ภาคประชาสังคมจี้ Social Media เปิดพื้นที่ร่วมตรวจสอบข่าวลวง ลดความเกลียดชังและด้านมืดออนไลน์

ข่าวประชาสัมพันธ์ไอที อินเทอร์เน็ท Thursday July 11, 2019 09:02
กรุงเทพฯ--11 ก.ค.--สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ

ศูนย์แม่โขงศึกษา สถาบันเอเชียศึกษา จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย มูลนิธิฟรีดริช เนามัน องค์กร Centre for Humanitarian Dialogue (hd) สถาบัน Change Fusion ร่วมกับ สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.)จัดเสวนานักคิดดิจิทัล Digital Thinkers Forum #2 เรื่อง "แพลทฟอร์มสื่อดิจิทัลกับการรับมือข่าวลวง ความเกลียดชังและด้านมืดในโลกออนไลน์"

ศ.อุกฤษฎ์ ปัทมานันท์ ผู้อำนวยการสถาบันเอเชียศึกษา จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยและผู้ก่อตั้งศูนย์นโยบายดิจิทัลอาเซียน กล่าวว่า การตั้งศูนย์นโยบายดิจิทัลฯนี้ เพื่อทำให้สังคมเกิดความเข้าใจด้านมืดของโลกออนไลน์ ซึ่งเป็นแนวโน้มที่เกิดขึ้นทั่วโลกจากความเปลี่ยนแปลงของเทคโนโลยี ทำให้ทุกคนได้รับผลกระทบ ไม่เฉพาะประเทศหนึ่งประเทศใด ดังนั้นการเท่าทันของผู้รับข่าวสารจึงเป็นเรื่องสำคัญและจำเป็นต้องมีการการกำกับดูแลทีดีในเชิงนโยบาย

"ข่าวลวง ข่าวปลอม (Fake News) มีอยู่มากและกระจายอย่างกว้างขวาง ที่ผ่านมาแม้จะมีมาตรการกำกับแต่ปัญหาคือ คน "ไม่ไว้วางใจ" หน่วยงานที่เป็นผู้กำกับดูแลว่าตัดสินใจด้วยฐานความคิดว่าเพื่อประโยชน์ความมั่นคงและมั่งคั่งของใคร จึงเป็นเรื่องที่สังคมต้องช่วยกันติดตามและตรวจสอบการทำงานของหน่วยกำกับฯเหล่านี้ด้วย"

ศ.อุกฤษฎ์ กล่าวเพิ่มเติมว่าจะส่งเสริมการศึกษาวิจัยเกี่ยวกับนโยบายสาธารณะในกลุ่มประเทศลุ่มน้ำโขงนี้อย่างต่อเนื่อง เพราะแต่ละประเทศล้วนมีความเกี่ยวพันซึ่งกันและกัน

ในการเสวนาเรื่อง "บทบาทผู้ให้บริการสื่อสังคมออนไลน์ในการรับมือข่าวลวง บทเรียนจากสากลสู่สังคมไทย" ผศ.พิจิตรา สึคาโมโต้ หัวหน้าภาควิชาวารสารสนเทศ คณะนิเทศศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย กล่าวว่า สื่อสังคมออนไลน์เข้ามามีบทบาทสำคัญในโลกอินเตอร์เน็ตมากขึ้นเรื่อย ๆ เมื่อมีคนเข้าไปใช้แพลทฟอร์ม นั้น ๆ เพิ่มขึ้นเจ้าของพื้นที่ก็จะขยายประเภทธุรกิจไปมากกว่าการเป็นพื้นที่สื่อสาร คนใช้สื่อออนไลน์มีทั้งแบบที่เป็นข้อมูลการสนทนาส่วนตัวเฉพาะกลุ่มและเปิดเผยต่อสาธารณะหรือติดตามข่าวสารและความบันเทิง ข่าวลวงหรือข้อมูลที่ไม่เป็นความจริงเหล่านี้ก็จะมีมากขึ้นตามไปด้วยทำให้เกิดผลกระทบอย่างกว้างขวางและต้องมีการกำกับดูแล

