ทั้งนี้ องค์ประกอบของศาลาที่พักผู้โดยสารได้รับการออกแบบให้มีความโปร่ง เพื่อไม่ให้บดบังหน้าร้านค้า อาคาร หรือทัศนียภาพของเมือง โดยผนังด้านหลังเลือกใช้แผ่นอะคริลิกใสคุณภาพสูง ซึ่งสามารถป้องกันฝนสาดและลมแรงได้ ขณะเดียวกันยังคงความโปร่งใส ลดจุดอับสายตา และช่วยเพิ่มความปลอดภัย โดยเฉพาะในช่วงเวลากลางคืน อีกทั้งช่วยลดผลกระทบต่อผู้ประกอบการ หรือร้านค้าในบริเวณใกล้เคียง เนื่องจากที่ผ่านมาเคยมีข้อร้องเรียนเกี่ยวกับศาลาฯ รูปแบบเดิมที่มีโครงสร้างทึบ หรือมีป้ายโฆษณาขนาดใหญ่บดบังหน้าร้าน ขณะเดียวกัน กทม. ได้นำบทเรียนจากการใช้งานศาลาฯ รูปแบบเดิมมาปรับปรุงรายละเอียดด้านวิศวกรรม เพื่อให้โครงสร้างมีความทนทานและลดภาระการซ่อมบำรุงในระยะยาว โดยวัสดุมุงหลังคาได้ปรับเปลี่ยนจาก Polycarbonate ซึ่งมีข้อจำกัดด้านอายุการใช้งานและการเสื่อมสภาพ มาเป็น Metal Sheet มาตรฐานสูง ที่มีความแข็งแรงและทนต่อสภาพอากาศร้อนชื้นของกรุงเทพฯ ได้ดีกว่า พร้อมปรับเปลี่ยนเก้าอี้พักคอยให้มีความแข็งแรง ลดปัญหาการแตกหัก หรือชำรุดจากการใช้งาน
นอกจากนี้ ยังได้ปรับปรุงการออกแบบฐานเสาและระบบระบายน้ำฝน เพื่อลดปัญหาการรั่วซึมและป้องกันน้ำไหลเข้าไปสะสมภายในเสา ซึ่งเป็นสาเหตุสำคัญของการเกิดสนิมในโครงสร้างแบบเดิม รวมถึงลดการใช้วัสดุหุ้ม หรือกรุผิวด้านนอกของโครงสร้าง (Cladding) เพื่อให้ง่ายต่อการซ่อมแซมบำรุงรักษา อีกทั้งได้ปรับตำแหน่งการติดตั้งอุปกรณ์ไฟฟ้าให้มีความเหมาะสมและปลอดภัยมากขึ้น พร้อมติดตั้งไฟส่องสว่าง LED เพื่อเพิ่มทัศนวิสัยและความปลอดภัยให้แก่ผู้ใช้บริการในช่วงเวลากลางคืน
ส่วนการพัฒนาในระยะต่อไป กทม. มีแนวทางพัฒนาไปสู่ Smart Bus Shelter เพื่อรองรับการใช้งานในอนาคต โดยมีแผนนำระบบข้อมูลการเดินทางแบบ Real-Time ที่เชื่อมต่อสัญญาณ GPS ของรถโดยสารมาใช้ เพื่อแสดงข้อมูลเวลาที่รถโดยสารจะมาถึง (ETA) ผ่านจอ Signage ช่วยให้ประชาชนสามารถวางแผนการเดินทางได้สะดวกมากขึ้น นอกจากนี้ ยังมีระบบบริหารจัดการออนไลน์ที่เจ้าหน้าที่สามารถตรวจสอบสถานะของป้ายได้ตลอด 24 ชั่วโมง หากเกิดความขัดข้องระบบจะสามารถแจ้งเตือนให้เจ้าหน้าที่เข้าดำเนินการแก้ไขได้อย่างรวดเร็ว รวมทั้งรองรับการติดตั้งกล้อง CCTV และระบบ AI ในอนาคต