รศ.ดร.ปณิธาน วัฒนายากร ผู้เชี่ยวชาญด้านความมั่นคงและการต่างประเทศ กล่าวว่า เมียนมาเป็นโจทย์การลงทุนระยะยาวอย่างน้อย 10 ปี นักลงทุนต้องติดตามสถานการณ์และทำความเข้าใจเศรษฐกิจทั้งระบบ ความซับซ้อนของกลุ่มชาติพันธุ์ รวมไปถึงโครงสร้างผลประโยชน์ที่ซ้อนทับกัน และการลงทุนที่ไม่สร้างประโยชน์ให้กับประชาชนฐานรากมีความเสี่ยงสูงที่จะถูกต่อต้าน ในทางตรงกันข้าม การใช้กลไกเชิงองค์กรที่ไม่แสวงหากำไร เช่น มูลนิธิ ควบคู่ไปกับการทำธุรกิจที่ทุกฝ่ายได้ประโยชน์ อาจเป็นแนวทางที่ช่วยลดแรงเสียดทาน และเปิดพื้นที่การลงทุนเพื่อพัฒนาเศรษฐกิจได้ในระยะยาว
รศ.ปณิธาน ประเมินสถานการณ์เมียนมาหลังการเลือกตั้งทั่วไปภายใต้รัฐบาลทหารของพล.อ.มิน ออง หล่าย เมื่อ 25 มกราคม 2569 ว่า มีแนวโน้มสูงที่ฝ่ายรัฐบาลทหารจะครองชัยชนะ และหลังจากนี้เมียนมาจะเผชิญ 3 ฉากทัศน์ที่แตกต่างกันตามช่วงเวลา โดยในระยะสั้น สถานการณ์อาจตึงเครียดและรุนแรงขึ้น โดยเฉพาะการใช้กำลังปราบปรามกลุ่มชาติพันธุ์ ดังที่เห็นจากการใช้อาวุธสมัยใหม่ เช่น โดรนโจมตีกองกำลังกะเหรี่ยง และการไหลเข้าของอาวุธหลากหลายรูปแบบ ซึ่งสะท้อนว่ารัฐบาลทหารต้องการ "คุมเกมด้วยกำลัง" มากกว่าสร้างความชอบธรรมทางการเมือง
ระยะกลาง ความขัดแย้งยังไม่จบง่าย และมีแนวโน้มพาดพิงถึงไทยโดยตรง ทั้งประเด็นการเจรจาใหม่กับกลุ่มกะเหรี่ยงเรื่องท่อก๊าซ การหารือกับรัฐกอทูเล รวมถึงการเข้ามามีบทบาทของมหาอำนาจ ไม่ว่าจะเป็นจีน อินเดีย รัสเซีย สหรัฐฯ ญี่ปุ่น สิงคโปร์ และมาเลเซีย ทำให้เมียนมากลายเป็นพื้นที่แข่งขันเชิงยุทธศาสตร์เข้มข้นขึ้น
ส่วนระยะยาว รศ.ปณิธานมองว่า เมียนมาอาจ "ดีกว่าที่คิด" หากสามารถเปิดประเทศ เดินหน้าโครงสร้างพื้นฐาน และดึงการลงทุนได้จริง ด้วยศักยภาพทางภูมิรัฐศาสตร์และทรัพยากร ตั้งแต่แร่หายาก ภูเขา พื้นที่ราบลุ่ม ไปจนถึงทำเลที่เชื่อมมหาสมุทรอินเดีย ซึ่งอาจกลายเป็นแรงผลักให้ทุกฝ่ายต้องหาสมดุลใหม่ และทำให้นักลงทุนกลายเป็นตัวแปรสำคัญในการเปลี่ยนทิศทางเมียนมาในอนาคต
"ความมั่นคงที่แท้จริงของเมียนมาไม่อาจเกิดจากกองกำลังทหาร แต่สามารถเกิดขึ้นได้จากการสร้างเงื่อนไขให้ทุกฝ่ายมองเห็นอนาคตร่วมกัน เศรษฐกิจที่เปิดโอกาส การลงทุนที่เป็นธรรม และการพัฒนาที่ตอบโจทย์ประชาชน ทั้งหมดคือกลไกสำคัญที่จะนำไปสู่ความสงบภายในประเทศ นอกจากนี้ ประเทศไทยควรเป็นกลไกสำคัญที่จะช่วยให้เมียนมาไปสู่จุดเปลี่ยนแปลง (Turning Point) ที่ว่านี้" รศ.ดร.ปณิธาน ระบุ
ด้าน นางสาวธัญณิชา เหลิมทอง หัวหน้าศูนย์วิจัยเศรษฐกิจเพื่อการลงทุน AI TECH กล่าวว่า การศึกษาวิจัยและจัดเวทีเสวนาครั้งนี้ มีเป้าหมายสำคัญเพื่อเติมเต็ม "ข้อมูลสถานการณ์จริงที่ทันต่อปัจจุบัน" ให้กับภาคธุรกิจไทย เพราะในช่วงเวลาที่โลกแห่งการลงทุน ต้องเผชิญความเสี่ยงที่เกิดจากข้อจำกัดเชิงระบบมากกว่าที่เคยเป็นมา โดยเฉพาะในประเทศที่ไม่สามารถแยกมิติทางการเมืองออกจากเศรษฐกิจได้อย่างเมียนมา การตัดสินใจลงทุนโดยอาศัยข้อมูลที่ไม่ทันต่อเหตุการณ์ หรือการมองเพียงตัวเลขทางเศรษฐกิจ อาจนำไปสู่การดำเนินธุรกิจที่ผิดพลาดในระยะยาวได้
