บ๊อช ประเทศไทย แถลงผลประกอบการปี 2560 บ๊อช เติบโตต่อเนื่องอย่างแข็งแกร่งในประเทศไทย

ข่าวประชาสัมพันธ์ทั่วไป Tuesday June 5, 2018 15:17
กรุงเทพฯ--5 มิ.ย.--เอบีเอ็ม

ไทยยังคงเป็นตลาดที่สร้างรายได้สูงสุดของบ๊อชในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ 5 ปีซ้อน

  • ยอดขายรวมทะลุ 12.8 พันล้านบาท (335 ล้านยูโร) ในไทย หรือเพิ่มขึ้นร้อยละ 7.5 เมื่อเทียบกับปีก่อน
  • มูลค่าการลงทุน 1.6 พันล้านบาทในปี 2560 ครอบคลุมทุกกลุ่มธุรกิจของบ๊อชในไทย
  • ระบบการผลิตที่เชื่อมต่อกัน (Connected manufacturing): เปิดโรงงานผลิตระบบส่งกำลังรถยนต์อัจฉริยะของบ๊อช (smart powertrain system) แห่งแรกในไทย

บ๊อช ซึ่งเป็นผู้ผลิตและจัดจำหน่ายเทคโนโลยีและบริการชั้นนำของโลก ปิดงบการเงินประจำปี 2560 ด้วยยอดขายรวมในประเทศไทย 12.8 พันล้านบาท (335 ล้านยูโร) เติบโตเพิ่มขึ้นร้อยละ 7.5 เมื่อเทียบกับปีก่อน โดยบริษัทฯ ได้ลงทุนรวมมูลค่า 1.6 พันล้านบาท (มากกว่า 42 ล้านยูโร) ในปี 2560 ครอบคลุมทุกกลุ่มธุรกิจของบ๊อชในประเทศไทย ในขณะที่จำนวนพนักงานในไทยมีประมาณ 1,400 คน เมื่อเดือนธันวาคมปีที่แล้ว เพิ่มขึ้นราวร้อยละ 10 จากปีที่ผ่านมา

ประเทศไทยเป็นหนึ่งในตลาดที่ทำรายได้สูงสุดของบ๊อชในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ โดยมีปัจจัยสำคัญมาจากธุรกิจยานยนต์ที่เติบโตอย่างแข็งแกร่ง "ในการขับเคลื่อนสู่ความสำเร็จในอนาคต โดยเฉพาะธุรกิจด้าน IoT เราจึงต้องเร่งเพิ่มจำนวนโซลูชั่นส์และบริการต่างๆ ให้ครอบคลุม" มร. โจเซฟ ฮง กรรมการผู้จัดการของบ๊อช ประเทศไทย กล่าว ด้วยองค์ความรู้ด้านเทคโนโลยีและประสบการณ์ด้านอุตสาหกรรม ทำให้บริษัทฯ สามารถสนับสนุนและเพิ่มมูลค่าให้กับอุตสาหกรรมต่างๆ ของไทย โดยเฉพาะด้านเทคโนโลยีการเชื่อมต่อ "โครงการพัฒนาระเบียงเศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออก (Eastern Economic Corridor project) ของรัฐบาลไทย มีความคืบหน้าอย่างมากในปีที่ผ่านมา โดยได้รับการยอมรับในระดับสากล และยังได้รับคำมั่นจากหลายประเทศที่จะให้การสนับสนุนโครงการนี้ ซึ่งมีเป้าหมายขับเคลื่อนการพัฒนาทางเศรษฐกิจให้กับพื้นที่บริเวณชายฝั่งทะเลตะวันออกของประเทศไทย (Thailand's Eastern Seaboard) บ๊อชร่วมมืออย่างใกล้ชิดกับรัฐบาลไทยและภาคอุตสาหกรรม เพื่อผลักดันให้เกิดนวัตกรรมด้านการผลิตอัจฉริยะ ซึ่งเป็นไปตามแผนงานไทยแลนด์ 4.0 ทั้งนี้ บริษัทฯ ยังได้นำโซลูชั่นส์ต่างๆ มาปรับใช้กับโรงงานของเราหลายแห่ง" มร. ฮง กล่าวเสริม