"อยากจะใช้คำว่า information disorder มากกว่า fake news เพราะข่าวนั้นต้องเป็นข้อเท็จจริง ผิดไม่ได้อยู่แล้ว ข้อมูลลวงเหล่านี้มีหลายระดับ ส่วนที่จะเป็นปัญหามากคือ ข้อมูลที่จะทำให้เกิดอันตราย(harmful) งานวิจัยพบว่า ข้อมูลลวงนั้นมักจะมาจากแหล่งข้อมูลหรือเวปไซต์เล็ก ๆ ที่คนไม่รู้จักมากนัก ไม่ได้เป็นสื่อกระแสหลัก จึงเกิดคำถามในเชิงการบริหารจัดการว่าจำเป็นเร่งด่วนแค่ไหนในการจัดการข้อมูลเหล่านี้ ต่างประเทศจะเลือกจัดการข้อมูลที่เสี่ยงจะทำให้เกิดอันตรายหรือส่งผลกระทบด้านลบต่อสังคมก่อน"

ดร.พิจิตรากล่าวเพิ่มเติมว่า แพลทฟอร์มใหญ่ระดับนานาชาติ มีเครื่องมือเพื่อดำเนินการกับข้อมูลที่ไม่เหมาะสมเหล่านี้อยู่บ้างแล้ว อาทิ Facebook มี FB fact checking program ,community standard policy และเครื่องมือเพื่อสืบค้นจัดการกับข่าวลวง เอาออกจากพื้นที่ ลดความถี่การมองเห็นและการแจ้งเตือน Google มี Google news Initiative หรือ LINE มี digital literacy program, หรือไลน์ในไต้หวันมี Co-fact checking ส่วนในสหภาพยุโรป มีการตั้งผู้เชี่ยวชาญมาดูแลโดยเฉพาะโฆษณา ต้องแสดงความโปร่งใสว่าใครอยู่เบื้องหลังเนื้อหา ใครเป็นคนจ่ายเงินโปรโมทข้อมูล แต่ในประเทศไทยยังไม่มีมาตรการกำกับดูแลข่าวลวงนี้อย่างจริงจัง สิ่งที่ต้องทำให้เกิดคือให้ประชาชนมีความเข้มแข็งและเท่าทันข่าวสาร รวมทั้งต้องส่งเสริมงานศึกษาวิจัยเรื่องนี้ให้มากขึ้นด้วย

ด้านสุนิตย์ เชรษฐา ผู้อำนวยการสถาบัน Change Fusion กล่าวว่า ข่าวลวงคือไวรัสทางสังคมที่ระบาดได้อย่างรวดเร็ว โดยเฉพาะการระบาดทางความคิด ในสหรัฐและอังกฤษมีงานวิจัยพบว่า ข่าวลวงนี้ แพร่กระจายได้ลึก กว้างและเร็วกว่าข่าวปกติ ซึ่งจะทำให้ภูมิต้านทานของผู้รับข่าวสารลดต่ำลง มีแนวโน้มจะเชื่อข้อมูลที่ได้รับง่ายโดยไม่ตรวจสอบ แม้จะมีเครื่องมือ fact checking แต่ก็ช่วยแก้ปัญหาได้ระดับหนึ่งเท่านั้น หลายครั้งที่ส่งรายงานปัญหาแต่ก็ไม่ได้รับการตอบสนองกลับมา ดังนั้น ภาคประชาชนจึงต้องมีส่วนร่วมในการจัดการปัญหาด้วย

"เคยมีงานวิจัยพบว่าคนที่เคยได้รับข้อมูลลวง แม้จะมีข่าวสารที่ถูกต้องมายืนยันอีกครั้งแต่ก็มีแนวโน้มที่อาจลังเลหรือไม่เชื่อข้อมูลจริง ดังนั้นหากคนที่ได้รับข่าวสารใช้เวลาชะลอช้าลงก่อนกดแชร์ส่งต่อ แม้แค่ครึ่งนาทีก็จะมีผลอย่างมากเพื่อให้คิดได้รอบด้านขึ้น ข่าวลวงนั้นมีวงจรชีวิตสั้นยาว ต่างกัน ในต่างประเทศมเครื่องมือหลายแบบที่จะช่วยกรองได้ เช่น chat bot ในไต้หวัน การมีเครือข่ายFact checking หรือใช้เกมเพื่อให้เด็กในโรงเรียนได้เล่น เป็นต้น ในเมื่อข่าวลวงเป็นไวรัส ทางแก้ก็ต้องเอาคนในสังคมมาช่วยป้องกัน กลั่นกรอง