หัวหน้าศูนย์วิจัยฯ อธิบายว่า ศูนย์วิจัยเศรษฐกิจเพื่อการลงทุน โดย บริษัท เอเซีย อินไซท์ เทคโนโลยี จำกัด หรือ AI TECH เป็นบริษัทที่ถูกตั้งขึ้นเพื่อสนับสนุนข้อมูลการลงทุนแก่นักลงทุนทั้งชาวไทยและต่างชาติ โดยใช้กรอบคิด "ความมั่นคงคู่เศรษฐกิจ" เป็นฐานในการวิเคราะห์ เนื่องจากโลกที่เต็มไปด้วยความขัดแย้งในปัจจุบัน ความไม่มั่นคงทางการเมืองและสังคม กลายเป็นตัวแปรหลักที่กำหนดความคุ้มค่าและความยั่งยืนของการลงทุน ความมั่นคงจึงไม่ใช่เรื่องไกลตัวของภาคเอกชน หากเป็นเงื่อนไขตั้งต้นของการทำธุรกิจในศตวรรษนี้
นางสาวธัญณิชาย้ำด้วยว่า ภาคเอกชนไทยจำเป็นต้องหันมาให้ความสำคัญกับประเทศแถบลุ่มแม่น้ำโขงและอาเซียน บนฐานข้อเท็จจริงทางเศรษฐกิจที่ชัดเจน ทั้งขนาด GDP และอัตราการเติบโตของภูมิภาคเอเชีย ซึ่งกำลังก้าวขึ้นเป็นแกนหลักของเศรษฐกิจโลก โดยจีนและอินเดียมีประชากรรวมกันมากกว่า 2,800 ล้านคน และมีขนาดเศรษฐกิจใหญ่อันดับต้นของโลก เมื่อผนวกกับอาเซียนที่มีประชากรเกือบ 700 ล้านคน หากไทยและเมียนมาขยับบทบาทจากประเทศเพื่อนบ้าน สู่การเป็น "สะพานเศรษฐกิจ" เชื่อมภูมิภาคเข้ากับมหาอำนาจทางเศรษฐกิจ การเคลื่อนย้ายศูนย์ถ่วงเศรษฐกิจโลกจะยิ่งชัดเจน ที่สำคัญเหตุการณ์ความไม่สงบในประเทศเพื่อนบ้าน ได้ส่งผลโดยตรงต่อเสถียรภาพทางเศรษฐกิจของไทย ทั้งในมิติห่วงโซ่อุปทาน แรงงานข้ามชาติ ความมั่นคงชายแดน และต้นทุนการค้า โดยเฉพาะเมียนมาซึ่งมีพรมแดนติดกับไทยยาวกว่า 2,400 กิโลเมตร และไม่อาจแยกขาดจากกันได้ในทางปฏิบัติ
"สำหรับเมียนมา ศูนย์วิจัยฯ ประเมินว่าเป็นประเทศที่มีความสำคัญเชิงยุทธศาสตร์ในระดับที่ประเทศอื่นในภูมิภาคไม่สามารถทดแทนได้ เมียนมาไม่ใช่เพียง "ทางผ่าน" หากแต่เป็นทั้งตลาด แหล่งแรงงาน และสะพานเศรษฐกิจที่เชื่อมอาเซียนเข้ากับจีน อินเดีย และบังกลาเทศ ด้วยขนาดประเทศที่ใหญ่ ประชากรกว่า 56 ล้านคน และทรัพยากรธรรมชาติที่อุดมสมบูรณ์ ตั้งแต่แร่หายาก น้ำ ป่าไม้ ไปจนถึงน้ำมันและก๊าซธรรมชาติ เมื่อรวมกับประเทศไทย ฐานประชากรจะขยับขึ้นใกล้ 130 ล้านคน ซึ่งถือเป็นพื้นที่เศรษฐกิจขนาดใหญ่ในเชิงโครงสร้าง
ภายใต้บริบทดังกล่าว การนำเสนอผลการศึกษา Decoding Myanmar's 2026 Economy จึงทำหน้าที่เสมือนกุญแจสำคัญในการช่วยไขความเข้าใจให้แก่นักลงทุนไทยและนักลงทุนต่างชาติที่มีความสนใจเมียนมา ทั้งในระยะสั้นและในช่วง 5 - 10 ปีข้างหน้า โดยเฉพาะผู้ประกอบการรายเล็กและรายกลาง ให้สามารถมองเห็นทั้งเงื่อนไข ความรู้ที่จำเป็น และแนวทางการดำเนินธุรกิจที่จะไม่เป็นเพียงการแสวงหาผลตอบแทน หากแต่สามารถหยั่งรากอยู่ร่วมกับชุมชนและเศรษฐกิจเมียนมาได้อย่างยั่งยืน" หัวหน้าศูนย์วิจัยฯ ระบุ
