เมคเกอร์ไทย สร้างนวัตกรรมระบบวงจรส่งยาผ่านผิวหนัง แทนการฉีดอินซูลินในผู้ป่วยเบาหวาน

ข่าวประชาสัมพันธ์ทั่วไป Tuesday July 24, 2018 16:22
กรุงเทพฯ--24 ก.ค.--เบรนเอเซีย คอมมิวนิเคชั่น

โรคเบาหวาน เกิดขึ้นได้กับกลุ่มคนทุกเพศ ทุกวัย และทุกช่วงอายุ โดยพบในกลุ่มผู้สูงอายุ 60 -69 ปี มากที่สุด ซึ่งทางสมาพันธ์เบาหวานนานาชาติ (International Diabetes Federation: IDF) คาดการณ์ว่าในอีก 22 ปีข้างหน้า (ปี 2583) จำนวนผู้ป่วยเบาหวานจะเพิ่มเป็น 642 ล้านรายทั่วโลก สำหรับประเทศไทยมีผู้ป่วยมากเป็นอันดับ 4 ของโลก รองจาก จีน อินเดีย และญี่ปุ่น ซึ่งปี 2583 แนวโน้มจะเพิ่มขึ้นเป็น 5.3 ล้านราย จากเดิมในปี 2560 มีผู้ป่วย 4.4 ล้านราย ในแต่ละวันมีผู้เสียชีวิตจากโรคเบาหวาน 200 คน หรือ 8 รายต่อชั่วโมง การรักษาในปัจจุบันนิยมรับประทานยาหรือฉีดอินซูลินเข้ากระแสเลือด

สองสหายเมคเกอร์ไฟแรงโดย รวมรัตน์ ได้ผลรักษา และ ศุภณัฐ วัจนรัตน์ จากภาควิชาวิศวกรรมอิเล็กทรอนิกส์ คณะวิศวกรรมศาสตร์ สถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบัง (สจล.) คนรุ่นใหม่ที่ชื่นชอบเทคโนโลยีด้านอิเล็กทรอนิสก์และมีความตั้งใจอยากผลิตวงจรรวมเป็นของตนเอง ภายใต้แนวคิดวงจรอิเล็กทรอนิกส์ที่เกิดประโยชน์ในวงกว้าง ผุดไอเดีย "นวัตกรรมวงจรรวมสำหรับระบบส่งยาผ่านผิวหนัง" โดยมี ศ.ดร.อภินันท์ ธนชยานนท์ เป็นที่ปรึกษาโครงการ

รวมรัตน์ ได้ผลรักษา หรือ อ๋อม เมคเกอร์หนุ่มวัย 23 ปี บอกถึงที่มาของนวัตกรรม ว่า "โรคเบาหวานที่พบบ่อยมีอยู่ 2 ชนิด คือ โรคเบาหวานชนิดที่ 1 ที่เกิดจากร่างกายทำลายเซลล์ของตัวเองที่ทำหน้าที่ผลิตอินซูลินโดยปฏิกิริยาอิมมูน ซึ่งมักจะพบในเด็กและผู้ใหญ่วัยต้น ส่วนโรคเบาหวานชนิดที่ 2 คือ เกิดจากภาวะดื้ออินซูลิน ส่วนใหญ่จะพบในผู้ใหญ่อายุ 30 ปีขึ้นไป การรักษานอกจากจะต้องควบคุมอาหารแล้ว ยังจำเป็นต้องฉีดอินซูลินหลายครั้งในหนึ่งวัน ปัจจุบันประเทศไทยต้องสูญเสียค่าใช้จ่ายในการรักษาโรคเบาหวานปีละกว่า 47,596 ล้านบาท การรักษาโรคเบาหวานด้วยการฉีดอินซูลินเข้าสู่ร่างกายนั้น ทำให้ผู้ป่วยจำนวนไม่น้อยต้องทนต่อความเจ็บปวดจากแผลที่เกิดขึ้นจากการฉีดยาในบริเวณเดิมซ้ำ ๆ เข็มแล้วเข็มเล่า จึงเกิดแรงบันดาลใจที่จะวิจัยพัฒนาและสร้างสรรค์นวัตกรรมชีวการแพทย์เพื่อทดแทนการใช้เข็มฉีดยา โดยการนำทฤษฎีการใช้กระแสไฟฟ้าส่งยาเข้าสู่ผิวหนัง (Iontophoresis Theory) ซึ่งทฤษฎีนี้วงการแพทย์ของสหรัฐอเมริกาก็ให้การยอมรับกัน