เพื่อช่วยตรวจจับรถที่จอดกีดขวาง หรือจอดแช่บริเวณป้ายรถโดยสาร ซึ่งเป็นหนึ่งในสาเหตุของปัญหาการจราจรในหลายพื้นที่ ซึ่ง กทม. ได้พิจารณาความคุ้มค่าในการลงทุนอย่างรอบคอบ โดยการดำเนินโครงการศาลาที่พักผู้โดยสารรูปแบบใหม่ใช้งบประมาณของ กทม. เพื่อลดปัญหาการใช้พื้นที่สาธารณะของเมืองแลกกับสัมปทานป้ายโฆษณาขนาดใหญ่บนทางเท้า ซึ่งในอดีตเกิดปัญหาการบดบังทัศนียภาพของเมือง สร้างผลกระทบต่ออาคาร ร้านค้าในบริเวณใกล้เคียง รวมถึงกีดขวางการสัญจรของประชาชน ทั้งนี้ ในปี 2563 กทม. ได้ให้สิทธิเอกชนปรับปรุงดูแลบำรุงรักษาศาลาที่พักผู้โดยสาร โดยใช้โครงสร้างและตำแหน่งเดิม ปรับเปลี่ยนวัสดุหุ้มเสา หลังคา และเก้าอี้นั่ง พร้อมติดตั้งจอ Digital บอกเวลาที่รถโดยสารประจำทางมาถึง จำนวน 350 หลัง โดยเอกชนสามารถใช้ประโยชน์จากสิทธิบนป้ายโฆษณาบนทางเท้าจำนวน 1,170 ป้าย ต่อเนื่องจากโครงการให้สิทธิเดิมซึ่งหมดอายุสัญญาให้สิทธิก่อสร้างและดูแลบำรุงรักษาแล้ว โดยไม่มีการเพิ่มจำนวนป้ายโฆษณาแต่อย่างใด ดังนั้น แนวทางดังกล่าวจึงถือเป็นการลงทุนเพื่อประโยชน์สาธารณะและคุณภาพชีวิตของประชาชนในระยะยาว โดยไม่จำเป็นต้องเพิ่มจำนวนป้ายโฆษณาบริเวณทางเท้าที่มีการจัดระเบียบไว้แล้ว
สำหรับความคืบหน้าการดำเนินโครงการ ในช่วงปี 2565 - 2567 กทม. ได้ก่อสร้างและปรับปรุงศาลาที่พักผู้โดยสารแล้วรวม 188 หลัง กระจายอยู่ในหลายพื้นที่ของกรุงเทพฯ โดยในปี 2565 ก่อสร้างศาลาฯ รูปแบบทรงไทย จำนวน 55 หลัง ในพื้นที่เขตหนองจอก ปี 2566 ดำเนินการก่อสร้าง 44 หลัง ครอบคลุมพื้นที่กรุงเทพตะวันออก กรุงเทพใต้ และกรุงเทพกลาง รวมถึงพื้นที่เขตหนองจอกในรูปแบบทรงไทย และในปี 2567 ดำเนินการก่อสร้าง 89 หลัง ครอบคลุมพื้นที่กรุงเทพเหนือ กรุงเทพตะวันออก กรุงเทพกลาง ธนบุรีเหนือ และธนบุรีใต้ ขณะเดียวกัน ในปีงบประมาณ 2568-2569 กทม. อยู่ระหว่างก่อสร้างและติดตั้งศาลาที่พักผู้โดยสารเพิ่มเติมกว่า 350 แห่งทั่วกรุงเทพฯ โดยจะเน้นพื้นที่สำคัญที่ยังไม่มีศาลาที่พักผู้โดยสาร เช่น จุดเชื่อมต่อระบบขนส่งมวลชน พื้นที่ที่ได้รับการคืนผิวจราจรจากโครงการรถไฟฟ้า จุดที่มีปริมาณผู้โดยสารจำนวนมาก และพื้นที่ที่ต้องการยกระดับความปลอดภัยของผู้ใช้บริการ เพื่อให้เกิดประโยชน์ต่อการใช้งานของประชาชนมากที่สุด