และทำให้เกิดการเท่าทัน ทั้งผู้บริโภคและภาครัฐต้องร่วมมือกัน ประเด็นสำคัญคือ จะเชื่อใจหน่วยงานที่ทำหน้าที่ check fact อย่างไรว่าจะไม่ถูกแอบอ้างหรือโฆษณาชวนเชื่อ"

ด้านเข็มพร วิรุณราพันธ์ ผู้จัดการสถาบันสื่อเด็กและเยาวชน ตั้งข้อสังเกตการนิยามและให้ความหมายของข้อมูลที่เป็นอันตราย (harmful) อย่างไร ในมิติใด เพราะเนื้อหาที่อันตรายและมีความรุนแรงไม่ได้เกิดในชั่วข้ามคืนแต่ใช้เวลาฝังรากลึกจนเป็นส่วนหนึ่งของความคิด ความเชื่อ เช่น อคติต่อแรงงานข้ามชาติ การดูถูกชนกลุ่มน้อย ดังนั้น นอกจากจะเท่าทันข่าวสาร เท่าทันเทคโนโลยีแล้วยังต้องระวังเรื่องอคติและต้องเท่าทันตัวเองด้วย

" หลายครั้งเมื่อเห็นข้อมูลแล้วจะมีอารมณ์นำมาก่อนการใช้เหตุผลหรือคิดวิเคราะห์ ซึ่งจะเกี่ยวพันกับความสัมพันธ์ด้วย (แม้เรารู้ว่าเป็นข่าวไม่จริง แต่เจ้านายหรือญาติส่งมาให้ ก็ต้องไลค์และแชร์) มีความสัมพันธ์เชิงอำนาจ มีความสัมพันธ์ในกลุ่ม ต้องแสดงออกเพื่อให้ตัวเองไม่ถูกกีดกันออก หรือเป็นมารยาท เป็นต้น"

อาจารย์มุกดา ประทีปวัฒนะวงศ์ ศูนย์แม่โขงศึกษา สถาบันเอเชียศึกษา จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

ตั้งคำถามถึงความย้อนแย้งของมาตรการที่เจ้าของแพลทฟอร์มต้องการใช้เครื่องมือเพื่อจัดการข่าวลวง ในขณะที่ขั้นตอนแรกเพื่อให้มีบัญชีในแพลทฟอร์มเหล่านั้นกลับไม่ได้ใช้การตรวจสอบที่เข้มข้นแต่แรก

"หลักการคือ กว่าจะมี account สักอัน ก็ต้องการแค่ชื่อ อีเมล ของผู้ใช้ ไม่ได้ต้องการข้อมูลอื่นมากกว่านั้น ทำให้มี account ได้ง่ายๆ เพราะต้องการให้มียอดสมาชิกและผู้ใช้มากๆ กว้างขวาง เลยไม่แน่ใจว่าเจ้าของแพลตฟอร์มต้องการจัดการข่าวลวงจริงหรือไม่"

อย่างไรก็ตาม อาจารย์มุกดา เห็นว่า ในด้านหนึ่งข้อดีของข่าวลวง คือทำให้ข่าวจริงและบทบาทของสื่อมวลชนมีตัวตนและมีศักดิ์ศรีเพิ่มมากขึ้น

ส่วนธีรมล บัวงาม สำนักข่าวประชาธรรม กล่าวว่าข่าวลวงมีปัญหาหลายมิติ ทั้งในด้านช่องว่างของความรู้ การใช้ภาษา ปัญหาเชิงวัฒนธรรมด้วย และการศึกษาพฤติกรรมของคนในสังคมออนไลน์ที่เปลี่ยนแปลงไป แล้วยังมีปัญหาด้านความเหลื่อมล้ำ การเข้าถึงอินเตอร์เน็ตที่ไม่ทั่วถึง ไม่ครอบคลุม โดยเฉพาะในต่างจังหวัด ทำให้การตรวจสอบและจัดการข่าวลวงยากขึ้นตามไปด้วย

