ในยุคที่โลกกำลังหันมาให้ความสำคัญกับการพัฒนาเศรษฐกิจฐานรากอย่างยั่งยืน กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัย และนวัตกรรม (อว.) โดย สำนักงานสภานโยบายการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรมแห่งชาติ (สอวช.) เดินหน้าสร้างต้นแบบความสำเร็จของโครงการ "Ecotive หรือ การจัดตั้งตัวกลางสำหรับธุรกิจระดับท้องถิ่น (Local Business Development Service (Local BDS))" ซึ่งเป็นโมเดลพัฒนาผู้ประกอบการท้องถิ่นที่เปลี่ยนโจทย์ "แก้จน" ให้กลายเป็น "สร้างรายได้ สร้างธุรกิจ สร้างนวัตกรรม"
จุดเริ่มต้นของโครงการ Ecotive เกิดจากการศึกษาของ สอวช. ที่พบว่าคนจนระดับอ่อนไหว หรือผู้มีรายได้ต่ำกว่าเส้นความยากจนจำนวนมากนั้น มีต้นทุนอยู่แล้ว ทั้งต้นทุนทางภูมิปัญญา ทรัพยากรธรรมชาติ และต้นทุนสังคม แต่ยังขาดต้นทุนความรู้และทุนทางการเงินในการต่อยอดสร้างรายได้ เช่น การทำให้สินค้ากลายเป็นผลิตภัณฑ์ที่มีเอกลักษณ์และเข้าถึงตลาดที่มีกำลังซื้อสูง สอวช. จึงนำแนวคิดการพัฒนาผู้ประกอบการนวัตกรรม (Lean Startup) ตามแนวทางของ MIT Regional Entrepreneurship Acceleration Program : MIT REAP มาประยุกต์ใช้ในพื้นที่จังหวัดปัตตานี ซึ่งเป็นจังหวัดที่มีศักยภาพสูงแต่ยังเผชิญข้อจำกัดด้านเศรษฐกิจและความไม่สงบ โดยทำงานร่วมกับเครือข่าย 5 ภาคส่วน ได้แก่ ผู้ประกอบการ ภาคการศึกษา ภาครัฐ สถาบันการเงิน และภาคธุรกิจ เพื่อสร้างระบบนิเวศ (Ecosystem) ที่เกื้อหนุนกันอย่างแท้จริง โดยมีมหาวิทยาลัยในพื้นที่ได้รับบทบาทสำคัญในฐานะตัวกลางเชื่อมโยงเครือข่ายต่าง ๆ
ภายใต้โครงการ Ecotive ที่ดำเนินงานต่อเนื่องกว่า 2 ปี มีผู้เข้าร่วมอบรมกว่า 50 ราย ครอบคลุมพื้นที่ 8 ตำบลในจังหวัดปัตตานี ได้แก่ ต.บานา ต.บาราโหม ต.สะดาวา ต.แหลมโพธิ์ ต.พ่อมิ่ง ต.ปิยามุมัง ต.ตะบิ้ง และ ต.ตะลุบัน สามารถสร้างธุรกิจใหม่ได้ไม่น้อยกว่า 19 ธุรกิจท้องถิ่น อาทิ กลุ่มนวดแผนมลายูชื่อ "สปากำปง" ที่เริ่มจากการรับนวดตามบ้าน ปรับตัวเป็นสถานประกอบการนวดและสปาสมุนไพร มีรายได้เพิ่มขึ้นเท่าตัว และมีจ้างงานเพิ่มอีก กลุ่ม "อัลอัยตามเบเกอรี่" ที่เริ่มต้นจากการทำขนมทานเองภายในโรงเรียนบ้านเด็กกำพร้า จนเห็นช่องทางการสร้างอาชีพให้น้อง ๆ หลังจากผ่านการบ่มเพาะกับ Ecotive มา 3 ปี ปัจจุบันกลุ่มนี้สามารถระดมทุนต่อยอดสร้างพื้นที่สำหรับทำขนมจำหน่าย และมีสินค้าที่หลายหลายมากขึ้น จนสามารถยืนได้ด้วยตนเอง โดยสามารถออกจากโปรแกรมบ่มเพาะไปทำธุรกิจจริงได้ด้วยตัวเองแล้ว
นอกจากนี้ จากข้อมูลยังพบว่า ผู้ประกอบการชุมชนมีรายได้เพิ่มขึ้นเฉลี่ย 280,000 บาทต่อปีต่อราย และเกิดการจ้างงานเพิ่มขึ้นเฉลี่ย 6 รายต่อผู้ประกอบการ สร้างรายได้ให้แรงงานในพื้นที่เฉลี่ย 6,000 บาทต่อเดือนต่อคน อีกทั้งยังมีผู้ประกอบการที่สามารถจดทะเบียนเป็นวิสาหกิจชุมชนได้สำเร็จถึง 3 ราย
นอกจากรายได้ที่เพิ่มขึ้น Ecotive ยังสร้าง "ทุนทางสังคมและจิตใจ" ให้เกิดขึ้นในชุมชน ผู้เข้าร่วมโครงการมีความกล้าแสดงออกมากขึ้น เกิดแรงบันดาลใจทางธุรกิจ และเชื่อมโยงกันเป็นเครือข่ายที่ช่วยเหลือเกื้อกูลโดยไม่แบ่งศาสนา
