"ท๊อป จิรายุส" ถอดรหัส 5 กระแสโลกจาก WEF 2026 ชี้ทิศทางอนาคตที่ไทยต้องรู้

สรุปประเด็นสำคัญจากเวทีการประชุม World Economic Forum 2026 ภายใต้แนวคิด "A Spirit of Dialogue" โดย คุณจิรายุส ทรัพย์ศรีโสภา ผู้ก่อตั้งและประธานเจ้าหน้าที่บริหารกลุ่ม บริษัท บิทคับ แคปปิตอล กรุ๊ป โฮลดิ้งส์ จำกัด ตัวแทนนักธุรกิจชาวไทยที่ได้มีโอกาสเข้าร่วมการประชุมสภาเศรษฐกิจโลกต่อเนื่องเป็นปีที่ 5 เมื่อวันที่ 19-23 มกราคม 2569 ณ เมืองดาวอส ประเทศสวิตเซอร์แลนด์ โดยเน้นย้ำถึง 5 ประเด็นหลักที่คนไทยทุกคนจำเป็นต้องรู้

Tuesday 27 January 2026 17:42
"ท๊อป จิรายุส" ถอดรหัส 5 กระแสโลกจาก WEF 2026 ชี้ทิศทางอนาคตที่ไทยต้องรู้
  1. โลกกำลังเปลี่ยนเกม จากยุคแห่งกฎเกณฑ์ (Rule-based Era) สู่ยุคแห่งการสะสมอำนาจ (Power Accumulation Era)

หากย้อนกลับไปเมื่อสองสามทศวรรษก่อน โลกดำเนินไปภายใต้ "ยุค Rule-based Era" หรือยุคที่ยึดถือระเบียบโลกเป็นบรรทัดฐาน เน้นความไว้วางใจและการเพิ่มประสิทธิภาพ (Efficiency) ทางการค้าเพื่อให้ได้ผลกำไรสูงสุด ดังนั้น ประเทศที่มีอำนาจคือประเทศที่มีประสิทธิภาพทางการซื้อขายและสามารถทำกำไรได้ดี แต่วันนี้ กฎเกณฑ์เหล่านั้นกำลังถูกเขียนใหม่ เราเข้าสู่ "ยุค Power Accumulation Era" หรือยุคที่อำนาจไม่ได้วัดจากตัวเลข GDP เพียงอย่างเดียว แต่วัดจากความสามารถในการควบคุม 3 ทรัพยากรสำคัญ คือ พลังงาน (Energy), ความมั่นคงทางอาหาร (Food Security) และโครงสร้างพื้นฐานที่สำคัญยิ่งยวด (Critical Infrastructure)

สภาวะดังกล่าวส่งผลให้ทุกประเทศเร่งสร้าง "เกราะป้องกัน" เพื่อลดการพึ่งพาประเทศอื่น ผ่านการลงทุนปรับเปลี่ยนโครงสร้างพื้นฐานใน 2 ด้านสำคัญ ได้แก่

1) งบประมาณด้านการป้องกันประเทศ (Defense Spending) โดยเฉพาะในแถบยุโรปกำลังเพิ่มสูงขึ้นอย่างทวีคูณ เพื่อสร้างอำนาจต่อรองและศักยภาพในการปกป้องตนเองโดยไม่ต้องรอความช่วยเหลือจากมหาอำนาจเพียงอย่างเดียว

2) โครงสร้างพื้นฐานที่สำคัญยิ่งยวด (Critical Infrastructure) โดยเฉพาะ AI Model ที่เริ่มมีบทบาทสำคัญในการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างทางสังคม ทั้งระบบการทำงาน การศึกษา และการสื่อสาร ทำให้ประเทศที่มีทรัพยากรมนุษย์เชี่ยวชาญด้าน AI จะได้เปรียบและดึงดูดเงินลงทุนจากทั่วโลก