"คนต่างจังหวัด แม้จะเข้าถึงอินเตอร์เน็ตยังยาก บางพื้นที่ต้องให้พ่อหลวงใช้อินเตอร์เนตที่อบต. เพื่อรับข่าวสารแล้วทำหน้าที่กระจายข่าวต่อ เมื่อการเข้าถึงยากแล้วก็ไม่ต้องพูดเรื่องการทำให้คนเท่าทันหรือไปจัดการข่าวลวง โดยเฉพาะคนกลุ่มชายขอบ คนกลุ่มน้อยต่าง ๆ คนไร้สิทธิไร้เสียง ทำอย่างไรให้คนเข้าถึงอินเตอร์เน็ตได้อย่างทั่วถึงทั้งระบบเพื่อลดความเหลื่อมล้ำ ทำให้เกิดการถกเถียง แลกเปลี่ยนกันและเท่าทันได้ การมีพื้นที่กลางก็จะทำให้เห็นความแตกต่างหลากหลายด้วย"

ส่วนสุภิญญา กลางณรงค์ ผู้ร่วมก่อตั้งศูนย์นโยบายดิจิทัลอาเซียน เห็นว่าความท้าทายคือการกำกับดูแลเพื่อให้เกิดดุลระหว่างการป้องกันสิทธิส่วนบุคคลและประโยชน์ของผู้บริโภคส่วนรวม ทำให้เกิดกลไกการตรวจสอบที่ดี มีประสิทธิภาพ

"เจ้าของแพลตฟอร์มหลักใหญ่ๆ ในประเทศไทยไทยยังไม่มีการรวมตัวเพื่อวางมาตรการกำกับดูแลที่ชัดเจน จริงจัง ดังนั้น อาจต้องใช้พลังทางสังคมเพื่อกดดันให้องค์กรเหล่านี้ได้แสดงความรับผิดชอบและมีส่วนร่วมกำกับดูแล ป้องกันผลกระทบที่จะเกิดกับผู้บริโภคด้วย"

ในเวทีที่ 2 เป็นการเสวนาเรื่อง "สังคมควรใช้เทคโนโลยีสู้กับข่าวลวง ความเกลียดชังและด้านมืดยุคดิจิทัลอย่างไร" มีตัวแทนสื่อมวลชนจากภูมิภาคต่าง ๆ ร่วมแลกเปลี่ยนความเห็น

สุชัย เจริญมุขยนันท มูลนิธิสื่อสร้างสุข ทีวีชุมชนอุบลราชธานี ตั้งข้อสังเกตว่า ข้อมูลในสังคมออนไลน์ คือข้อมูลที่มีความเสี่ยงจะเป็นเรื่องหลอกลวงได้ง่าย เพราะธรรมชาติของมนุษย์จะไม่โพสต์หรือแสดงความเห็นทุกอย่างจริงๆ ลงไปและเทคโนโลยีทำให้การตัดต่อเป็นเรื่องง่ายมาก จึงเชื่อได้ยาก ตรวจสอบยาก

คนต่างจังหวัด ก็มีแนวโน้มจะเชื่อข่าวสารต่าง ๆ ได้ง่าย เพราะคิดว่ารัฐบาลจะต้องดูแล ไม่ปล่อยให้เกิดข่าวลวงขึ้น ซึ่งเป็นความเข้าใจที่ไม่ถูกต้องเสมอไป ดังนั้น จึงเห็นความจำเป็นต้องมีหน่วยงานตรวจสอบข่าวลวงดังกล่าว

เจริญ ถิ่นเกาะแก้ว เครือข่ายสื่อมวลชนท้องถิ่น จังหวัดภูเก็ต เห็นสอดคล้องในทิศทางเดียวกันว่าคนปัจจุบันมีความเสี่ยงจะเชื่อข่าวสารข้อมูลที่ถูกแชร์กันได้ง่ายโดยขาดการตรวจสอบอย่างรอบด้านและไม่รัดกุมเพียงพอ โดยเฉพาะข้อมูลด้านสุขภาพและความงาม ดังนั้นสื่อมวลชนมีบทบาทสำคัญที่จะกระจายข้อมูลที่ถูกต้องให้ประชาชนรับรู้ สำหรับต่างจังหวัด เจ้าหน้าที่อาสาสมัครสาธารณสุข (อสม.) ก็มีบทบาทสำคัญในชุมชน ดังนั้นหากได้ฝึกทักษะการสื่อสารและการใช้สื่อได้ก็น่าจะช่วยส่งข่าวสารให้คนทั่วไปได้ทั่วถึง

