ทริสเรทติ้งคงอันดับเครดิตองค์กรและแนวโน้ม “บ. คิวทีซี เอนเนอร์ยี่” ที่ “BBB/Stable”

จันทร์ ๒๘ ธันวาคม ๒๐๑๕ ๑๕:๔๕
ทริสเรทติ้งคงอันดับเครดิตองค์กรของ บริษัท คิวทีซี เอนเนอร์ยี่ จำกัด (มหาชน) ที่ระดับ "BBB" ด้วยแนวโน้ม "Stable" หรือ "คงที่" โดยอันดับเครดิตสะท้อนถึงแนวโน้มการเติบโตของบริษัทอันเนื่องมาจากความต้องการใช้ไฟฟ้าที่เพิ่มขึ้น และการสนับสนุนโครงการพลังงานแสงอาทิตย์ ความสามารถในการผลิตหม้อแปลงไฟฟ้าระบบจำหน่ายแบบพิเศษ และผลงานที่ได้รับการยอมรับในฐานะผู้รับจ้างผลิตหม้อแปลง ทั้งนี้ อันดับเครดิตยังสะท้อนถึงกลยุทธ์ของผู้บริหารของบริษัทในการใช้เครื่องจักรในการผลิตด้วย อย่างไรก็ตาม จุดแข็งดังกล่าวถูกลดทอนบางส่วนจากการแข่งขันที่รุนแรงในตลาด

หม้อแปลงไฟฟ้าภายในประเทศ รวมทั้งความเสี่ยงจากการมีลูกค้าที่กระจุกตัว ราคาวัตถุดิบที่ผันผวน ตลาดส่งออกที่อ่อนตัวลงจากภาวะซบเซาของอุตสาหกรรมเหมืองแร่ในประเทศออสเตรเลียซึ่งเป็นลูกค้าหลักของบริษัท

แนวโน้มอันดับเครดิต "Stable" หรือ "คงที่" สะท้อนถึงการคาดการณ์ว่าบริษัทจะสามารถรักษาอัตรากำไรและกระแสเงินสดจากการดำเนินงานให้อยู่ในเกณฑ์ที่ดีได้ ทั้งนี้ อันดับเครดิตและ/หรือแนวโน้มอันดับเครดิตของบริษัทอาจได้รับการปรับเพิ่มขึ้นหากการขยายตลาดหรือการลงทุนในธุรกิจใหม่ของบริษัทประสบความสำเร็จและสามารถสร้างกำไรและกระแสเงินสดที่เพิ่มขึ้น ในทางตรงข้าม อันดับเครดิตและ/หรือแนวโน้มอันดับเครดิตอาจถูกปรับลดลงหากบริษัทมีการลงทุนจำนวนมากหรือการแข่งขันในธุรกิจนี้รุนแรงเพิ่มขึ้นจนส่งผลกระทบต่อภาระหนี้และสภาพคล่องของบริษัท

บริษัทคิวทีซี เอนเนอร์ยี่ ก่อตั้งในปี 2539 และจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ เอ็ม เอ ไอ (Market for Alternative Investment – MAI) ในเดือนกรกฎาคม 2554 ณ เดือนกันยายน 2558 นายพูลพิพัฒน์ ตันธนสิน ซึ่งดำรงตำแหน่งประธานกรรมการบริหาร และครอบครัว มีฐานะเป็นผู้ถือหุ้นใหญ่ของบริษัทในสัดส่วนรวมกัน 62% บริษัทเป็นผู้ประกอบการขนาดกลางซึ่งผลิตหม้อแปลงไฟฟ้าระบบจำหน่ายภายใต้ตราสัญลักษณ์สินค้าของตนเองคือ "QTC" ถึงแม้บริษัทจะมีผลิตภัณฑ์หลักคือหม้อแปลงไฟฟ้าระบบจำหน่าย แต่บริษัทก็มีความสามารถในการผลิตหม้อแปลงไฟฟ้าที่ขนาดกำลังไฟฟ้าตั้งแต่ 1-30,000 กิโลโวลต์แอมแปร์ (KVA) ที่แรงดันไฟฟ้าสูงสุด 72 กิโลโวลต์ (kv) ด้วยเช่นกัน