  1. วัฒนธรรมการค้าโลกกำลังถูกเขียนใหม่

รูปแบบการค้าระหว่างประเทศกำลังเผชิญกับการปรับโครงสร้างครั้งใหญ่ จากเดิมที่เน้นระบบโลกาภิวัตน์ (Globalization) ที่ใครมีสินค้าถูกและดีคือผู้ชนะ ไปสู่แนวคิดใหม่ 3 ข้อ ได้แก่

1) การเปลี่ยนผ่านจากยุค Globalization สู่ "Regionalization" รูปแบบการซื้อขายระหว่างประเทศกำลังเปลี่ยนผ่านจากระบบเดิมที่เป็น Globalization เน้นประสิทธิภาพทางการแลกเปลี่ยน ไปสู่ระดับภูมิภาค Regionalization ที่เน้นความปลอดภัย เป็นการค้าที่ไม่ได้มองหาแค่ประสิทธิภาพอีกต่อไป แต่มองหาความปลอดภัยและความไว้วางใจระหว่างประเทศต่าง ๆ โดยจะเลือกซื้อขายกับพันธมิตรในภูมิภาคหรือกลุ่มที่มีค่านิยมร่วมกัน เช่น กลุ่มเครือข่ายการค้าระหว่างประเทศอำนาจปานกลางฝั่งยุโรป

2) จากการพึ่งพาสู่ "การกระจายความเสี่ยง" คือ การที่หลายประเทศในโลกเริ่มตระหนักถึงความเสี่ยงจากการพึ่งพามหาอำนาจ จึงเกิดแนวโน้มการกระจายความเสี่ยงด้วยการแสวงหาพันธมิตรและคู่ค้าทางธุรกิจใหม่ ๆ ที่เราอาจไม่เคยเห็นมาก่อน เพื่อสร้างจุดยืนที่มั่นคงด้วยขาของตนเอง ไม่มีใครอยากพึ่งพามหาอำนาจใดประเทศเดียวอีกต่อไป การหาพันธมิตรหลายทิศทางจึงกลายเป็นกลยุทธ์หลัก

3) การส่งเสริมการบริโภคของท้องถิ่น (Local Consumption) ทุกประเทศพยายามผลักดันการผลิตในประเทศให้ได้มากที่สุด เพื่อเปลี่ยนผ่านจากยุคที่เน้น "ประสิทธิภาพของห่วงโซ่อุปทาน" (Efficiency Supply Chain) ไปสู่ยุคที่เน้น "ความยืดหยุ่นของห่วงโซ่อุปทาน" (Resilience Supply Chain) แม้ความยืดหยุ่นที่สูงขึ้นจะทำให้ประสิทธิภาพทางการค้าลดลงก็ตาม

  1. โมเดล "5-Layer Cake" เทคโนโลยีคือโครงสร้างพื้นฐานของประเทศ

ในยุคที่การลงทุนล่วงหน้าสูงที่สุดในประวัติศาสตร์ ทุกประเทศต้องลงทุนใน "5-Layer Cake" เพื่อความอยู่รอด ประกอบด้วยชั้นแรกคือ "พลังงาน" ซึ่งเป็นรากฐานของทุกสิ่ง ชั้นที่สองคือ "ชิปคอมพิวเตอร์" ที่เปรียบเสมือนสมองของโลกดิจิทัล ชั้นที่สามคือ "ระบบคลาวด์" ที่ทำหน้าที่เป็นแกนกลางของข้อมูล ชั้นที่สี่คือ "AI Model" หรือปัญญาประดิษฐ์ที่ขับเคลื่อนอนาคต และชั้นบนสุดคือ "แอปพลิเคชันที่พัฒนาจาก AI Model" ที่เป็นช่องทางสู่ผู้ใช้งานจริง

แต่นี่ไม่ใช่การลงทุนที่ให้ผลตอบแทนทันที กองทุนการเงินระหว่างประเทศหรือ IMF เตือนว่าโลกอาจเผชิญภาวะเติบโตต่ำกว่าเกณฑ์ เพราะเงินทุนมหาศาลถูกดึงไปสร้างอนาคต ความท้าทายที่แท้จริงคือการเปลี่ยนต้นทุนเหล่านี้ให้กลายเป็นกำไรและการจ้างงานที่เป็นรูปธรรม ถือเป็นโจทย์สำคัญของทุกประเทศที่ต้องพยายามสร้างผลกำไรจากการลงทุนเหล่านั้น และหาโอกาสทางการเติบโตผ่านเทคโนโลยี AI ให้ได้