สถาพร อารักษ์วทนะ มูลนิธิเพื่อผู้บริโภค ให้ข้อมูลว่า มูลนิธิเพื่อผู้บริโภค (มพบ.)ได้รับเรื่องร้องเรียนจำนวนมากว่า มีคนถูกหลอกลวงจากข่าวลวง เกือบ 45% เป็นข่าวสารด้านสุขภาพ แต่ละปีมีคนเสียชีวิตจากการซื้อยาลดความอ้วนออนไลน์มากิน มีการขายสินค้าที่ไม่ผ่านมาตรฐานและผิดกฎหมายอย.จำนวนมากออนไลน์จนถึงปัจจุบันนี้โดยหน่วยงานรัฐยังไม่ได้เข้าไปจัดการ

นอกจากสื่อออนไลน์ ก็ปรากฏในสื่อกระแสหลักเป็นข้อความโฆษณาแฝงด้วย เนื้อหามีทั้งการเชื่อมโยงแบบผิดๆ การให้ข้อมูลปลอมบางส่วน หรือปลอมทั้งหมดเพื่อหลอกขายของไม่ได้มาตรฐาน ดังนั้น สิ่งที่ควรทำก่อนลำดับแรกๆ คือกองบก.สื่อออนไลน์ควรต้องมีเครื่องมือ หรือสร้างมาตรการจัดการข่าวลวงได้ทันที ไม่ต้องรอภาครัฐสั่งการ เมื่อพบแล้วต้องไม่ให้ปรากฏบนออนไลน์หรือในแพลทฟอร์มของตนเองอีก จึงจะได้ผล

วิชาญ อุ่นอก สหพันธ์วิทยุชุมชนแห่งชาติ เห็นว่า ประเด็นที่เป็นข่าวลวง ถูกบิดเบือนมากในสื่อต่างจังหวัดคือข่าวสารในกลุ่มสุขภาพ การเมือง (คนเลือกจะเชื่อในข้อมูลที่สอดคล้องกับความเชื่อตัวเอง) และศาสนา ปัญหาสำคัญขณะนี้คือไม่มีแหล่งจะตรวจสอบข้อเท็จจริงของข่าวสารที่ได้รับ โดยเฉพาะในต่างจังหวัด ดังนั้นหนึ่งในกลไกที่จะช่วยจัดการข่าวลวงคือต้องมีปฏิบัติการทำจริงในพื้นที่ สร้างเครือข่ายในสังคมในต่างจังหวัด เพื่อเฝ้าระวัง และควรเชื่อมโยงไปถึงสถาบันการศึกษา ตั้งแต่ระดับประถม ควรต้องมีหลักสูตรเพื่อสร้างการเท่าทันในมิติต่าง ๆ

วงเสวนาเห็นตรงกันว่า ประเทศไทยจำเป็นต้องมีการกำกับดูแลเพื่อจัดการข่าวลวง ข่าวปลอม ด้านมืดของสื่อออนไลน์ ซึ่งเจ้าของแพลทฟอล์มเหล่านี้ยังไม่มีการกำกับที่เข้มงวดจริงจังเหมือนในต่างประเทศ จึงเห็นความสำคัญที่ต้องเร่งผลักดันให้เกิดกลไกดังกล่าว อีกทั้งจำเป็นต้องสร้างเครือข่ายภาคประชาชนให้เท่าทันและช่วยกันเฝ้าระวัง

ดร.นพ.ไพโรจน์ เสาน่วม ผู้อำนวยการสำนักส่งเสริมวิถีชีวิตสุขภาวะ สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) หนึ่งในองค์กรร่วมจัดงานครั้งนี้กล่าวว่า ปัญหาสื่อปัจจุบันคือ การจัดการกับ "ข่าวลวง" กิจกรรมครั้งนี้เป็นกิจกรรมต่อเนื่อง หลังจากที่ สสส.ได้มีความร่วมมือกับ 8 องค์กรสื่อ วิชาการและภาคสังคม เพื่อหาวิธีรับมือ และยังได้จัดเสวนาเพื่อเรียนรู้จากกรณีศึกษาของต่างประเทศอาทิไต้หวัน ซึ่งจะเป็นประโยชน์ในการออกแบบกลไกและเครื่องมือที่เหมาะสมกับบริบทของสังคมไทย