ทุกกลุ่มธุรกิจเติบโตถ้วนหน้า

ปี 2560 ถือเป็นปีที่โดดเด่นสำหรับกลุ่มธุรกิจโซลูชั่นส์แห่งการขับเคลื่อนของบ๊อช โดยเติบโตขึ้นอย่างมากเมื่อเทียบกับปีก่อนหน้า ปัจจัยหลักมาจากแผนกระบบควบคุมแชสซี (Chassis Control) และโซลูชั่นส์ระบบส่งกำลัง (Powertrain Solutions) สำหรับกลุ่มธุรกิจสินค้าอุปโภคบริโภค ยังคงมีการเพิ่มช่องทางการจัดจำหน่ายอย่างต่อเนื่อง พร้อมขยายธุรกิจไปยังช่องทางอีคอมเมิร์ซ ในส่วนของกลุ่มธุรกิจเทคโนโลยีพลังงานและอาคาร สามารถทำรายได้เพิ่มขึ้นในปี 2560 ซึ่งเป็นผลมาจากความต้องการที่เพิ่มขึ้นจากอุตสาหกรรมการผลิตที่กำลังขยายตัว อีกทั้งการใช้จ่ายของรัฐบาลในด้านโครงสร้างพื้นฐาน ส่วนกลุ่มธุรกิจเทคโนโลยีอุตสาหกรรมก็มีการเติบโตขึ้นเช่นเดียวกัน โดยเป็นผลมาจากธุรกิจด้านระบบอัตโนมัติในโรงงาน และการสร้างรากฐานที่มั่นคงของธุรกิจอุตสาหกรรมที่เชื่อมต่อกัน (connected industry)

เริ่มเดินเครื่องการผลิต ณ โรงงานผลิตระบบส่งกำลังรถยนต์แห่งใหม่ของบ๊อช

ด้วยความเป็นผู้นำตลาดระดับโลกของบ๊อชในด้านระบบหัวฉีดเชื้อเพลิง บ๊อชจึงสามารถรองรับฐานลูกค้าผู้ผลิตยานยนต์ที่กำลังเติบโตได้เป็นอย่างดี โรงงานผลิตระบบหัวฉีดเชื้อเพลิงของบริษัทฯ ณ นิคมอุตสาหกรรมเหมราชอีสเทิร์นซีบอร์ด ได้เริ่มการผลิตตั้งแต่ปี 2560 และยังเป็นที่ตั้งของศูนย์วิจัยและพัฒนาแห่งแรกของบ๊อชในไทย ซึ่งช่วยให้บ๊อชพัฒนาโซลูชั่นส์ใหม่ๆ ได้อย่างต่อเนื่อง เพื่อให้บริการลูกค้ายานยนต์ทั้งในและต่างประเทศ โรงงานแห่งใหม่นี้เป็นโรงงานอัจฉริยะที่พร้อมสรรพด้วยโซลูชั่นส์ของอุตสาหกรรม 4.0 ซึ่งแสดงให้เห็นถึงความเชี่ยวชาญที่โดดเด่นของบ๊อชในด้านเทคโนโลยีแห่งการเชื่อมต่อ และยังเป็นส่วนหนึ่งของเครือข่ายโรงงานของบ๊อช ที่มีอยู่กว่า 250 แห่งทั่วโลก โดยในระหว่างปี 2558-2560 บ๊อชได้ลงทุนรวมกว่า 80 ล้านยูโรในโรงงานอัจฉริยะแห่งใหม่นี้

มุ่งมั่นสร้างความยั่งยืนและพัฒนาอาชีพแก่เยาวชน

ในปี 2560 บ๊อช ประเทศไทย ได้ขยายโครงการพัฒนาเยาวชน ซึ่งครอบคลุมการฝึกอบรมทักษะวิชาชีพและการพัฒนาอาชีพแก่เยาวชนผู้ด้อยโอกาส เพื่อสนับสนุนให้เยาวชนเหล่านั้นเติบโตขึ้นเป็นผู้เชี่ยวชาญในวิชาชีพแขนงต่างๆ ของประเทศในอนาคต บ๊อชให้การสนับสนุนอย่างต่อเนื่องแก่องค์กรที่ไม่แสวงผลกำไรต่างๆ อาทิ มูลนิธิทักษะเพื่อชีวิต และมูลนิธิมือต่อมือ อันเป็นสิ่งที่บ๊อชให้ความสำคัญเป็นลำดับต้นๆ ในปีที่ผ่านมา โดยบ๊อชมุ่งมั่นที่จะพัฒนาทักษะวิชาชีพแก่เยาวชน พร้อมจัดเวิร์กช็อป Train-the-trainer เพื่อส่งเสริมความสามารถของพวกเขาโดยใช้ความชอบและหลงใหลของเหล่าเยาวชนประกอบกับการเรียนรู้ลงมือทำจริง นอกจากนี้ บ๊อชยังให้การสนับสนุนอุปกรณ์เครื่องครัวและเครื่องมือไฟฟ้าในห้องฝึกอบรมอาชีพเหล่านี้ เพื่อสร้างประสบการณ์ที่เกิดจากการได้ลงมือปฏิบัติจริง และสร้างแรงบันดาลใจต่อยอดให้เยาวชนมีอิสรภาพทางการเงินในอนาคต "เราเชื่อในความสำคัญของการลงทุนเพื่ออนาคตของชุมชนของเราเป็นอย่างมาก โดยเฉพาะการศึกษาและการพัฒนาทักษะวิชาชีพ เราหวังว่าเยาวชนที่ได้เข้าร่วมโครงการต่างๆ จะนำทักษะและประสบการณ์ ไปใช้เพื่อพัฒนาชุมชนของตน เพื่ออนาคตที่เจริญก้าวหน้ายิ่งขึ้น"