  1. AI ฟองสบู่หรือยุคสมัยใหม่?

ในทุกยุคสมัยจะมีเทคโนโลยีจะเข้ามาเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญ ตั้งแต่การเข้ามาของเว็บไซต์ไปสู่สมาร์ทโฟน ตลอดจนการมาถึงของโซเชียลมีเดีย และตอนนี้คือปัญญาประดิษฐ์ (AI) ที่เข้ามาเปลี่ยนแปลงวิถีชีวิตของมนุษย์ในทุกก้าวเดิน

AI ไม่ได้แค่เปลี่ยนวิธีการทำงาน แต่กำลังเปลี่ยน "ผืนผ้าของสังคม" ทั้งหมด ตั้งแต่วิธีที่เราเรียนรู้ สื่อสาร จนถึงโครงสร้างเศรษฐกิจและการบริหารราชการ โดย AI เปลี่ยนแปลงผืนผ้าของสังคมผ่านการแทรกซึมในชีวิตประจำวัน โครงสร้างทางเศรษฐกิจ และการบริหารงานของภาครัฐ

แต่คำถามสำคัญ คือ การลงทุนใน AI ที่เข้ามามีบทบาทอย่างยิ่งยวดนี้ต้องลงทุนล่วงหน้าด้วยเม็ดเงินมหาศาล หลายประเทศต้องกู้เงินมาลงทุน หาเงินดึงดูดนักลงทุนเข้าประเทศ จึงเป็นการลงทุนที่นักลงทุนหลายคนเตือนว่าตอนนี้เปรียบเสมือน "ฟองสบู่" ที่ยังไม่แน่ชัดว่าจะสร้างกำไรได้จริง การลงทุนหลายล้านล้านดอลลาร์ในโครงสร้างพื้นฐาน AI นี้จะกลายเป็นฟองสบู่ที่แตก หรือจะเป็นจุดเริ่มต้นของการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่กันแน่ สิ่งนี้คือโจทย์สำคัญของทุกประเทศที่ต้องหาคำตอบ

  1. แผนที่อำนาจใหม่ของโลก

ด้วยภูมิรัฐศาสตร์ (Geopolitics) ในปัจจุบัน สถานะของประเทศในโลกยุคใหม่ถูกแบ่งออกเป็น 3 กลุ่มอย่างชัดเจน ได้แก่

1) ประเทศมหาอำนาจ (Great Power) คือ กลุ่มผู้เขียนกฎเกม เป็นกลุ่มประเทศที่มีอำนาจมหาศาล ทั้งในด้านการป้องกันประเทศ มีเทคโนโลยีที่แข็งแกร่ง เป็นศูนย์กลางทางอำนาจ ได้เปรียบทางพลังงาน มีความมั่นคงทางอาหาร และมีเทคโนโลยีเป็นโครงสร้างพื้นฐานของประเทศ เช่น สหรัฐอเมริกา จีน และรัสเซีย ที่ครอบครองทั้งพลังงาน เทคโนโลยี และอำนาจทางทหาร

2) ประเทศอำนาจปานกลาง (Middle Power) คือ กลุ่มผู้สร้างพันธมิตร เป็นกลุ่มประเทศที่มีอำนาจระดับภูมิภาคหรือระหว่างประเทศ เช่น สหภาพยุโรป ที่พยายามรวมตัวกันเป็นพันธมิตรเพื่อสร้างอำนาจต่อรอง ไม่ต้องพึ่งจมูกคนอื่นหายใจ อย่างไรก็ตาม แต่ละประเทศก็ยังมีความต้องการพึ่งพาตนเองเป็นหลักอยู่

