Loud Budgeting จึงทำหน้าที่เป็น "เกราะคุ้มกันทางการเงิน" แบบใหม่ ที่ตั้งใจประกาศให้ชัดว่า"เราจะไม่ยอมจนเพราะอยากอวดอีกต่อไป" และจะเลือกใช้เงินตามสิ่งที่มีคุณค่าจริงสำหรับชีวิต—not for show ในช่วงที่ค่าครองชีพยังคงกดดันคนไทยอย่างหนัก การใช้เงินแบบ "คิดทีหลัง" กำลังกลายเป็นความเสี่ยงที่หลายคนไม่อยากเผชิญอีกต่อไป เทรนด์การเงินอย่าง Loud Budgeting จึงเข้ามามีบทบาทสำคัญ เพราะเปลี่ยนจากแนวคิดเดิมที่ต้องคอยบังคับตัวเองว่า "ต้องประหยัดให้ได้เท่าไหร่" มาเป็นการตั้งคำถามที่ใช้งานได้จริงกว่า "เดือนนี้ เราจะยอมใช้เงินกับเรื่องนี้เท่าไหร่ดี?"
การกำหนดงบก่อนใช้ ทำให้การใช้เงินกลายเป็นเรื่องที่ พูดได้อย่างตรงไปตรงมา ไม่ต้องฝืนใจเออออตามสังคม และไม่ต้องรู้สึกผิดเวลาใช้เงินกับสิ่งที่เราตั้งใจเลือกจริงๆ เพราะขอบเขตที่ชัดช่วยให้เราแยกแยะได้ว่าอะไรคือสิ่งจำเป็น อะไรคือสิ่งที่พอเก็บไว้ก่อนได้ พฤติกรรมนี้กำลังสะท้อนความจริงของผู้บริโภคไทยยุคใหม่ จากข้อมูลการสำรวจหลายสำนักพบว่า คนไทยจำนวนมากกำลัง "เลือกใช้ มากกว่าใช้ตามกระแส" ผู้บริโภคกว่า 64% กังวลเรื่องเงินเฟ้อ และ 60% กังวลค่าใช้จ่ายในครัวเรือน ทำให้หลายคนเริ่มตั้ง "เพดานการใช้เงิน" ของตัวเองอย่างจริงจัง ในขณะที่ข้อมูลจาก PwC Thailand (Voice of Consumer Survey) ชี้ว่าผู้บริโภคกว่า 40% หรือ 4 ใน 10 คนไทย พร้อมสลับไปใช้แบรนด์ที่คุ้มค่ากว่า ไม่ใช่ชื่อแบรนด์หวือหวาเหมือนในอดีต สะท้อนว่าพฤติกรรมทางการเงินของคนไทยกำลังเปลี่ยน ไม่อวด ไม่ฝืน และไม่อยากเสี่ยงพังเพราะการใช้เงินเกินตัว
เคทีซีแนะนำเริ่มตั้งขอบเขตการใช้จ่ายจากหมวดที่ใช้บ่อยที่สุด
- การเริ่มต้น Loud Budgeting ไม่จำเป็นต้องแก้ทั้งชีวิตในคราวเดียว เคทีซีแนะนำให้เริ่มจากหมวดใกล้ตัวที่เราใช้บ่อยที่สุด อย่างเช่น ค่าเครื่องดื่ม ค่าเข้าสังคม ยอดใช้บัตรเครดิต ค่าเดินทางหรือค่าอาหาร ให้เลือกมาเพียงหนึ่งหมวด แล้วกำหนดงบง่ายๆ ว่า "เดือนนี้ ฉันจะใช้กับหมวดนี้ได้เท่าไหร่แบบที่ยังสบายใจ? ตัวอย่างที่ทำได้จริงและไม่กดดันเกินไป จำกัดงบกาแฟ-ของว่าเดือนละ 1,500 บาท เฉลี่ยวันละประมาณ 50 บาท