี่ยนไปสู่การขับเคลื่อนวาระการปรับเปลี่ยน เพื่อให้ประเทศมีขีดความสามารถเพียงพอต่อการพัฒนาเป็นประเทศในโลกที่หนึ่งต่อไป


Latest Press Release

สมาคมการค้าและการลงทุนเอเชียน-สากล(AITIA)จัดมหกรรมแสดงสินค้ามาตรฐานไทยและจีนส่งออก ครั้งที่ 8

สมาคมการค้าและการลงทุนเอเชียน-สากล(AITIA)จัด"มหกรรมแสดงสินค้ามาตรฐานไทยและจีนส่งออก ครั้งที่ 8"(ASEAN (Bangkok) China Import & Export Commodities Fair (ACIEC 2018)) กระหึ่มอิมแพ็ค เมืองทองธานี 16-18 พฤศจิกายนนี้ เชื่อมโยงการค้า การลงทุน...

ผลการปราบปรามผู้กระทำผิดกฎหมายสรรพสามิต ประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2562 ระหว่างวันที่ 9 - 15 พฤศจิกายน 2561 พบการกระทำผิด จำนวน 556 คดี คิดเป็นเงินค่าปรับ 8.42 ล้านบาท

กรมสรรพสามิตดำเนินมาตรการเชิงรุกในการป้องกันและปราบปรามสินค้า ผิดกฎหมายสรรพสามิต เพื่อสร้างความเป็นธรรม โปร่งใส และความมั่นใจให้แก่ผู้ประกอบการ ที่เสียภาษีโดยสุจริต นางสดศรี พงศ์อุทัย รองอธิบดีกรมสรรพสามิต รักษาการในตำแหน่งที่ปรึกษา...

ฟอร์จูนทาวน์ ชวนสัมผัส เทศกาลดอกไม้ไฟ กระทบไหล่ไอดอล Pop of Japan 5th by Fortune Town

ศูนย์การค้าฟอร์จูนทาวน์ ร่วมกับ X10 Event ชวนคุณมาสัมผัส บรรยากาศสไตล์ญี่ปุ่น กระทบไหล่ไอดอล มากมายในงาน "Pop of Japan 5th by Fortune Town" ในวันที่ 17 พ.ย. นี้ เวลา 11.00 น. เป็นต้นไป บริเวณลานฟอร์จูนสตรีท ศูนย์การค้าฟอร์จูนทาวน์ ภายใต้คอนเซ็ปต์...

มหาวิทยาลัยเว็บสเตอร์ ประเทศไทย ขอเชิญชวนผู้สนใจเข้าร่วมมหกรรมสมัครงาน (Career Fair) และงานนิทรรศการเพื่อการศึกษา (Open House) ในวันที่ 21 และ 24 พฤศจิกายน 2561

มหาวิทยาลัยเว็บสเตอร์ หนึ่งในมหาวิทยาลัยชั้นนำของสหรัฐอเมริกาในด้านการศึกษาระดับสูงแห่งเดียวในประเทศไทย จัดมหกรรมสมัครงาน (Career Fair) สำหรับนักศึกษา ในวันพุธที่ 21 พฤศจิกายน 2561 และงานนิทรรศการเพื่อการศึกษา (Open House) สำหรับบุคคลทั่วไป ในวันเสาร์ที่...

สร้างโอกาสธุรกิจ พร้อมเติมเต็มมุมคิดไปกับรายการเพาะกล้าธุรกิจ Business Solution 90.5,SME,แหล่งข้อมูล

พบกับรายการเพาะกล้าธุรกิจ Business Solution ทุกวันจันทร์ – ศุกร์ เวลา 11.30 – 12.00 น. ได้ที่หน้าปัดวิทยุ คลื่น FM 90.5 MHz ดำเนินรายการโดยคุณฉัฐพร โยเหลา มือเก๋าด้าน SMEs สัปดาห์นี้ 19 พฤศจิกายน – 23 พฤศจิกายน งัดกลยุทธ์กสิกรไทย...

Related Topics