สถานการณ์ที่รัฐบาลสหรัฐฯ ต้องปิดหน่วยงานภาครัฐ (Government Shutdown) กลับมาอยู่ในความสนใจของตลาดการเงินโลกอีกครั้ง หากย้อนกลับไปดูบทเรียนจากการชัตดาวน์ครั้งล่าสุดในปี 2568 ที่ผ่านมา ในยุคสมัยทรัมป์ 2.0 ถือเป็นการปิดหน่วยงานภาครัฐที่ยาวนานที่สุดถึง 43 วัน (1 ต.ค. - 12 พ.ย. 2568) สร้างสถิติสูงสุดในประวัติศาสตร์การเมืองสหรัฐฯ ด้านสำนักงานงบประมาณรัฐสภาแห่งสภาคองเกรส สหรัฐอเมริกา (CBO) ประเมินว่า การปิดหน่วยงานภาครัฐในครั้งนั้นสร้างความเสียหายสูงถึง 1.1 หมื่นล้านดอลลาร์ และทำให้ความล่าช้าในการใช้จ่ายของภาครัฐมีมูลค่าสูงกว่า 5.4 หมื่นล้านดอลลาร์ แม้ผลกระทบต่อ GDP ในเชิงตัวเลขอาจถูกประเมินว่าอยู่ในวงจำกัด และสามารถฟื้นกลับได้บางส่วนหลังหน่วยงานภาครัฐเปิดทำการอีกครั้ง แต่ความเสียหายที่ชัดเจนคือความเชื่อมั่นของภาคธุรกิจและตลาดการเงิน นอกจากนี้ การหยุดปฏิบัติหน้าที่ของหน่วยงานภาครัฐ การเลื่อนประกาศข้อมูลสำคัญทางเศรษฐกิจ และความไม่แน่นอนในเชิงนโยบาย ยังส่งผลให้นักลงทุนต้องป้องกันความเสี่ยง ด้วยการหันไปถือสินทรัพย์ที่มีความปลอดภัยมากขึ้น ซึ่งทองคำเป็นหนึ่งในสินทรัพย์ที่ได้รับอานิสงส์โดยตรง ทั้งนี้ ราคาทองคำในช่วงชัตดาวน์ครั้งก่อนตอบสนองในเชิงบวกจากแรงซื้อเชิงป้องกันความเสี่ยงของนักลงทุน
Government Shutdown ในปีนี้อาจเกิดขึ้นเร็วกว่าที่คิด หากร่างกฎหมายงบประมาณของรัฐบาลไม่สามารถผ่านความเห็นชอบจากวุฒิสภาได้ทันก่อนเส้นตายในคืนวันศุกร์ที่ 30 ม.ค.นี้ โดยสาเหตุหลักมาจากความขัดแย้งทางการเมือง โดยเฉพาะการจัดสรรงบประมาณให้กระทรวงความมั่นคงแห่งมาตุภูมิ สหรัฐอเมริกา (DHS) ซึ่งถูกสมาชิกวุฒิสภาของพรรคเดโมแครตคัดค้านอย่างหนัก จากประเด็นการบังคับใช้กฎหมายตรวจคนเข้าเมือง รวมถึงเหตุการณ์ที่เจ้าหน้าที่ของสำนักงานตรวจคนเข้าเมืองและศุลกากรของสหรัฐอเมริกา (ICE) ยิงพลเมืองอเมริกันเสียชีวิต 2 ราย ระหว่างการปฏิบัติภารกิจกวาดล้างผู้อพยพเข้าเมืองผิดกฎหมายในมินนีแอโพลิส รัฐมินนิโซตา อย่างไรก็ตาม นักวิเคราะห์คาดการณ์ว่า ผลกระทบทางเศรษฐกิจที่เกิดขึ้นในรอบนี้ อาจถูกจำกัดอยู่ในวงแคบและไม่รุนแรงเท่ากับครั้งที่ผ่านมา เนื่องจากร่างกฎหมายงบประมาณฯ 6 จาก 12 ฉบับได้รับการอนุมัติเป็นที่เรียบร้อยแล้ว ดังนั้น ชัตดาวน์รอบนี้จะเป็นการปิดหน่วยงานภาครัฐบางส่วน (Partial Shutdown) เท่านั้น และอาจไม่ส่งผลให้ GDP สหรัฐฯ ลดลงอย่างมีนัยสำคัญ
ดอลลาร์อ่อนค่าลงต่ำสุด ตลาดสูญเสียความเชื่อมั่น
ความสุ่มเสี่ยงของการชัตดาวน์ครั้งนี้จะยิ่งซ้ำเติมความเปราะบางของค่าเงินดอลลาร์ หลังการชัตดาวน์ครั้งที่ผ่านมาส่งผลให้เงินดอลลาร์อ่อนค่าลงถึง 10% ซึ่งล่าสุดประธานาธิบดีทรัมป์ย้ำว่า ค่าเงินดอลลาร์ยังอยู่ในระดับที่น่าพอใจ แต่ตลาดกลับตอบสนองในทางตรงกันข้าม โดยล่าสุดเงินดอลลาร์อ่อนค่าลงแตะระดับต่ำสุดในรอบเกือบ 4 ปี ขณะที่ดัชนีเงินดอลลาร์ (DXY) ยังคงทรงตัวที่ระดับ 96.16 สะท้อนถึงความกังวลต่อความไม่แน่นอนของนโยบายรัฐฯ ทั้งจุดประเด็นให้มีความเสี่ยงทางภูมิรัฐศาสตร์พุ่งขึ้น และสงครามการค้ากำลังกลับมาอีกรอบ ส่วนปัญหาเรื้อรังเดิม ไม่ว่าจะเป็นหนี้สาธารณะที่พุ่งสูง การขาดดุลงบประมาณที่เพิ่มขึ้น และกระแส "Sell America" ที่นักลงทุนแห่ขายสินทรัพย์สหรัฐฯ โดยเฉพาะพันธบัตรและเงินดอลลาร์ เป็นปัจจัยสนับสนุนราคาทองคำอย่างมีนัยสำคัญ
