นายนฤตม์ เทอดสถีรศักดิ์ เลขาธิการคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (บีโอไอ) เปิดเผยว่า เมื่อวันที่ 19 มกราคม 2569 ณ เมืองดาวอส สมาพันธรัฐสวิส นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ได้เริ่มภารกิจวันแรกในการเข้าร่วมการประชุม World Economic Forum Annual Meeting 2026 โดยนำคณะทีมไทยแลนด์และผู้บริหารภาคเอกชนไทย เข้าพบหารือกับธนาคารโลกและผู้บริหารบริษัทเทคฯ ชั้นนำระดับโลก เพื่อชูบทบาทประเทศไทยในเวทีโลก ขยายความร่วมมือด้านเศรษฐกิจและการลงทุน ตอกย้ำความพร้อมของประเทศไทยในการเป็นฐานการลงทุนสำคัญของภูมิภาค และรองรับอุตสาหกรรมแห่งอนาคต
พบประธานธนาคารโลก-เอกชนไทยร่วมวง แสดงศักยภาพไทยบนเวทีเศรษฐกิจระหว่างประเทศ
รองนายกรัฐมนตรีฯ ได้นำคณะภาครัฐและเอกชนไทย พบหารือกับ Mr. Ajay Banga ประธานธนาคารโลก (World Bank) เพื่อแลกเปลี่ยนมุมมองต่อสถานการณ์เศรษฐกิจโลกและแนวทางความร่วมมือเพื่อสนับสนุนการพัฒนาเศรษฐกิจไทย การสร้างสังคมคาร์บอนต่ำ และการสร้างงานที่มีคุณค่าในประเทศ รวมถึงการเตรียมความพร้อมของประเทศไทยในการเป็นเจ้าภาพจัดการประชุมประจำปีของไอเอ็มเอฟและธนาคารโลกในเดือนตุลาคม 2569 นอกจากนี้ ยังได้พบหารือกับ Mr. Mirek Dusek กรรมการผู้จัดการ World Economic Forum (WEF) และ Mr. John Dutton หัวหน้าโครงการ Uplink ของ WEF เพื่อแลกเปลี่ยนแนวทางการเชื่อมโยงเครือข่ายนวัตกรรมโดยเฉพาะกลุ่มสตาร์ตอัป และการสนับสนุนผู้ประกอบการรุ่นใหม่เข้าสู่โอกาสการลงทุนในระดับโลก รวมถึงแนวทางความร่วมมือด้านความยั่งยืนและ ESG ซึ่งเป็นประเด็นที่ภาคเอกชนทั่วโลกให้ความสำคัญมากขึ้น
หารือยักษ์เทคโลก เร่งความร่วมมือดิจิทัล-คลาวด์-AI และพัฒนาคนไทย
นอกจากนี้ รองนายกรัฐมนตรีฯ ได้พบหารือกับผู้บริหารบริษัทเทคโนโลยีชั้นนำระดับโลก เพื่อเร่งรัดการลงทุนและเร่งสร้างความร่วมมือด้านการพัฒนาเศรษฐกิจดิจิทัลและเทคโนโลยี AI รวมทั้งการยกระดับทักษะด้านดิจิทัลให้กับผู้ประกอบการและบุคลากรไทย ได้แก่
- Amazon Web Services (AWS) ผู้ให้บริการคลาวด์ระดับโลกที่ได้ประกาศแผนลงทุนระยะยาวในไทยกว่า 1.5 แสนล้านบาท ตลอดระยะเวลา 15 ปี และได้รับการส่งเสริมการลงทุนกิจการดาต้าเซ็นเตอร์ มีเม็ดเงินลงทุนในเฟสแรกกว่า 24,800 ล้านบาท ปัจจุบันมีดาต้าเซ็นเตอร์ 3 แห่งในไทยเปิดให้บริการแล้ว ทั้งนี้ ได้หารือถึงการเข้าร่วมโครงการ Cloud First ของรัฐบาลไทย และฝ่ายไทยได้ขอให้บริษัทเพิ่มความร่วมมือกับสถาบันการศึกษาไทย เพื่อผลิตวิศวกรเฉพาะทางด้านดาต้าเซ็นเตอร์ (Data Center Engineering) มากขึ้น
- Microsoft ผู้นำเทคโนโลยีด้านคลาวด์และ AI ที่ประกาศแผนลงทุนกิจการดาต้าเซ็นเตอร์และบริการคลาวด์ในไทยตั้งแต่ปี 2567 โดยปัจจุบันได้เริ่มมีการลงทุนร่วมกับบริษัทไทยหลายบริษัท อีกทั้งมีความร่วมมือกับหน่วยงานรัฐหลายแห่ง รวมถึงกระทรวงดิจิทัลฯ ในการพัฒนาทักษะด้านดิจิทัลและ AI ให้กับบุคลากรและนักศึกษาไทย ตลอดจนสนับสนุนการนำคลาวด์ไปใช้ในระบบงานภาครัฐเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพ
- TikTok แพลตฟอร์มดิจิทัลระดับโลกที่มีแผนการลงทุนระยะยาวในไทย รวมกว่า 2.7 แสนล้านบาท โดยมีการลงทุนเฟสแรกแล้วกว่า 30,000 ล้านบาท นอกจากนี้ ยังได้ทำงานร่วมกับหน่วยงานภาครัฐหลายแห่ง ทั้งด้านการให้ความรู้เรื่องภัยออนไลน์ และการยกระดับศักยภาพผู้ประกอบการ SMEs ไทย ในการใช้แพลตฟอร์มเพื่อพัฒนาธุรกิจและเพิ่มยอดขายออนไลน์ โดยได้หารือโอกาสการต่อยอดไปสู่การเป็นฐานกิจกรรมอื่น เช่น Regional Content Hub ของภูมิภาค
- HCL Technologies เป็นบริษัทให้บริการด้านไอทีและซอฟต์แวร์สัญชาติอินเดียที่มีการเติบโตสูงที่สุดในโลก มีความเชี่ยวชาญด้านการช่วยองค์กรทำ Digital Transformation โดยได้หารือถึงแนวโน้มเทคโนโลยีและทิศทางการลงทุนด้านดิจิทัล ตลอดจนโอกาสการเพิ่มความร่วมมือในการยกระดับระบบนิเวศดิจิทัลของไทย โดยเฉพาะการใช้เทคโนโลยีคลาวด์และ AI เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในภาครัฐ ภาคการเกษตร และอุตสาหกรรมการผลิต รวมทั้งการพัฒนาทักษะบุคลากรไทยให้สอดคล้องกับความต้องการของอุตสาหกรรมยุคใหม่
การมาร่วมงาน WEF ที่ดาวอสครั้งนี้ ถือเป็นการเชื่อมต่อเครือข่ายและสร้างแนวทางการทำงานเชิงรุกร่วมกับผู้กำหนดทิศทางเศรษฐกิจโลก เพื่อยกระดับให้เป็นโครงการความร่วมมือที่เป็นรูปธรรม รวมทั้งโครงการลงทุนที่เกิดขึ้นได้จริง ซึ่งเป็นการตอกย้ำว่าประเทศไทยเหมาะสมเป็นฐานธุรกิจที่มั่นคงในระยะยาว และสามารถเป็นจุดเชื่อมที่มีประสิทธิภาพกับตลาดในเอเชียที่มีศักยภาพสูง