โรงงานของบริษัทตั้งอยู่ที่อำเภอปลวกแดง จังหวัดระยอง บริษัทได้ปรับปรุงกระบวนการผลิตอย่างต่อเนื่องโดยเพิ่มการใช้เครื่องจักรในการผลิตสินค้าซึ่งช่วยลดเวลาในการผลิต อีกทั้งยังลดการพึ่งพาแรงงานที่มีทักษะ และเพิ่มประสิทธิภาพในการผลิต ซึ่งส่งผลให้บริษัทมีความสามารถในการแข่งขันและมีความได้เปรียบในด้านต้นทุน ผลิตภัณฑ์หม้อแปลงไฟฟ้าของบริษัทผ่านการทดสอบการทนต่อการลัดวงจรจากสถาบัน CESI ประเทศอิตาลี และสถาบัน KEMA ประเทศเนเธอร์แลนด์ รวมทั้งยังได้รับการรับรองมาตรฐานสากลที่หลากหลาย อาทิ มาตรฐาน ISO 9001, มาตรฐาน ISO 14001, มาตรฐาน ISO 50001, มาตรฐาน OHSAS 18001 และมาตรฐาน ISO/IEC 17025

ในระหว่างปี 2553-2557 รายได้ประมาณ 94% ของบริษัทมาจากยอดขายหม้อแปลงไฟฟ้าระบบจำหน่าย 2% มาจากหม้อแปลงไฟฟ้ากำลัง และส่วนที่เหลือมาจากค่าบริการและการขายส่วนประกอบหม้อแปลงไฟฟ้า ฐานลูกค้าของบริษัทประกอบด้วยกลุ่มรัฐวิสาหกิจการไฟฟ้าคิดเป็น 37% ของรายได้รวม บริษัทเอกชน 39% และลูกค้าภาคการส่งออก 21% บริษัทมีความสัมพันที่ดีมาอย่างยาวนานกับตัวแทนส่งออกรายหนึ่งในประเทศออสเตรเลียซึ่งเป็นตลาดรับจ้างผลิตของบริษัท ส่งผลให้บริษัทได้รับคำสั่งซื้ออย่างต่อเนื่องและได้รับการยอมรับในกลุ่มลูกค้าเหมืองแร่และกลุ่มลูกค้าธุรกิจปิโตรเลียม อย่างไรก็ตาม อุตสาหกรรมเหมืองแร่ที่เริ่มซบเซาในประเทศออสเตรเลียมีผลทำให้ยอดส่งออกของบริษัทถดถอยลง

อุตสาหกรรมหม้อแปลงไฟฟ้าระบบจำหน่ายของประเทศไทยมีการแข่งขันค่อนข้างสูง โดยปัจจุบันมีผู้ผลิตในประเทศประมาณ 25 ราย ประมาณครึ่งหนึ่งของผู้ผลิตทั้งหมดเป็นผู้ผลิตรายเล็กซึ่งไม่สามารถประมูลงานกับรัฐวิสาหกิจการไฟฟ้าหรือจำหน่ายผลิตภัณฑ์ให้แก่บริษัทเอกชนขนาดใหญ่ได้ สำหรับตลาดหม้อแปลงไฟฟ้าภายในประเทศนั้น ลูกค้าหลักคือการไฟฟ้านครหลวง (กฟน.) การไฟฟ้าส่วนภูมิภาค (กฟภ.) และกลุ่มลูกค้าเอกชนในหลายอุตสาหกรรม ซึ่งได้แก่ ผู้ประกอบการโรงงานอุตสาหกรรม อาคารขนาดใหญ่ และโครงการสาธารณูปโภคที่ล้วนเป็นกลุ่มที่มีความต้องการหม้อแปลงชนิดพิเศษที่มีลักษณะเฉพาะและมีคุณภาพสูงไว้วางใจได้ทั้งสิ้น โดย กฟน. และ กฟภ. เป็นหน่วยงานรัฐวิสาหกิจที่ได้รับงบประมาณรายปีในการดูแลและพัฒนาระบบสายส่งไฟฟ้าของประเทศ บริษัทมีความเสี่ยงจากการกระจุกตัวของลูกค้า โดยในช่วง 9 เดือนแรกของปี 2558 รายได้ประมาณ 24% ของบริษัทมาจาก กฟน. และ กฟภ. และประมาณ 29% มาจากบริษัทเอกชนหนึ่งรายที่ประกอบธุรกิจพลังงานแสงอาทิตย์