ฮั่วเซ่งเฮง ประเมินว่าหากการชัตดาวน์เกิดขึ้นจริง แนวโน้มผลกระทบต่อราคาทองคำจะเป็นไปในเชิงบวก และทองคำมักได้รับการตอบสนอง "ล่วงหน้า" ก่อนเหตุการณ์จะเกิดขึ้น จากการป้องกันความเสี่ยงของนักลงทุน รวมทั้งอาจมีความผันผวนสูงในช่วงที่มีการรายงานข่าว ทั้งนี้ หากการชัตดาวน์ยืดเยื้อและส่งผลกระทบต่อความเชื่อมั่นของนักลงทุนในวงกว้าง ทองคำมีแนวโน้มจะได้รับแรงหนุนอย่างต่อเนื่อง ในฐานะสินทรัพย์ปลอดภัยควบคู่กับการอ่อนค่าของเงินดอลลาร์
สิ่งสำคัญสำหรับนักลงทุน คือการเตรียมพร้อมเพื่อรับมือกับความผันผวน ไม่ยึดติดกับตัวเลข GDP เพียงอย่างเดียว เพราะผลกระทบที่แท้จริงของการชัตดาวน์มักสะท้อนผ่าน "ความเชื่อมั่น" ของตลาดการเงินมากกว่าความเสียหายเชิงตัวเลขในระยะสั้น ภายใต้ภาพรวมของปี 2569 ที่ยังเต็มไปด้วยความเสี่ยงด้านภูมิรัฐศาสตร์และนโยบายการค้าของสหรัฐฯ
ดังนั้น Government Shutdown จึงไม่ใช่เพียง "ข่าวการเมือง" แต่เป็นตัวเร่งความผันผวนของเศรษฐกิจและตลาดการเงินโลก สร้างผลกระทบทั้งค่าเงิน ความเชื่อมั่น ทิศทางการลงทุนและภาคธุรกิจ โดยเฉพาะทองคำ ซึ่งทำหน้าที่เป็นเครื่องมือบริหารความเสี่ยงได้อย่างโดดเด่นในช่วงที่ความไม่แน่นอนเพิ่มสูงขึ้น
ฮั่วเซ่งเฮง ปรับเพิ่มคาดการณ์ราคาทองคำปีนี้ที่ 6,000 ดอลลาร์
แนะพอร์ตลงทุนควรมีทองคำ 10-15%
ราคาทองคำในตลาดโลกยังคงเดินหน้าปรับตัวสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง หรือเพิ่มขึ้นแล้วเกือบ 30% ล่าสุดพุ่งเฉียด 5,600 ดอลลาร์ต่อทรอยออนซ์ ทำจุดสูงสุดใหม่เป็นประวัติการณ์ (All-Time High) เป็นครั้งที่ 12 ของปีนี้ ส่วนราคาทองคำภายในประเทศสร้างสถิติใหม่เช่นกัน ที่ 81,950 บาทต่อบาททองคำ กระตุ้นกระแส FOMO ในตลาดให้กลับมาอีกครั้ง ในยุคนี้ทองคำจึงเป็นสินทรัพย์ที่นักลงทุนต้องมีอยู่ในพอร์ตประมาณ 10-15% เพื่อเป็นการกระจายความเสี่ยงอย่างมีประสิทธิภาพ
ล่าสุดเช้านี้ (29 ม.ค. 69) แม้ว่าราคาทองคำในตลาดโลกได้ปรับตัวลง แต่ถือว่าเป็นการปรับฐานและเป็นเรื่องที่ดีต่อแนวโน้มขาขึ้นทั้งระยะกลางและระยะยาว หากราคาทองคำยังสามารถรักษาฐานเหนือเส้นค่าเฉลี่ยได้ สำหรับมุมมองของนักวิเคราะห์ เชื่อว่าทิศทางของทองคำยังคงเป็นขาขึ้นต่อและมีโอกาสสร้างจุดสูงสุดใหม่ในระยะถัดไป
ทั้งนี้ ฮั่วเซ่งเฮง ได้ปรับเพิ่มคาดการณ์ราคาทองคำในปี 2569 ขึ้นสู่ระดับ 6,000 ดอลลาร์ต่อทรอยออนซ์ (หรือเทียบเท่าราคาทองคำในประเทศราว 88,000 บาทต่อบาททองคำ) พร้อมทั้งแนะนำให้นักลงทุนใช้กลยุทธ์เชิงรับในการเข้าทยอยสะสมเมื่อราคาอ่อนตัวลงทดสอบแนวรับสำคัญที่ระดับ 5,000 และ 4,500 ดอลลาร์ต่อทรอยออนซ์ (หรือเทียบเท่าราคาทองในประเทศราว 74,000 และ 67,000 บาทต่อบาททองคำ ตามลำดับ)