Latest Press Release

หัวเว่ยเปิดตัว Atlas และบริการคลาวด์ บนโปรเซสเซอร์ Ascend เพิ่มเข้าในโซลูชั่น AI แบบครบวงจร พร้อมรองรับการใช้งานทุกรูปแบบ

ในงาน HUAWEI CONNECT 2019 หัวเว่ยได้เปิดตัวชุดผลิตภัณฑ์ Atlas และบริการคลาวด์อีก 43 รายการ ซึ่งทำงานด้วยโปรเซสเซอร์ Ascend ที่เปี่ยมด้วยประสิทธิภาพการประมวลผลอันทรงพลัง อาทิ Atlas 900 สำหรับการประมวลผล AI ในแบบคลัสเตอร์, Atlas 300 เทรนนิ่งการ์ด AI และ...

ขยายเวลาโปรร้อน ซื้อตู้เติมเงินเติมดีรุ่น TD-007 Plus รับส่วนลดสูงสุด 10,000 บาท

บริษัท มีเดีย เซ็นเตอร์ จำกัด ผู้ให้บริการทางด้านธุรกรรมทางการเงิน และคิดค้น พัฒนานวัตกรรมใหม่เพื่อคนไทย ภายใต้แบรนด์ "เติมดี" โดย นายภัทรพล รตนดาวเรือง กรรมการผู้จัดการใหญ่ ขยายเวลาโปรโมชั่นสุดพิเศษสำหรับผู้ที่สนใจลงทุนในธุรกิจตู้เติมเงิน โดยตู้เติมเงิน...

The CardZ จำหน่ายการ์ดสะสมฟุตบอลฟีฟ่า 365 2020 ในไทย เพิ่มทีมพรีเมียร์ลีก อังกฤษ 4 ทีมดัง

บริษัท เดอะ การ์ดแซด จำกัด (The CardZ) ตัวแทนจำหน่ายการ์ดสะสมและสติ๊กเกอร์สะสมจากพานินี่อย่างเป็นทางการในประเทศไทย วางจำหน่ายการ์ดสะสมฟุตบอลฟีฟ่า 365 Adrenalyn XL (อะดรินาลีน เอ็กซ์แอล) 2020 ซึ่งเป็นการวางจำหน่ายการ์ดสะสมรุ่น ฟีฟ่า 365 Adrenalyn XL...

เอชพี เทคโนโลยีเสริมศักยภาพให้แบรนด์ก้าวสู่การเติบโตระดับโลก แพ็ค พริ้นท์ อินเตอร์เนชั่นแนล 2019

เอชพี อิงค์ ผู้นำพอร์ทโฟลิโอด้านเทคโนโลยี เผยโฉมนวัตกรรมและโซลูชั่นการพิมพ์ระบบดิจิทัลล่าสุดกลุ่มผลิตภัณฑ์เครื่องพิมพ์เชิงพาณิชย์ HP Indigo และ HP Latex ช่วยยกระดับอุตสาหกรรมการพิมพ์ เปิดโอกาสให้แบรนด์และผู้ประกอบการได้สัมผัสประสบการณ์จากเทคโนโลยีใหม่...

Huami เผยโฉม Amazfit X สมาร์ทวอทช์รุ่นใหม่ที่มาพร้อมจอโค้งแบบปรับกระชับตามข้อมือ ในงาน IFA ที่เยอรมนี

Amazfit แนะนำผลิตภัณฑ์รุ่นล่าสุดอย่าง Amazfit X ซึ่งมาพร้อมเทคโนโลยีจอโค้งแบบใหม่ในกิจกรรมเปิดตัวที่มีชื่อว่า "Intelligent Movement" ไฮไลท์: 1. Amazfit นำเสนอผลิตภัณฑ์ที่ใช้จอโค้งความละเอียดระดับ HD รุ่นใหม่ 2. หน้าจอความละเอียด 326ppi พร้อมระบบสี NTSC...

Related Topics