ผลประกอบการของบริษัทในปี 2556-2557 ได้รับผลกระทบจากสถานการณ์ความวุ่นวายทางการเมืองภายในประเทศ การประท้วงที่ต่อเนื่องส่งผลกระทบให้งานประมูลของภาครัฐวิสาหกิจล่าช้าและภาคเอกชนชะลอโครงการลงทุน รายได้จากตลาดส่งออกของบริษัทที่หดตัวลงส่งผลให้รายได้รวมของบริษัทลดลง 16% ในปี 2556 และ 5% ในปี 2557 หลังจากที่เติบโตกว่า 30% ต่อปีในช่วงปี 2554-2555 อัตราส่วนกำไรจากการดำเนินงานก่อนค่าเสื่อมราคาและค่าตัดจำหน่ายต่อยอดขายของบริษัทเท่ากับ 13.6% ในปี 2557 อ่อนตัวลงจาก 16% ในปี 2556 18.8% ในปี 2555 อัตราส่วนกำไรที่ลดลงอย่างมากมีสาเหตุมาจากการลดลงในสัดส่วนรายได้ของกลุ่มลูกค้ารัฐวิสาหกิจและการแข่งขันที่ทวีความรุนแรงขึ้นในงานภาคเอกชน ทั้งนี้ รายได้จากการจำหน่ายหม้อแปลงไฟฟ้าให้แก่กลุ่มลูกค้ารัฐวิสาหกิจมีอัตรากำไรที่สูงกว่ากลุ่มอื่นเนื่องจากเป็นหม้อแปลงไฟฟ้าที่ไม่ซับซ้อนและมีปริมาณสั่งซื้อจำนวนมาก

ในปี 2558 ผลการดำเนินงานของบริษัทฟื้นตัวอย่างมากจากการเปิดประมูลงานของ กฟภ. ตั้งแต่ต้นปี 2558 และอุปสงค์ที่แข็งแกร่งของหม้อแปลงไฟฟ้าที่ใช้ในโครงการพลังงานแสงอาทิตย์ รายได้ของบริษัทในช่วง 9 เดือนแรกของปี 2558 เท่ากับ 670 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 75% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน อัตราส่วนกำไรจากการดำเนินงานก่อนค่าเสื่อมราคาและค่าตัดจำหน่ายต่อยอดขายของบริษัทเท่ากับ 12% ปรับตัวเพิ่มขึ้นเมื่อเทียบกับ -2.6% ในช่วง เดียวกันของปี 2557 ทั้งนี้ อัตรากำไรของบริษัทคาดว่าจะปรับตัวดีขึ้นในช่วงไตรมาสสุดท้ายของปี 2558 และปี 2559 จากปริมาณงานที่รอส่งมอบจำนวนมากและการเติบโตของโครงการไฟฟ้าพลังงานสงอาทิตย์ ณ สิ้นเดือนกันยายน 2558 บริษัทมีงานที่รอส่งมอบมูลค่า 460 ล้านบาท โดยประมาณ 90% เป็นงานที่ส่งมอบภายในปี 2558 ซึ่งจะส่งผลให้รายได้ของบริษัทอยู่ที่ประมาณ 1,100 ล้านบาทในปี 2558 เทียบกับ 761 ล้านบาทในปี 2557

ณ สิ้นเดือนกันยายน 2558 หนี้สินรวมของบริษัทเพิ่มขึ้นจาก 118 ล้านบาท ณ สิ้นปี 2557 เป็น 321 ล้านบาทเนื่องจากมีปริมาณงานที่รอส่งมอบจำนวนมาก ประมาณ 90% ของภาระหนี้ของบริษัทเป็นเงินกู้ระยะสั้นสำหรับใช้เป็นเงินทุนหมุนเวียนในกิจการ ส่งผลให้อัตราส่วนเงินกู้รวมต่อโครงสร้างเงินทุนของบริษัทเพิ่มขึ้นเท่ากับ 39.4% จาก 19.5% ณ สิ้นปี 2557 อัตราส่วนดังกล่าวจะปรับตัวลดลงเป็นประมาณ 20% เมื่อมีการชำระคืนเงินกู้ระยะสั้น ทั้งนี้ สภาพคล่องของบริษัทยังอยู่ในเกณฑ์ที่ดี อัตราส่วนเงินทุนจากการดำเนินงานต่อเงินกู้รวมเท่ากับ 84.1% ในปี 2557 และ 54.9% ณ สิ้นเดือนกันยายน 2558 (ปรับอัตราส่วนให้เป็นตัวเลขเต็มปีด้วยตัวเลข 12 เดือนย้อนหลัง) อัตราส่วนทางการเงินนี้จะปรับตัวดีขึ้นเมื่อมีการส่งมอบงาน บริษัทมีอัตราส่วนกำไรก่อนดอกเบี้ยจ่าย ภาษี ค่าเสื่อมราคา และค่าตัดจำหน่ายต่อดอกเบี้ยจ่ายเท่ากับ 14 เท่าในช่วง 9 เดือนแรกของปี 2558