กลุ่มบริษัทบ๊อช: กลยุทธ์และทิศทางธุรกิจปี 2561

กลุ่มบ๊อชมุ่งมั่นที่จะสร้างการเติบโตในปี 2561 ท่ามกลางสภาวะทางเศรษฐกิจโลกที่ขาดสภาพคล่อง ถึงแม้จะต้องพบกับสถานการณ์ความเสี่ยงด้านเศรษฐกิจและการเมือง แต่จากผลประกอบการที่ดีเป็นประวัติการณ์ในปีที่ผ่านมา กลุ่มบริษัทบ๊อชจึงตั้งเป้ายอดขายเติบโตร้อยละ 2-3 ในปี 2561 ซึ่งในช่วงสามเดือนแรกของปีนี้ ยอดขายของบริษัทก็อยู่ในระดับสูงสอดคล้องกับช่วงเวลาเดียวกันของปีก่อนหน้า และหากปรับผลกระทบจากอัตราแลกเปลี่ยนแล้ว ก็พบว่ายอดขายเพิ่มขึ้นร้อยละ 5 เมื่อเทียบกับปีที่แล้ว "บริษัทของเราเป็นที่สุดแห่งการผสานความชำนาญด้านเทคโนโลยีแห่งการเชื่อมต่อที่ครอบคลุม เข้ากับองค์ความรู้ด้านอุตสาหกรรมและผลิตภัณฑ์ที่หลากหลาย นับเป็นจุดขายที่โดดเด่นของกลุ่มบ๊อช" ดร. โวคมาร์ เดนเนอร์ ซีอีโอของกลุ่มบ๊อชกล่าวในงานแถลงข่าวของบริษัทที่จัดขึ้นในเมืองเรนนิงเก็น ดร.เดนเนอร์มองว่าการพัฒนาคุณภาพชีวิตและการสนับสนุนด้านความเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมและสภาวะอากาศนั้น เป็นเรื่องสำคัญที่สุดประการหนึ่งของบ๊อช "แนวคิด 'เทคโนโลยีเพื่อชีวิต' (Invented for Life) ของบ๊อชเป็นแรงกระตุ้นให้กับเราในการพัฒนาเทคโนโลยีที่ยอดเยี่ยมที่สุดเพื่อสิ่งแวดล้อม เรามุ่งหวังที่จะช่วยให้การเดินทางไปมาทำได้อย่างสะดวกสบาย ในขณะเดียวกันก็สามารถปรับปรุงคุณภาพอากาศไปในตัวอีกด้วย"

เพื่อช่วยให้การจราจรที่ส่งผลต่อมลภาวะน้อยที่สุดเกิดขึ้นได้จริง บริษัทฯ จึงลงทุนอย่างมหาศาล ทั้งในด้านการพัฒนาการขับเคลื่อนด้วยระบบไฟฟ้า (electromobility) และการพัฒนาระบบเครื่องยนต์สันดาปภายใน โดยในปัจจุบัน บ๊อชได้พัฒนาเทคโนโลยีเครื่องยนต์ดีเซลที่ล้ำหน้า ซึ่งช่วยให้บ๊อชประสบความสำเร็จในการพัฒนาเครื่องยนต์ที่สามารถลดการปล่อยก๊าซไนโตรเจนออกไซด์ลงไปได้อย่างมาก โดยเฉลี่ย ยานยนต์ทดสอบที่ติดตั้งเทคโนโลยีล้ำสมัยนี้ จะปล่อยก๊าซไนโตรเจนออกไซด์ออกมาไม่เกิน 13 มิลลิกรัมต่อกิโลเมตร "นี่คืออนาคตของเครื่องยนต์ดีเซล ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของการขับเคลื่อนแห่งอนาคต" ซีอีโอของบ๊อชกล่าว (ค้นหาข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับเทคโนโลยีล้ำหน้าเหล่านี้ได้ที่ https://bit.ly/2HSU8GW)

สำหรับภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก ในปี 2560 บ๊อชมียอดขาย 23.6 พันล้านยูโร เพิ่มขึ้นถึงร้อยละ 13.5 (ร้อยละ 16.5 หลังปรับผลกระทบจากอัตราแลกเปลี่ยน) ปัจจุบัน บ๊อชมียอดขายในเอเชียแปซิฟิกคิดเป็นร้อยละ 30 ของยอดขายทั่วโลก เพิ่มขึ้นจากปีก่อนหน้าที่มียอดขายสัดส่วนร้อยละ 27


Latest Press Release

รมว.แรงงาน นำเยาวชนคนเก่ง พบนายกฯ สร้างต้นแบบการพัฒนาทักษะ

วันที่ 25 กันยายน 2561 ณ บริเวณตึกบัญชาการ 1 ทำเนียบรัฐบาล พลตำรวจเอก อดุลย์ แสงสิงแก้ว รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน นำคณะผู้บริหารกระทรวงแรงงานและเยาวชนตัวแทนประเทศไทยที่ได้รับเหรียญรางวัลในการแข่งขันฝีมือแรงงานอาเซียน ครั้งที่ 12 เข้าคารวะพลเอก ประยุทธ์...

ผู้ประกอบการจากสงขลาและสตูลเยี่ยมชมพิพิธภัณฑ์ผ้า มหาวิทยาลัยนเรศวรเพื่อส่งเสริมเชื่อมโยงการท่องเที่ยวภาคเหนือสู่ภาคใต้

เมื่อวันที่ ๒๐ กันยายน ๒๕๖๑ นายวชิรพงศ์ วงศ์ประสิทธิ์ นักวิชาการช่างศิลป์ กองส่งเสริมศิลปวัฒนธรรม มหาวิทยาลัยนเรศวร พร้อมด้วยบุคลากร ให้การต้อนรับคณะผู้ประกอบการจากจังหวัดสงขลาและสตูล จำนวน ๖๐ คน เยี่ยมชมพิพิธภัณฑ์ผ้า มหาวิทยาลัยนเรศวร...

การแถลงข่าวประจำเดือนกันยายน 2561 Monthly Customs Press 4/2561

วันนี้ (วันอังคารที่ 25 กันยายน 2561) เวลา 10.30 น. ณ บริเวณห้องโถง อาคาร 1 ชั้น 1 ด้วยกรมศุลกากรมีนโยบายดำเนินการงานด้านประชาสัมพันธ์เชิงรุก เพื่อสร้างความรับรู้ความเข้าใจแก่ประชาชนและผู้มีส่วนเกี่ยวข้องในประเด็นต่างๆ ตลอดจนนโยบายและโครงการต่างๆ...

HomePro มุ่งมั่นพัฒนาอย่างยั่งยืน ได้รับคัดเลือกเป็นสมาชิก DJSI 2018

โฮมโปรได้รับคัดเลือกเป็นสมาชิกของดัชนีแห่งความยั่งยืน Dow Jones Sustainability Index (DJSI) ในกลุ่ม Emerging Market ประจำปี 2561 ซึ่งเป็นดัชนีที่ใช้ประเมินประสิทธิผลการดำเนินธุรกิจตามแนวทางการพัฒนาอย่างยั่งยืนของบริษัทชั้นนำระดับโลก จัดทำขึ้นโดย S&P...

กระชับผิวหน้าหย่อนคล้อยให้กลับมาดูอ่อนเยาว์อย่างธรรมชาติ

ปัญหาผิวหน้าหย่อนคล้อยยังเป็นสิ่งกวนใจในผู้หญิงหลายๆคน โดยเฉาะหากเราเริ่มมีอายุมากขึ้นทำให้ผิวหย่อนคล้อยตามมา จึงจำเป็นต้องมีการยกกระชับผิว ซึ่งคนที่มีปัญหาผิวหย่อนคล้อย มักจะพบตั้งแต่ช่วงอายุ 30 ปีขึ้นไป หรือ กลุ่มคนที่ลดน้ำหนัก และเกิดผิวหย่อนคล้อย...

Related Topics