การผลักดัน "Music Exchange 2026" สอดรับกับการคาดการณ์อุตสาหกรรมดนตรีของไทยในปี 2569 จะเติบโตต่อเนื่องสูงสุดในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ สืบเนื่องจากกระแสการเติบโตในปี 2567 ที่ดนตรีไทยทะยานสู่อันดับ 29 ของโลก ด้วยมูลค่าตลาดกว่า 3,577.6 ล้านบาท (IFPI, 2025)
ตลาดเทศกาลดนตรีในเอเชีย หมุดหมายใหม่ของแฟนเพลงทั่วโลก
ดร. ชาคริต พิชญางกูร ผู้อำนวยการสำนักงานส่งเสริมเศรษฐกิจสร้างสรรค์ เผยว่าช่วงทศวรรษที่ผ่านมา อุตสาหกรรมดนตรีโลกได้เปลี่ยนผ่านสู่เอเชียอย่างชัดเจน ภูมิภาคนี้กลายเป็นหมุดหมายสำคัญของการจัดเทศกาลดนตรีระดับนานาชาติ ที่มีทั้งความหลากหลายทางดนตรีและวัฒนธรรม เสน่ห์และเอกลักษณ์เฉพาะตัว เช่น Fuji Rock Festival (ญี่ปุ่น) หนึ่งในเทศกาลดนตรีกลางแจ้งท่ามกลางธรรมชาติที่ทรงอิทธิพลที่สุดในเอเชีย โดยมีแฟนเพลงจากทั่วโลกเข้าชมเฉลี่ยสูงกว่า 100,000 คนต่อปี ขณะที่ Big Mountain Music Festival (BMMF) คือเทศกาลดนตรีที่ยิ่งใหญ่สุดในประเทศไทย ที่รวบรวมศิลปินและงานเพลงที่หลากหลาย ดึงดูดผู้ชมทั้งในและต่างประเทศเฉลี่ยกว่า 70,000 คนในช่วงเวลาการจัดงาน ส่วน Bangkok Music City (BMC) คือเทศกาลดนตรีโชว์เคสดนตรีและประชุมสัมมนาที่ใหญ่ที่สุดของไทย ที่มีผู้เข้าชมงานกว่า 12,000 คน นำเสนองานเพลงและโชว์ของทั้งศิลปินไทยและต่างชาติ สะท้อนให้เห็นทิศทางของมิวสิกเฟสติวัลในเอเชีย ที่ไม่ได้เป็นเพียงพื้นที่แห่งความบันเทิง แต่ยังเป็นแพลตฟอร์ม "ธุรกิจดนตรี" ที่ทรงพลัง ช่วยขับเคลื่อนเศรษฐกิจทั้งทางตรงและทางอ้อม ตั้งแต่การซื้อ-ขายลิขสิทธิ์ การขยายช่องทางจัดจำหน่าย การต่อยอดสู่ทัวร์คอนเสิร์ตในหลายประเทศ รวมถึงการสร้างเครือข่ายความร่วมมือในอุตสาหกรรม นอกจากนี้ ยังสร้างผลกระทบเชิงบวกให้ธุรกิจโดยรอบระหว่างการจัดงาน เช่น โรงแรม ร้านค้า ร้านอาหาร การท่องเที่ยว การขนส่งสาธารณะ รวมถึงของที่ระลึก (Merchandise)
"ตลาดเทศกาลเอเชียถือเป็นหมุดหมายใหม่ของ 'Music Tourism' หรือ 'การเดินทางเพื่อชมคอนเสิร์ตและเทศกาลดนตรี' ที่น่าจับตามองอย่างมาก โดยปี 2567 เอเชียนับเป็นตลาด 'Music Tourism' ที่มีส่วนแบ่งทางการตลาดสูงถึง 21.8% จากทั่วโลก หรือคิดเป็นมูลค่าที่ประมาณ 1.99 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐ ข้อมูลนี้สอดคล้องกับทิศทางของการขับเคลื่อนโครงการ Music Exchange ของ CEA ทั้งการวางนโยบายและความร่วมมือกับทุกภาคส่วน เพื่อผลักดันศิลปินไทยบุกตลาดเทศกาลในเอเชียมากขึ้น นอกจากนี้ ยังมีตลาดยุโรปและอเมริกา ที่ต้องส่งออกด้วยเพื่อสร้างฐานแฟนเพลงใหม่ และขยายตลาดของศิลปินไทยไปสู่นานาชาติอย่างเต็มรูปแบบ" ดร. ชาคริต กล่าว