ส่วนผลการวิจัยจากการสัมภาษณ์เชิงลึกแกนนำกลุ่มต่าง ๆ ทั้งรัฐบาล ตัวแทนสภาที่ปรึกษาความสามัคคีแห่งชาติ (NUCC) กองกำลังชาติพันธุ์รัฐมอญ รวมถึงกลุ่มตัวแทนนักธุรกิจและนักกิจกรรมทางการเมือง และโฟกัสกรุ๊ปนักศึกษาเมียนมาที่มาศึกษาในไทย ได้สะท้อนภาพเมียนมาที่แม้จะเผชิญความแตกแยกทางการเมืองอย่างรุนแรง แต่ยังมีจุดร่วมสำคัญ คือ ความต้องการฟื้นประเทศและยุติความขัดแย้งที่ยืดเยื้อ ด้วยศักยภาพพื้นฐานของประเทศยังคงปรากฏชัด ทั้งในด้านทำเลที่ตั้ง ความสำคัญทางภูมิรัฐศาสตร์ และทรัพยากรธรรมชาติ ขณะที่ความเหนื่อยล้าจากสถานการณ์ความรุนแรงที่ยาวนาน กลายเป็นจุดที่ทำให้หลายฝ่ายเริ่มกล่าวถึงการเปิดพื้นที่ให้เกิดการเจรจาต่อรองทางการเมืองมากขึ้น
อย่างไรก็ตาม ปัญหาทางเศรษฐกิจในภาพรวมของประเทศ เช่น เงินเฟ้อ ความไม่เชื่อมั่นในระบบการเงิน และปัญหาสมองไหล ยังคงเป็นอุปสรรคใหญ่ต่อการฟื้นตัวในระยะสั้น โดยหนึ่งในผู้ให้ข้อมูลอย่าง พล.อ.ซอ มิน ตุน (Zaw Min Tun) โฆษกรัฐบาลทหารเมียนมา ระบุว่า หลังการเปลี่ยนผ่านเมียนมาพร้อมเปิดรับการลงทุนเต็มที่ ขณะที่กลุ่มคนรุ่นใหม่ที่มีความคิดก้าวหน้าและมีการศึกษา ซึ่งย้ายออกนอกประเทศจากเหตุความไม่สงบในประเทศ และยังคงคิดจะกลับไปประเทศบ้านเกิดอย่างเมียนมาในช่วงเวลาที่เหมาะสม
ทั้งนี้ ยังมีเสียงสะท้อนจากงานวิจัยที่แสดงถึงความอ่อนล้าจากการสู้รบในเมียนมาอย่างชัดเจนว่า การรักษาชีวิตกลายเป็นสิ่งสำคัญที่สุด ไม่ว่าวิธีใดก็ตามที่ช่วยลดการบาดเจ็บ ลดการสูญเสีย และไม่ต้องย้ายถิ่นฐาน ล้วนเป็นสิ่งที่ยอมรับได้ แม้กระทั่งการหันหน้าเจรจากับรัฐบาล หากนั่นคือทางออกที่ทำให้ความทุกข์ยุติลง นอกจากนี้ ชาวเมียนมายังเปิดรับการลงทุน แต่ต้องเป็นการลงทุนที่โปร่งใส ไม่มองประชาชนเป็นเพียงแรงงานราคาถูก หากแต่ยอมรับว่าพวกเขามีคุณค่า มีสวัสดิการตามมาตรฐานสากล และมีคุณภาพชีวิตที่ควรถูกคำนึงถึงอย่างจริงจัง โดยกลุ่มธุรกิจที่ทางเมียนมาต้องการคือ โครงสร้างพื้นฐาน ตั้งแต่ไฟฟ้า 24 ชั่วโมง ระบบคมนาคมที่เชื่อมโยงได้จริง ไปจนถึงอินเทอร์เน็ต ซึ่งสอดรับกับทิศทางรัฐบาลที่ต้องการดึงการลงทุนในพลังงาน โทรคมนาคม และโลจิสติกส์ เป็นต้น
ท้ายที่สุด งาน Decoding Myanmar's 2026 Economy จึงไม่ใช่คำเชิญชวนให้เร่งลงทุน หากเป็นการชวนให้ภาคธุรกิจไทยมองเมียนมาอย่างรอบด้าน บนฐานข้อมูล ความเข้าใจ และกรอบคิดด้านความมั่นคง เพราะในภูมิภาคที่เชื่อมโยงกันอย่างแยกไม่ออก ความแข็งแรงหรือความเปราะบางของประเทศเพื่อนบ้าน ย่อมย้อนกลับมาส่งผลต่อเสถียรภาพของประเทศไทยเองอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้.