ความสำเร็จของ Ecotive มาจากกระบวนการเรียนรู้ที่หลอมรวมศาสตร์ต่าง ๆ โดยเฉพาะ Design Thinking และ OSCAR Model ที่เน้นให้ผู้เข้าร่วมค้นหาศักยภาพของตนเองและชุมชน คิดเชิงสร้างสรรค์เพื่อแก้ปัญหาอย่างเป็นระบบ พร้อมกับพัฒนา "ผู้นำการเปลี่ยนแปลง (Change Agents)" ที่ทำงานอยู่ในพื้นที่จริง เช่น ผู้นำท้องถิ่น นักพัฒนาสังคม หรือนักกิจกรรม ซึ่งกลายเป็นแกนกลางในการขยายผลสู่ตำบลอื่น ๆ
Ecotive ยังใช้แนวคิด Local Business Development Service (Local BDS) เป็นกลไกเชื่อมโยงหน่วยงานภาครัฐ เอกชน มหาวิทยาลัย และผู้ประกอบการให้ทำงานร่วมกันได้อย่างเป็นระบบ สอดคล้องกับการพัฒนาเศรษฐกิจท้องถิ่นอย่างยั่งยืน
Ecotive ยังมีแผนจัดตั้ง "Ecotive 9+" ซึ่งจะดำเนินงานในรูปแบบ วิสาหกิจเพื่อสังคม (SE) ร่วมกับเครือข่าย "ตลาดพระยา สายบุรี" รวมถึงวางแนวทางการตั้ง Ecotive Community Fund เพื่อเป็นกองทุนช่วยเหลือผู้ประกอบการรายย่อยและผู้ได้รับผลกระทบจากภัยพิบัติ โดยใช้กำไรส่วนหนึ่งจากกิจการ Ecotive 9+ และเงินบริจาค เช่น "ซากาต" ของชุมชนมุสลิมในพื้นที่ ถือเป็นโมเดลที่เชื่อมโยงเศรษฐกิจ วัฒนธรรม และสังคมเข้าด้วยกันอย่างลงตัว
อย่างไรก็ตาม จากการดำเนินการของ Ecotive ได้จุดประกายแนวทางใหม่ให้กับมหาวิทยาลัยในพื้นที่ ที่นอกจากจะมีบทบาทสำคัญในการเป็นตัวกลางเชื่อมโยงเครือข่ายต่าง ๆ แล้ว ยังทำหน้าที่เป็นศูนย์กลางองค์ความรู้ เทคโนโลยี และนวัตกรรม ซึ่งสามารถถ่ายทอดให้ผู้ประกอบการนำไปใช้ต่อยอดได้โดยตรง ซึ่งแนวทางนี้สามารถพัฒนาเป็น "การให้บริการวิชาการในรูปแบบธุรกิจเพื่อสังคม" ได้ โดย สอวช. มองว่าการส่งเสริมให้มหาวิทยาลัยให้บริการวิชาการในรูปแบบดังกล่าว จะช่วยขยายผลจากความสำเร็จของ Ecotive ไปสู่ระดับประเทศได้อย่างเป็นรูปธรรม และแนวทางนี้ยังช่วยให้มหาวิทยาลัยมีความคล่องตัวมากขึ้น ลดข้อจำกัดด้านงบประมาณและระบบราชการ สามารถลงทุนหรือร่วมทุนกับภาคเอกชนและชุมชนได้อย่างโปร่งใส และสร้างรายได้หมุนเวียนกลับมาใช้พัฒนาองค์กรได้อีกทางหนึ่งด้วย นอกจากนี้ ยังเปิดโอกาสให้นักศึกษาได้เรียนรู้จากสถานการณ์จริง (Experiential Learning) สร้างทักษะทางสังคมและธุรกิจไปพร้อมกัน ขณะเดียวกันยังยกระดับภาพลักษณ์ของมหาวิทยาลัยจาก "สถาบันการศึกษา" สู่ "ผู้สร้างการเปลี่ยนแปลงทางสังคม" ที่มีบทบาทในระดับนานาชาติ โดยเฉพาะในประเด็น Social Innovation และ SDGs (Sustainable Development Goals)
จากจุดเริ่มต้นเล็ก ๆ ในชุมชนสู่การต่อยอดเชิงระบบระดับประเทศ "Ecotive" ได้พิสูจน์แล้วว่า การใช้ความรู้ วิทยาศาสตร์ งานวิจัย และนวัตกรรมอย่างเข้าใจบริบทท้องถิ่น สามารถเปลี่ยนชีวิตคน และยกระดับชุมชนได้จริง และยังสร้างแนวทางใหม่ให้กับมหาวิทยาลัยไทยในการทำหน้าที่เพื่อสังคมอย่างยั่งยืนอีกด้วย
สอวช. เชื่อว่าการพัฒนาเศรษฐกิจฐานรากจะยั่งยืนได้ ก็ต่อเมื่อมีองค์ความรู้ที่ลงมือทำได้จริง และมหาวิทยาลัยคือหัวใจสำคัญในการสร้างระบบนิเวศแห่งนวัตกรรมเพื่อสังคมไทยในอนาคต