วงจรที่เราออกแบบนั้นเป็นวงจรที่ใช้จ่ายกระแสไฟฟ้าเข้าสู่ผิวหนัง และต้องสามารถควบคุมปริมาณกระแสและปริมาณยาที่เข้าสู่ผิวหนังได้ ถึงแม้ว่าตัวแปรต่าง ๆ บนผิวหนังที่มีผลกับวงจรจะเปลี่ยนแปลงตลอดเวลา แต่กระแสที่จ่ายยังคงต้องคงที่อยู่เสมอ ซึ่งเราได้เริ่มการออกแบบโปรแกรมจำลอง ด้วยการวางแผนให้มีส่วนประกอบหลักของนวัตกรรม 2 ส่วน คือ 1.วงจรวัดค่าตัวแปรทางไฟฟ้าบนผิวหนัง คือ ความต้านทานทางไฟฟ้าของผิวหนัง ที่จะมีผลอย่างมาก เนื่องจากทำหน้าที่เพื่อปรับกระแสที่จ่ายไฟฟ้าให้เข้ากับผิวหนัง โดยเป็นตัวชี้ปริมาณยาที่จ่ายเข้าสู่ร่างกาย และ 2.วงจรที่จ่ายกระแสไฟฟ้าแบบ Pulse เข้าสู่ผิวหนัง เพื่อที่จะทำให้ตัวยาฉีดเข้าสู่ผิวหนังโดยการดูดซึม ซึ่งในส่วนนี้ความยาก คือต้องออกแบบวงจรให้คงที่ไม่ให้เปลี่ยนแปลงไปตามความต้านทานของผิวหนังที่เปลี่ยนแปลงตลอดเวลา โดยทั้ง 2 วงจรนี้จะเชื่อมต่อการทำงานร่วมกัน อยู่ใน"วงจรรวมสำหรับส่งยาผ่านผิวหนัง" ศุภณัฐ วัจนรัตน์ หรือ เต้ วัย 23 ปี หนึ่งในสมาชิกของทีมวิจัย บอกถึงวิธีใช้งานและคุณประโยชน์ของนวัตกรรม ว่า "การออกแบบวงจรรวมสำหรับระบบส่งยาผ่านผิวหนังที่เราได้ออกแบบในโปรแกรมจำลอง วิธีการใช้งาน คือทุกครั้งก่อนแปะวงจรลงบนร่างกายต้องทำความสะอาดพื้นผิวของแผ่นวงจรด้วยแอลกอฮอล์ หลังจากนั้นทาตัวยาอินซูลินบนผิวหนังและนำแผ่นวงจรแปะทับตัวยา พร้อมกดปุ่มเปิดบนวงจรรวมที่เราได้ออกแบบไว้ วงจรรวมสำหรับระบบส่งยาผ่านผิวหนังก็จะทำงานแบบอัตโนมัติ"

ด้านคุณประโยชน์ของวงจรรวมสำหรับระบบส่งยาผ่านผิวหนัง ไม่เพียงแต่มีประโยชน์ทางการแพทย์ที่ช่วยให้ผู้ป่วยโรคเบาหวานไม่ต้องทนเจ็บกับการฉีดยาซ้ำที่เดิมเท่านั้น แต่ยังมีประโยชน์ในด้านอื่น ๆ คือ เป็นนวัตกรรมที่นำเทคโนโลยีใกล้ตัวมาใช้ให้เกิดประโยชน์แก่คนในวงกว้าง เทคโนโลยีวงจรรวมนั้นนับเป็นสิ่งมีคุณค่าและสิ่งสำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจฐานเทคโนโลยีของประเทศและโลก

