ผู้แทนสมาคมผู้ประเมินฯ ทั้ง 2 แห่ง ได้สะท้อนมุมมองว่า ที่ผ่านมาการประเมิน IP เพื่อใช้เป็นหลักประกันทางการเงินในภาคธุรกิจขนาดใหญ่มีการดำเนินการมาอย่างต่อเนื่องและเป็นที่ยอมรับในตลาดทุนแล้ว แต่สำหรับการให้สินเชื่อแก่ผู้ประกอบการ SME หรือ Startup ที่เป็นเจ้าของธุรกิจนวัตกรรม เทคโนโลยี และผลงานสร้างสรรค์ ยังมีอุปสรรคเรื่องการบริหารความเสี่ยงของสถาบันการเงิน รวมถึงผู้ประกอบการส่วนใหญ่ยังขาดองค์ความรู้ในการจัดเตรียมข้อมูลและแผนธุรกิจเพื่อใช้ประกอบการประเมินมูลค่าที่ชัดเจน ทางสมาคมฯ จึงเสนอให้มีการสร้างมาตรฐานกลาง (Guidance) ในการประเมินมูลค่า IP และพัฒนาบุคลากรผู้เชี่ยวชาญเฉพาะด้าน ตลอดจนเร่งผลักดันร่างพระราชบัญญัติวิชาชีพการประเมินค่าทรัพย์สิน เพื่อยกระดับมาตรฐานและจรรยาบรรณของผู้ประเมินให้เป็นที่ยอมรับ และสอดคล้องกับหลักการสากล
นางอรมน กล่าวเพิ่มเติมว่า กรมฯ จะเดินหน้าประสานความร่วมมือกับองค์การทรัพย์สินทางปัญญาโลก (WIPO) สมาคมประเมินมูลค่า ภาคธุรกิจ ภาคการศึกษาและวิจัย และสถาบันการเงิน เพื่อยกระดับองค์ความรู้ด้าน IP และการประเมินมูลค่า IP แก่ผู้เกี่ยวข้อง ควบคู่ไปกับการขับเคลื่อน Pilot Project IP Finance Thailand โดยวางโครงสร้าง 6 เสาหลัก เพื่อสร้างระบบนิเวศทางการเงิน (IP Finance Ecosystem) ที่สมบูรณ์ ตั้งแต่ 1) การส่งเสริมการพัฒนาและยกรับดับผลงาน IP (IP Asset) 2) การประเมินวิเคราะห์ IPเชิงธุรกิจ (IP Valuation) 3) การให้สินเชื่อหรือเครื่องมือทางการเงินอื่น (Financial Fund) 4) การสนับสนุนเชิงนโยบายจากภาครัฐเพื่อสร้างความเชื่อมั่นให้แก่ภาคการเงิน (Government Support) 5) การพัฒนากฎหมายและระเบียบที่เกี่ยวข้อง (Legal Framework) และ 6) การถ่ายทอดสิทธิ IP และการหาตลาดรองรับ (IP Market) เพื่อเป็นต้นแบบการพัฒนาระบบ IP Finance ของประเทศให้เกิดขึ้นจริง ซึ่งจะช่วยสร้างความเชื่อมั่นให้กับทุกภาคส่วน และเพิ่มทางเลือกในการเข้าถึงแหล่งทุนให้กับผู้ประกอบการไทยทุกระดับโดยความเปลี่ยนแปลงที่เราต้องการเห็นนับจากนี้คือ การใช้ประโยชน์จาก IP อย่างเต็มศักยภาพ ไม่ใช่เพียงแค่การจดทะเบียนคุ้มครองสิทธิเท่านั้น แต่ต้องเป็นเครื่องมือที่ช่วยสร้างมูลค่าเพิ่ม และโอกาสในการเข้าถึงแหล่งเงินทุนให้กับนักวิจัยและผู้ประกอบการไทยอย่างแท้จริง