ในช่วงปี 2559-2561 ทริสเรทติ้งคาดว่ารายได้ของบริษัทจะอยู่ที่ประมาณ 1,000 ล้านบาทต่อปี และกำไรก่อนดอกเบี้ยจ่าย ภาษี ค่าเสื่อมราคา และค่าตัดจำหน่ายของบริษัทจะเท่ากับ 150-200 ล้านบาทต่อปี ในขณะที่บริษัทจะมีภาระในการชำระหนี้ต่อปีต่ำกว่า 20 ล้านบาท ทั้งนี้ อัตราส่วนหนี้สินของบริษัทคาดว่าจะไม่ปรับตัวเพิ่มขึ้นมากนัก แต่เนื่องจากบริษัทมีแผนจะขยายการลงทุนในธุรกิจพลังงานทางเลือก ดังนั้น หากการขยายธุรกิจต้องใช้เงินลงทุนจำนวนมาก บริษัทจึงควรพิจารณาการกู้ยืมแบบสินเชื่อโครงการซึ่งอาจใช้สินทรัพย์เป็นหลักประกัน (Ring-fence Financing) หรือการเพิ่มทุนบางส่วนเพื่อรักษาระดับโครงสร้างเงินทุนให้เหมาะสมและไม่ก่อหนี้สินมากจนเกินไป

บริษัท คิวทีซี เอนเนอร์ยี่ จำกัด (มหาชน) (QTC)

อันดับเครดิตองค์กร: BBB

แนวโน้มอันดับเครดิต: Stable

ข่าวประชาสัมพันธ์ล่าสุด

๒๑ มิ.ย. PHOL ขนทัพสินค้าร่วมออกบูธงาน THAILAND SAFE@WORK ครั้งที่ 36
๒๑ มิ.ย. COM7 ติดอันดับบริษัทชั้นนำใน Fortune Southeast Asia 500 และเข้าคำนวณดัชนี SETHD ครึ่งปีหลัง 67
๒๑ มิ.ย. บมจ. เอสไอเอส ดิสทริบิวชั่น (ประเทศไทย) แนะนำ กล้องติดรถยนต์รุ่น Dash Cam A510 นวัตกรรมความเป็นเลิศสู่ความก้าวหน้าด้านเทคโนโลยี จากแบรนด์
๒๑ มิ.ย. ประสิทธิภาพระดับเรือธง HUAWEI Pura 70 Series เสริมความแข็งแกร่งด้วยกระจก Kunlun Crystal Armour และ UI
๒๑ มิ.ย. อาร์เอ็กซ์ เทรดเด็กซ์ ชวนนักอุตสาหการภาคการผลิตทุกกลุ่ม ไปชมนวัตกรรมล้ำๆ ของเครื่องจักรรุ่นใหม่ในงาน แมนูแฟกเจอริ่ง เอ็กซ์โป
๒๑ มิ.ย. มรภ.สงขลา ร่วมงานวันสหกิจศึกษาบูรณาการกับการทำงาน CWIE DAY ครั้งที่ 14
๒๑ มิ.ย. ไฟ-ฟ้า โดย ทีทีบี แนะ 9 วิธีรับมือเมื่อโดนบูลลี่ ร่วมผลักดันหยุดวงจรบูลลี่ พร้อมสร้างความเข้าใจ ลดปัญหาบูลลี่ในรั้วโรงเรียนผ่านโครงการ
๒๑ มิ.ย. คึกคักคับคั่งเอ็ม บี เค เซ็นเตอร์ !! รวมพลคอสเพลย์ชาวสปายแฟมิลี ครอบครัวสายลับสุดป่วน ห้ามพลาด SPYxFAMILY POP UP STORE THAILAND
๒๑ มิ.ย. เอปสันโชว์สุดยอดนวัตกรรมเพื่ออุตสาหกรรมในสองงานใหญ่แห่งปี ASSEMBLY AUTOMATION TECHNOLOGY 2024 และ GFT
๒๑ มิ.ย. แอลจี เปิดตัว LG SIGNATURE OLED M4 นวัตกรรมทีวีไฮเอนด์ไร้สายครั้งแรกในไทย รับเทรนด์ปี 2567 มั่นใจตลาดทีวีพรีเมียมโตต่อเนื่อง