ศ.ดร.อภินันท์ ธนชยานนท์ คณะวิศวกรรมศาสตร์ สจล. ที่ปรึกษาโครงการ กล่าวทิ้งท้ายว่า "วงจรรวมนับเป็นหัวใจที่สำคัญที่สุดของอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ทุกชนิด อุตสาหกรรมการออกแบบวงจรรวม นับเป็นอุตสาหกรรมสร้างสรรค์ที่มีการลงทุนต่ำ แต่สร้างมูลค่าเพิ่มทางเศรษฐกิจได้สูงมาก ประเทศใดมีการพัฒนาวงจรรวมที่ก้าวล้ำ ก็จะสามารถสร้างส่วนแบ่งทางเศรษฐกิจในตลาดโลกได้มหาศาล จึงอยากเห็นภาครัฐให้การสนับสนุนการสร้างอุตสาหกรรมการออกแบบวงจรรวมภายในประเทศไทยอย่างจริงจัง เพื่อให้เป็นกลจักรสำคัญในการขับเคลื่อนการพัฒนาประเทศไทยให้เจริญก้าวหน้าต่อไปในอนาคต"


Latest Press Release

อินทัช โฮลดิ้งส์ จัดงานการตัดสินรอบชิงชนะเลิศ และพิธีมอบรางวัล โครงการจินตนาการ สืบสาน วรรณกรรมไทยกับอินทัช ปีที่ 12

ด้วยบริษัท อินทัช โฮลดิ้งส์ จำกัด (มหาชน) ได้ดำเนินโครงการ จินตนาการ สืบสาน วรรณกรรมไทยกับอินทัช มาอย่างต่อเนื่องจนถึงปัจจุบันเป็นปีที่ 12 โดยมีจุดมุ่งหมายเพื่อกระตุ้นให้เยาวชนไทยรักการอ่าน ช่วยสืบสานภาษาและวรรณกรรมไทย...

งาน Taste of Bavaria 2018 : The Best of Germany ตั้งแต่วันนี้ 23 ตุลาคม 2561 ณ เซ็นทรัลฟู้ด ฮอลล์, ท็อปส์ มาร์เก็ต ท็อปส์ ซูเปอร์สโตร์ ทุกสาขา และท็อปส์ ออนไลน์

เนรมิตดินแดนอาหารครั้งใหม่ เซ็นทรัล ฟู้ด ฮอลล์ และ ท็อปส์ ยกสีสันความสนุกสนานรื่นเริงของเทศกาล OKTOBERFEST อันโด่งดังมาไว้เมืองไทย ในงาน Taste of Bavaria 2018 : The Best of Germany เทศกาลอาหาร วัตถุดิบ และสินค้ายอดนิยมหลากหลายชนิด ส่งตรงจากแคว้นบาวาเรีย...

องค์กรพิทักษ์สัตว์แห่งโลก รณรงค์ให้ เทสโก้ โลตัส สนับสนุนฟาร์มหมู ที่เลี้ยงอย่างใส่ใจ!!

การยกระดับคุณภาพชีวิตของหมูแม่พันธุ์นับล้านตัวในประเทศไทย ไม่ให้ถูกทรมานด้วยการเลี้ยงแบบยืนซอง เป็นอีกหนึ่งโครงการ ที่องค์กรพิทักษ์สัตว์แห่งโลก (World Animal Protection) ประเทศไทย ให้ความสำคัญ จึงได้จัดโครงการรณรงค์การเลี้ยงหมูอย่างใส่ใจ "Raise Pigs...

โรงแรมพูลแมน ขอนแก่นฯ จัดซ้อมดับเพลิงและฝึกซ้อมหนีไฟประจำปี 2561

โรงแรมพูลแมน ขอนแก่น ราชา ออคิด นำโดย มร.สแตนลี่ย์ ชาน ผู้จัดการใหญ่พร้อมทั้งผู้บริหารและพนักงาน ซ้อมดับเพลิงและฝึกซ้อมหนีไฟประจำปีขึ้น ร่วมกับฝ่ายป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย เทศบาลนครขอนแก่นโดยมีนายฉัตรชัย อุ่นเจริญ นายอำเภอ.เมืองขอนแก่น...

มูลนิธิแม่ฟ้าหลวงฯ ได้รับการรับรองเป็นกิจการเพื่อสังคมชุดแรกของประเทศไทย

หม่อมหลวง ดิศปนัดดา ดิศกุล ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร มูลนิธิแม่ฟ้าหลวง ในพระบรมราชูปถัมภ์ และคณะ เข้าพบ ฯพณฯ นายกรัฐมนตรี พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา ในโอกาสที่ มูลนิธิแม่ฟ้าหลวง ในพระบรมราชูปถัมภ์ ได้รับการรับรองเป็น 1 ใน 15...

Related Topics