ขณะเดียวกัน สนพ. ได้เตรียมความพร้อมของระบบบริการทางการแพทย์และการเฝ้าระวังกลุ่มเสี่ยง (หญิงตั้งครรภ์) เตรียมความพร้อมของโรงพยาบาลในสังกัด กทม. จัดระบบคัดกรองเฉพาะสำหรับผู้ป่วยที่มีอาการผื่นคันและไข้ เพื่อแยกออกจากผู้ป่วยทั่วไป ลดการแพร่เชื้อในห้องนั่งรอ สำรองเวชภัณฑ์ยาต้านไวรัส เช่น Acyclovir และอุปกรณ์ดูแลแผลให้เพียงพอต่อความต้องการ ส่วนการดูแลกลุ่มเสี่ยงสูงหญิงตั้งครรภ์ ได้เน้นย้ำผ่านคลินิกฝากครรภ์ ให้ความรู้แก่หญิงตั้งครรภ์เรื่องความเสี่ยง หากติดเชื้ออีสุกอีใส อาจทำให้เกิดภาวะปอดบวมรุนแรงในแม่ หรือส่งผลต่อความพิการของทารกในครรภ์ (Congenital Varicella Syndrome) หากหญิงตั้งครรภ์ที่ไม่มีภูมิคุ้มกันไปสัมผัสผู้ป่วย ให้รีบพบแพทย์ภายใน 72-96 ชั่วโมง เพื่อพิจารณาฉีดสารภูมิคุ้มกัน VZIG หรือรับยาต้านไวรัสตามดุลยพินิจของแพทย์
ทั้งนี้ สนพ. ได้รณรงค์ให้ประชาชนเข้าใจถึงสถานการณ์ของโรคอีสุกอีใสป้องกันได้ด้วยวัคซีนและวัคซีนมีประสิทธิภาพสูงในการลดความรุนแรงของโรค การป้องกันตนเองยึดหลัก 5 ป. ปิดปากปิดจมูก (สวมหน้ากาก) เปลี่ยนพฤติกรรม (ล้างมือบ่อยๆ) ปล่อยวาง (ไม่ใช้ของส่วนตัวร่วมกัน) ปรับปรุงสิ่งแวดล้อม (ทำความสะอาดที่พัก) และป้องกันด้วยวัคซีน สำหรับผู้ที่ป่วยแล้ว ต้องกักตัวอย่างน้อย 7-10 วัน หรือจนกว่าตุ่มน้ำใสจะตกสะเก็ดแห้งทุกเม็ด เพื่อป้องกันการแพร่กระจายเชื้อสู่ผู้อื่น ทั้งนี้ หากสงสัยในอาการเจ็บป่วยสามารถพบแพทย์ผ่านทาง Telemedicine แอปพลิเคชัน "หมอ กทม." เพื่อตรวจวินิจฉัยอาการได้อย่างรวดเร็ว และสามารถปรึกษาเรื่องสุขภาพ โทร. HOTLINE 1646 สายด่วนสุขภาพ สนพ. ให้บริการตลอด 24 ชั่วโมง
นางดวงพร ปิณจีเสคิกุล ผู้อำนวยการสำนักอนามัย (สนอ.) กทม. กล่าวว่า สถานการณ์ผู้ป่วยโรคอีสุกอีใสในพื้นที่กรุงเทพฯ ในปี 2569 จากรายการการเฝ้าระวังทางระบาดวิทยา ระบบสารสนเทศเครือข่าย ศูนย์ระบาดวิทยากรุงเทพมหานคร (EPI-NET) ตั้งแต่วันที่ 1 ม.ค. - 7 มี.ค. 69 มีผู้ป่วยโรคอีสุกอีใส จำนวน 752 คน โดยพบมากที่สุดในกลุ่มเด็กอายุ 10-14 ปี จำนวน 142 คน รองลงมา ได้แก่ อายุ 5-9 ปี จำนวน 127 คน เข้ารับการรักษาในระบบผู้ป่วยนอก จำนวน 717 ราย และมีผู้ป่วยที่ต้องเข้ารับการรักษาในโรงพยาบาล 35 ราย และยังไม่พบผู้เสียชีวิต
สำหรับโรคอีสุกอีใสสามารถพบผู้ป่วยได้ตลอดปี แต่มีแนวโน้มเพิ่มขึ้นในช่วงเดือน ม.ค. - เม.ย. โดยเฉพาะช่วงเปิดภาคเรียนที่เด็กอยู่รวมกันจำนวนมาก โดย สนอ. ได้เตรียมความพร้อมระบบบริการทางการแพทย์และสาธารณสุข เพื่อรองรับการดูแลรักษาผู้ป่วยโรคอีสุกอีใส พร้อมทั้งการเฝ้าระวังติดตามผลกระทบต่อสุขภาพของประชาชนในพื้นที่กรุงเทพฯ ที่อาจเจ็บป่วยจากโรคอีสุกอีใสอย่างใกล้ชิด โดยเฉพาะหญิงตั้งครรภ์ซึ่งเป็นกลุ่มที่ควรหลีกเลี่ยงการสัมผัสผู้ป่วย เนื่องจากอาจส่งผลต่อทารกในครรภ์ ทางระบบเฝ้าระวัง รง.506 และให้ความรู้กับสถานที่ที่คนอยู่รวมกัน เช่น ในโรงเรียน เพื่อให้ทราบถึงวิธีการป้องกันโรค คือ การดูแลสุขอนามัยส่วนบุคคล ล้างมือบ่อย ๆ หลีกเลี่ยงการใช้ของใช้ส่วนตัวร่วมกัน และสวมหน้ากากอนามัยเมื่อมีอาการป่วย หากมีไข้ร่วมกับผื่น หรือตุ่มน้ำใสตามร่างกาย ควรรีบไปพบแพทย์และหลีกเลี่ยงการใกล้ชิดผู้อื่น ทั้งนี้ วัคซีนป้องกันโรคอีสุกอีใส ยังไม่มีให้บริการฟรี หากประชาชนสนใจต้องชำระเงินเองในโรงพยาบาล โดยกลุ่มเป้าหมายได้แก่ เด็กอายุ 1 ปี และเด็กอายุ 4-6 ปี จำนวน 2 โดส