แพทย์หญิงอัมพร เบญจพลพิทักษ์ อธิบดีกรมอนามัย กล่าวว่า สถานการณ์พฤติกรรมสุขภาพของคนไทย ยังน่าเป็นห่วง โดยเฉพาะ "พฤติกรรมเนือยนิ่ง" ที่มีแนวโน้มสูงต่อเนื่อง เฉลี่ยมากกว่า 13 ชั่วโมงต่อวัน แม้ว่ากลุ่มผู้ใหญ่จะเริ่มมีกิจกรรมทางกายเพิ่มขึ้น แต่ยังไม่ถึงระดับที่แนะนำ ขณะที่เด็กและวัยรุ่นยังมีกิจกรรมทางกายในระดับต่ำ ซึ่งอาจส่งผลกระทบต่อสุขภาพในระยะยาว ทั้งโรค NCDs และปัญหาสุขภาพอื่น กรมอนามัยจึงเดินหน้าขับเคลื่อนแนวคิด "เมืองที่ขยับได้ เพื่อชีวิตที่แอคทีฟ" (The Moving City for Active Living) โดยเน้นการปรับสภาพแวดล้อมและโครงสร้างเมืองให้เอื้อต่อการมีกิจกรรมทางกายในชีวิตประจำวัน อาทิ การพัฒนาทางเดินเท้า ทางจักรยาน พื้นที่สาธารณะ รวมถึงการวางผังเมืองและระบบคมนาคมที่สนับสนุนการเดินทางแบบไม่ใช้เครื่องยนต์ เพื่อให้ประชาชนสามารถ "ขยับร่างกาย" ได้ง่าย ปลอดภัย และต่อเนื่องในทุกช่วงวัย
นายแพทย์ปกรณ์ ตุงคะเสรีรักษ์ รองอธิบดีกรมอนามัย กล่าวว่า แนวคิดดังกล่าวได้รับการผลักดันผ่านเวทีการประชุมวิชาการส่งเสริมสุขภาพและอนามัยสิ่งแวดล้อมแห่งชาติ ครั้งที่ 18 ภายใต้หัวข้อ "Building Sustainable Wellness under Climate Change" ซึ่งสะท้อนความเชื่อมโยงระหว่างสุขภาพ สิ่งแวดล้อม และการออกแบบเมืองในบริบทการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ โดยจัดเวทีเสวนา "เมืองที่ขยับได้ เพื่อชีวิตที่แอคทีฟ" เพื่อแลกเปลี่ยนองค์ความรู้ งานวิจัย และนวัตกรรม จากภาคีเครือข่ายหลากหลายภาคส่วน ทั้งนี้ การขับเคลื่อน "เมืองที่ขยับได้" ไม่สามารถดำเนินการโดยภาคสาธารณสุขเพียงลำพัง แต่ต้องอาศัยความร่วมมือจากหลายภาคส่วน ทั้งด้านผังเมือง คมนาคม และสิ่งแวดล้อม ควบคู่กับการยกระดับนโยบายและการดำเนินงานในระดับพื้นที่ พร้อมกันนี้ กรมอนามัยอยู่ระหว่างการพัฒนาแผนการส่งเสริมกิจกรรมทางกายฉบับใหม่ พ.ศ. 2571-2575 เพื่อผลักดันให้การมีกิจกรรมทางกายกลายเป็นวิถีชีวิตปกติของคนไทย นำไปสู่การลดปัจจัยเสี่ยงด้านสุขภาพ และสร้างสังคมสุขภาวะที่ยั่งยืนในระยะยาว
นายแพทย์วันฉัตร ชินสุวาเทย์ ผู้อำนวยการกองกิจกรรมทางกายเพื่อสุขภาพ กรมอนามัย กล่าวว่า การส่งเสริมกิจกรรมทางกายจำเป็นต้องขับเคลื่อนในระดับระบบ ไม่ใช่เพียงการรณรงค์ แต่ต้องทำให้การขยับ เป็นส่วนหนึ่งของชีวิตผ่านการออกแบบเมืองและสิ่งแวดล้อมที่เหมาะสม อาทิ ทางเดินปลอดภัย พื้นที่สาธารณะ เมืองที่เดินได้ ใช้ชีวิตได้จริง
คุณอรณา จันทรศิริ นักวิจัยจาก Activethai.org กล่าวว่า ประเทศไทยมีบทบาทสำคัญในเวทีโลก โดยมีส่วนร่วมในการขับเคลื่อนแผนปฏิบัติการระดับโลกด้านกิจกรรมทางกาย (GAPPA) ซึ่งเน้นการสร้าง "Active Environments" เพื่อให้ประชาชนเข้าถึงกิจกรรมทางกายได้อย่างเท่าเทียม
รองศาสตราจารย์ ดร. ปิยวัฒน์ เกตุวงศา จากศูนย์พัฒนาองค์ความรู้ด้านกิจกรรมทางกายประเทศไทย (TPAK) เน้นย้ำว่า การส่งเสริมกิจกรรมทางกายต้องดำเนินการอย่างต่อเนื่องตลอดช่วงชีวิต ตั้งแต่วัยเด็กจนถึงผู้สูงอายุ ควบคู่กับการลดพฤติกรรมเนือยนิ่ง