กทม. เตรียมพร้อมมาตรการเฝ้าระวัง-ดูแลผู้ป่วยโรคคางทูม แนะกลุ่มเสี่ยงเข้ารับวัคซีนตามกำหนด

นายเกรียงไกร ตั้งจิตรมณีศักดา ผู้อำนวยการสำนักการแพทย์ (สนพ.) กทม. กล่าวถึงสถานการณ์และแนวโน้มการแพร่ระบาดของโรคคางทูมในพื้นที่กรุงเทพฯ ในปี 2568 - ปัจจุบัน รวมถึงการเตรียมความพร้อมในด้านต่าง ๆ ของสถานพยาบาลในสังกัด กทม. เพื่อรองรับการดูแลรักษาผู้ป่วยโรคคางทูมในพื้นที่กรุงเทพฯ ว่า สนพ. ได้ติดตามเฝ้าระวังโรคในปี 2568 จนถึงต้นปี 2569 พบสถานการณ์โรคคางทูมในกรุงเทพฯ มีแนวโน้มเพิ่มสูงขึ้น โดยเฉพาะในกลุ่มวัยรุ่น (15-19 ปี) และวัยผู้ใหญ่ตอนต้น ซึ่งเป็นกลุ่มที่อาจได้รับวัคซีนไม่ครบถ้วนในอดีต หรือภูมิคุ้มกันเริ่มลดลง โดยได้ประสานสำนักอนามัย (สนอ.) และกรมควบคุมโรค กระทรวงสาธารณสุข (สธ.) อย่างใกล้ชิด เพื่อแลกเปลี่ยนข้อมูลทางระบาดวิทยาแบบ Real-time พร้อมทั้งเตรียมความพร้อมโรงพยาบาลในสังกัดด้านเวชภัณฑ์ ช่องทางคัดกรองเฉพาะโรค เพื่อป้องกันการแพร่เชื้อในโรงพยาบาล เร่งให้บริการวัคซีนรวมหัด - คางทูม - หัดเยอรมัน (MMR) สำหรับเด็กเล็กให้ฉีด 2 เข็ม (9 เดือน และ 1 ปี 6 เดือน) กลุ่มตกหล่น ส่วนผู้ที่ยังได้รับวัคซีนไม่ครบตามเกณฑ์สามารถเข้ารับบริการได้ตามสิทธิการรักษา ขณะเดียวกันได้เน้นย้ำแนวทางการให้บริการแก่บุคลากรทางการแพทย์ เพื่อเตรียมความพร้อมและสร้างความเชื่อมั่นมาตรฐานการให้บริการอย่างปลอดภัย รวมถึงแจ้งศูนย์เด็กเล็กน่าอยู่คู่นมแม่ในการดูแลของ กทม. ให้ติดตามเด็กที่ยังไม่ได้รับวัคซีน หรือรับวัคซีนล่าช้า มารับวัคซีนอย่างเร่งด่วน เพื่อยกระดับความครอบคลุมการได้รับวัคซีนให้สูงเพียงพอต่อการป้องกันโรค ตลอดจนเร่งประชาสัมพันธ์ผ่านสื่อต่าง ๆ ภายในสถานพยาบาลในสังกัด และแจ้งผู้ปกครองให้นำบุตรหลานเข้ารับวัคซีนได้ตามที่กำหนด

Monday 12 January 2026 14:19
กทม. เตรียมพร้อมมาตรการเฝ้าระวัง-ดูแลผู้ป่วยโรคคางทูม แนะกลุ่มเสี่ยงเข้ารับวัคซีนตามกำหนด

สำหรับวัคซีนป้องกันโรคหัด-คางทูม-หัดเยอรมัน (MMR) เป็นวัคซีนรวมป้องกันโรคหัด คางทูม และหัดเยอรมัน เพื่อป้องกันไม่ให้เป็นโรค และไม่ให้เกิดการระบาดของโรคขึ้นในประเทศไทย จากการศึกษาในประเทศไทยพบว่า เด็กอายุ 7 เดือน ไม่พบภูมิต้านทานโรคหัดที่ได้รับจากมารดาสู่ทารกแล้ว เมื่ออายุ 9 เดือน เด็กจึงไม่มีภูมิดังกล่าวที่จะรบกวนการสร้างภูมิต้านทานของโรคหัดในทารกเมื่อฉีดวัคซีน ดังนั้น การให้วัคซีนหัด หัดเยอรมัน และคางทูม เข็มแรกที่อายุ 9 เดือน จึงเหมาะสมที่สุด หลังการให้วัคซีน 2 เข็มในเด็กจะมีประสิทธิภาพในการป้องกันโรคหัดจนถึงในเด็กวัยเรียนและผู้ใหญ่ สำหรับภูมิคุ้มกันต่อโรคคางทูม หลังได้รับเข็มที่ 2 จะมีประสิทธิภาพป้องกันโรคได้ร้อยละ 66-95 และสำหรับโรคหัดเยอรมัน หลังได้รับวัคซีนเพียง 1 เข็ม จะมีภูมิคุ้มกันป้องกันโรคได้ตลอดชีวิต ทั้งนี้ แนะนำให้ผู้ปกครองสังเกตอาการ หากมีไข้ต่ำ ปวดศีรษะ ปวดเมื่อยตัว ตามด้วยอาการบวมตึงบริเวณหน้าหู หรือขากรรไกร ต้องหยุดเรียนและแยกตัวอย่างน้อย 5 วัน หลังจากเริ่มมีอาการบวม เพื่อลดการแพร่กระจายเชื้อ และพบแพทย์เพื่อตรวจวินิจฉัยรักษาต่อไป