"สินทรัพย์ดนตรี" ส่งออก "พลังเศรษฐกิจสร้างสรรค์ไทย" บนเวทีโลก
สำหรับปี 2569 โครงการฯ ยังคงมุ่งยกระดับทั้งการส่งออกศิลปินไทยสู่เทศกาลนานาชาติ และการสร้างความร่วมมือกับเครือข่ายนานาชาติอย่างต่อเนื่อง เพื่อตอกย้ำว่าอุตสาหกรรมดนตรีของไทย "มีศักยภาพ" "มีเอกลักษณ์ไม่ซ้ำใคร" และ "มีโอกาสทางเศรษฐกิจ" ผ่าน 2 กลยุทธ์สำคัญ ได้แก่
1) PUSH - สนับสนุนทุนบางส่วนให้ศิลปินไทยเข้าร่วมเทศกาลดนตรีระดับนานาชาติ เพื่อสร้างฐานแฟนเพลงใหม่ในตลาดต่างประเทศ
2) PULL - การจับคู่ธุรกิจและสร้างเครือข่ายของผู้จัด ผู้คัดเลือกศิลปิน เอเจนซีระหว่างเทศกาลดนตรี ในประเทศเป้าหมายและไทย (B2B Matching) นำไปสู่ดีลการแสดงในต่างประเทศและความร่วมมือด้านโปรดักชัน ทั้งหมดนี้นับเป็นการส่งเสริมให้วงการดนตรีไทยเติบโตอย่างเป็นระบบและต่อเนื่อง
ทั้งนี้ตลอด 2 ปีของการจัดโครงการ (Music Exchange 2024 - 2025) ได้สนับสนุนด้านเงินทุนให้ศิลปินไทยรวม 95 ราย ในการเดินทางไปขึ้นแสดงเทศกาลดนตรีนานาชาติ 64 แห่ง ครอบคลุม 17 ตลาดทั่วโลก สร้างการรับรู้ทั่วโลกกว่า 54.7 ล้าน eyeballs พร้อมดึงเครือข่ายธุรกิจดนตรีระดับนานาชาติเข้าร่วมเทศกาลดนตรีในประเทศไทย (Music Market) เช่น Big Mountain Music Festival (BMMF) และ CAT Expo ก่อให้เกิดการเจรจาจับคู่ธุรกิจ B2B Matching โดยตรงระหว่างศิลปิน ผู้จัดการศิลปิน โปรดิวเซอร์ค่ายเพลง และผู้จัดเทศกาลจากทั่วโลกรวม 94 ราย จาก 76 เทศกาลหรือเอเจนซี่ต่างประเทศ ครอบคลุม 21 ตลาดทั่วโลก สะท้อนให้เห็นศักยภาพของศิลปินไทยและโอกาสการเติบโตของอุตสาหกรรมสร้างสรรค์ด้านดนตรีของไทย ที่นอกจากจะช่วยสร้างฐานแฟนเพลง ขยายตลาด สร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจ รวมถึงขยายเครือข่ายพันธมิตรในอุตสาหกรรมดนตรีระดับโลกแล้ว ยังเป็นการสร้างอิทธิพลทางวัฒนธรรมและภาพลักษณ์ให้แก่ประเทศไทย ผ่าน "พลังของเสียงดนตรี" ได้เป็นอย่างดีอีกด้วย
โครงการ Music Exchange จึงเป็นหนึ่งในกำลังสำคัญที่วางรากฐานในการพัฒนาวงการดนตรีของไทยให้เติบโตอย่างมั่นคง สู่การเป็นพลังสร้างสรรค์และแรงขับเคลื่อนทางเศรษฐกิจที่มีศักยภาพบนเวทีโลก
ติดตามการประกาศผล และข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ Facebook: Creative Economy Agency / Instagram: cea.thailand / Email: [email protected]