ซื้อบางวันสลับกับชงเองบางวัน และอาจใช้ไลฟ์แฮ็ก (life hack) ง่ายๆ เช่น นำแก้วส่วนตัวไปซื้อเพื่อรับส่วนลด ผู้บริโภคจำนวนมากเริ่มมองหาโปรโมชั่นก่อนซื้อ ทำให้การคุมงบแบบนี้ทำได้จริง ซึ่งพฤติกรรมนี้สอดคล้องกับอินไซต์จาก PwC ที่พบว่าผู้บริโภค "ให้ความสำคัญกับสิ่งที่คุ้มค่า" มากกว่าการใช้ตามความเคยชิน
- ตั้งเพดานงบปาร์ตี้ 3,000 บาทต่อเดือน เลือกงานที่สำคัญจริง ๆ ไม่จำเป็นต้องปฏิเสธทุกงาน แต่มีขอบเขตก่อนใช้เพื่อไม่ให้ลึกเกินตัว โดยเฉพาะในยุคที่หลายคนยังอยากใช้เงินกับกับประสบการณ์ เช่น การกิน เที่ยว คอนเสิร์ต แต่ก็ต้องการควบคุมค่าใช้จ่ายไม่ให้น่าเป็นห่วงในระยะยาว
- ใช้บัตรเครดิตตามกรอบที่ตั้งไว้ไม่เกินเดือนละ 3,000 บาท พร้อมใช้สิทธิประโยชน์ให้คุ้ม เพื่อให้ค่าใช้จ่ายที่จำเป็น "สร้างมูลค่าเพิ่ม" ให้ตัวเองได้ในทุกเดือน อย่างโปรฯ กินคุ้มแบบ มา 2 จ่าย 1 หรือใช้คะแนนแทนส่วนลดในช่วงเวลาที่มีสิทธิพิเศษเพิ่มเติม เช่น แลกรับเครดิตเงินคืน 13% ทุกวันศุกร์ เสาร์ อาทิตย์ จากปกติ 10% หรือเทคนิคของบางคนอาจจะสะสมคะแนนไว้ช่วงปลายปี เพราะบัตรเครดิตมักมีแคมเปญจูงใจ อย่างล่าสุดบัตรเครดิตเคทีซีเพิ่งคิกออฟแคมเปญใหญ่ปลายปี "พลังพอยท์ FOREVER แลกไม่หยุด คุ้มสุดทุกดีล" ที่เปิดให้สมาชิกบัตรฯ สามารถใช้คะแนนแลกรับส่วนลดได้มากถึง 20%
Social Spending แบบไม่รู้สึกผิด ใช้เท่าที่ไหว ไม่เกินงบที่ตั้งไว้
การใช้เงินกับเพื่อนหรือครอบครัว ไม่ใช่เรื่องผิด แต่ต้องไม่ทำให้ตัวเองเครียดในภายหลัง Loud Budgeting จึงช่วยให้เราพูดตรงๆ ได้ โดยไม่ต้องอ้อมค้อมหรือรู้สึกเกรงใจเกินไป เช่น
- รอบนี้ไปได้ แต่ขอแบบเบาๆ ไม่เกินงบที่ตั้งไว้
- เลือกร้าน/เมนูที่อยู่ในงบเราได้ไหม
- เดือนนี้งบปาร์ตี้หมดแล้ว ไว้ครั้งหน้านะ
เมื่อขอบเขตการใช้จ่ายชัดเจน ความรู้สึกผิดก็ลดลง และความสัมพันธ์กับคนรอบตัวก็ไม่ต้องแลกกับความเครียดทางการเงินอีกต่อไป เพราะการจัดการเงินที่ดี ไม่ใช่การห้ามตัวเองให้งดทุกอย่าง แต่คือการรู้ว่าเราควรหยุดตรงไหนและกล้าพูดอย่างตรงไปตรงมา เพราะการกำหนดขอบเขตการใช้ในทุกหมวดใช้จ่าย ไม่ได้ทำให้ชีวิตแคบลง แต่ทำให้เราใช้เงินอย่างสบายใจขึ้นในระยะยาว