ทั้งนี้ วัคซีน MMR ฉีด 1 เข็ม จะช่วยป้องกันได้ถึง 3 โรค ได้แก่ วัคซีนป้องกันโรคหัด (Measles) คางทูม (Mumps) และหัดเยอรมัน (Rubella) สำหรับเด็กแนะนำให้ฉีด 2 เข็ม โดยเข็มแรกฉีดเมื่ออายุ 12-15 เดือน และเข็มที่ 2 เมื่ออายุ 4-6 ปี (ตำราวัคซีนประเทศไทย 2562 แนะนำเมื่ออายุ 2 ปีครึ่ง) และหากมีการระบาดของโรคคางทูม หัด และหัดเยอรมัน สามารถให้เข็มแรกได้ตั้งแต่อายุ 6 เดือน และให้ซ้ำเมื่ออายุ 12 เดือน และ 2 ปีครึ่งตามปกติ ส่วนผู้ใหญ่ หากไม่เคย หรือไม่ทราบประวัติมาก่อน แนะนำให้ฉีด 2 เข็ม ห่างกันอย่างน้อย 28 วัน สำหรับผู้ที่วางแผนจะตั้งครรภ์และยังไม่เคยมีประวัติการได้รับวัคซีนแนะนำให้ฉีดวัคซีน 1 เข็มและควรฉีดก่อนตั้งครรภ์อย่างน้อย 1 เดือน และหากมีการระบาดของโรคคางทูม หัด และหัดเยอรมัน แนะนำให้ฉีด 2 เข็ม ห่างกันอย่างน้อย 28 วัน อาการข้างเคียงของวัคซีน MMR พบได้บ่อย เช่น ไข้ มักเกิดอาการภายใน 6-12 วันหลังได้รับวัคซีน ผื่นคัน อาการแพ้ หรือข้ออักเสบ เป็นต้น อย่างไรก็ตาม มีบางกลุ่มไม่ควรฉีดวัคซีน MMR ได้แก่ ผู้ที่เคยมีประวัติแพ้วัคซีนป้องกันโรคหัด หัดเยอรมัน และคางคูม ผู้หญิงตั้งครรภ์ ผู้ที่มีภูมิคุ้มกันบกพร่อง เช่น ผู้ที่ได้รับยากดภูมิคุ้มกันภายในระยะเวลา 1 เดือน ผู้ที่เป็นโรคมะเร็งที่มีผลต่อไขกระดูก ผู้ป่วยโรคเอดส์ที่มีระดับ CD4+ น้อยกว่า 200 cells/microL. หรือน้อยกว่าร้อยละ 15 เป็นต้น ผู้ที่ได้รับการถ่ายเลือด หรือได้รับผลิตภัณฑ์จากเลือด (antibody-containing blood product) ภายในระยะเวลา 3-11 เดือน เนื่องจากอาจมีผลต่อการสร้างภูมิคุ้มกันของโรคหัด หัดเยอรมัน และคางคูม ผู้ที่เจ็บป่วยรุนแรง และผู้ที่มีประวัติแพ้ยา Neomycin แบบ Anaphylaxis

ขณะเดียวกัน สนพ. ได้เน้นย้ำแนวทางการให้บริการแก่บุคลากรทางการแพทย์ เพื่อเตรียมพร้อมและสร้างความเชื่อมั่นมาตรฐานการให้บริการอย่างปลอดภัย มุ่งเน้นสร้างพฤติกรรมสุขภาพเพื่อป้องกันโรคติดต่อ รณรงค์สร้างหลักสุขอนามัยเคร่งครัด ล้างมือบ่อย ๆ ด้วยน้ำและสบู่ หรือเจลแอลกอฮอล์ สวมหน้ากากอนามัย เมื่อต้องอยู่ในที่สาธารณะ หรือมีอาการไอ/จาม ไม่ใช้ของร่วมกัน เน้นย้ำเรื่องการไม่ใช้แก้วน้ำ ช้อน หลอด หรือผ้าเช็ดหน้าร่วมกับผู้อื่น พร้อมรณรงค์ให้ประชาชนเข้ารับบริการฉีดวัคซีนป้องกันโรค สร้างเสริมสุขภาพที่ BKK WELLNESS CLINIC ในโรงพยาบาลทั้ง 12 แห่งในสังกัด กทม. ตรวจสุขภาพฟรี มีบริการเสริมสร้างภูมิคุ้มกันโรคด้วยวัคซีนตามความเสี่ยง ทั้งนี้ ประชาชนสามารถติดตามข้อมูลความรู้ด้านสุขภาพผ่านเว็บไซต์ สนพ. และเพจเฟสบุ๊ก สำนักการแพทย์ กรุงเทพมหานคร หรือปรึกษาเรื่องสุขภาพได้ที่สายด่วนสุขภาพ สนพ. โทร. 1646 ให้บริการตลอด 24 ชั่วโมง