3) ประเทศด้อยอำนาจ (Small Power) คือ กลุ่มผู้รับราคา เป็นประเทศที่ยังขาดอิทธิพลในเวทีโลก อยู่กันตามภูมิภาค ไม่มีสิทธิ์มีเสียงมากมาย มักมีสถานะเป็นผู้รับราคา (Price Taker) แทนที่จะเป็นผู้กำหนดราคา (Price Maker) และยังคงขาดเสียงในเวทีโลก

ทางรอดของไทย 4 หัวใจสำคัญ

สุดท้าย ท๊อป จิรายุส ได้เน้นย้ำถึง 4 หัวใจสำคัญที่จะกำหนดอนาคตของประเทศไทยในยุคแห่งการแย่งชิงอำนาจ (Power Accumulation Era) นี้

1) สร้างความน่าเชื่อถือและขยายเครือข่ายพันธมิตร ประเทศไทยต้องเร่งสร้างความน่าเชื่อถือในสายตาชาวโลกและเร่งสร้างพันธมิตรทางการค้าที่หลากหลาย ไม่พึ่งพาประเทศใดประเทศหนึ่งจนเกินไป อย่าผูกตัวเองเข้ากับมหาอำนาจใดประเทศเดียวจนเกินควร

2) สร้างความมั่นคงและความยั่งยืนในทุกมิติ ประเทศไทยต้องสร้างความมั่นคงและความยั่งยืนในทุกมิติ ตั้งแต่พลังงาน อาหาร ไปจนถึงเทคโนโลยี เพื่อให้สามารถยืนหยัดได้ด้วยตัวเอง

3) สร้างความยืดหยุ่นทางเศรษฐกิจ ประเทศไทยต้องสร้างเศรษฐกิจและห่วงโซ่อุปทานที่ยืดหยุ่น โดยเฉพาะการมีโครงสร้างพื้นฐานแบบ 5-Layer Cake เป็นของตนเอง ซึ่งต้องใช้เงินลงทุนอย่างมหาศาลเพื่อยืนหยัดด้วยขาตนเอง

4) ปรับตัวให้เร็ว ประเทศไทยต้องพัฒนาขีดความสามารถในการปรับตัวให้เท่าทันกระแสโลกที่หมุนไปอย่างรวดเร็ว เพราะโลกหมุนเร็ว ใครปรับตัวไม่ทันจะตกขบวน

"หากประเทศไทยสามารถขับเคลื่อนทั้ง 4 ปัจจัยนี้ได้พร้อมกัน เราจะไม่ได้แค่รอดในยุค Power Accumulation Era แต่เราจะเติบโตและเป็นผู้เล่นสำคัญในภูมิภาค เราจะสามารถก้าวข้ามผ่านความท้าทายและประสบความสำเร็จในยุค Power Accumulation Era ที่แต่ละประเทศในโลกขับเคลื่อนไปด้วยการสะสมอำนาจได้" คุณจิรายุส ทรัพย์ศรีโสภา กล่าวทิ้งท้าย

ท่ามกลางโลกที่กำลังเปลี่ยนและการเปลี่ยนแปลงครั้งนี้ไม่ใช่แค่การปรับตัวเล็กน้อย แต่เป็นการปรับโครงสร้างพื้นฐานของระเบียบโลกทั้งหมด คำถามไม่ใช่ว่าเราจะเปลี่ยนหรือไม่ แต่คือเราจะเปลี่ยนได้เร็วพอหรือไม่ และจะเปลี่ยนไปในทิศทางที่ถูกต้องหรือเปล่า

จากเวทีดาวอสในครั้งนี้ ข้อความที่ชัดเจน คือ ยุคของการพึ่งพาและรอคอยได้สิ้นสุดลงแล้ว ยุคใหม่เป็นของผู้ที่กล้าลงทุน กล้าเปลี่ยนแปลง และพร้อมสร้างอำนาจของตัวเอง ประเทศไทยจะเลือกเดินไปข้างหน้าหรือจะยืนดูคนอื่นผ่านไป คำตอบอยู่ที่การตัดสินใจและการลงมือทำของเราในวันนี้