เสียวหมี่เผยรายรับของในปี 2568 พุ่งทะยานแตะ 457.3 พันล้านหยวน โดยรถยนต์ไฟฟ้าอัจฉริยะและ AI กลายเป็นกลไกขับเคลื่อนการเติบโตที่สำคัญ

รายรับของเสียวหมี่ในปี 2568 พุ่งทะยานแตะ 457.3 พันล้านหยวน โดยรถยนต์ไฟฟ้าอัจฉริยะและ AI กลายเป็นกลไกขับเคลื่อนการเติบโตที่สำคัญ

Wednesday 25 March 2026 16:25
เสียวหมี่เผยรายรับของในปี 2568 พุ่งทะยานแตะ 457.3 พันล้านหยวน โดยรถยนต์ไฟฟ้าอัจฉริยะและ AI กลายเป็นกลไกขับเคลื่อนการเติบโตที่สำคัญ

AI เร่งส่งเสริมศักยภาพระบบนิเวศอัจฉริยะ "Human ? Car ? Home" กลุ่มธุรกิจรถยนต์ไฟฟ้าอัจฉริยะ AI แลโครงการริเริ่มใหม่อื่นๆ สร้างรายรับจากการดำเนินงานทั้งปีเป็นบวกเป็นครั้งแรก

เสียวหมี่ คอร์เปอเรชัน ("เสียวหมี่ [Xiaomi]" หรือ "กลุ่มธุรกิจ Group]"; Stock Code:1810) บริษัทด้านอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์เพื่อผู้บริโภคและอุตสาหกรรมการผลิตอัจฉริยะด้วยการเป็นผู้นำด้านสมาร์ทโฟนและสมาร์ทฮาร์ดแวร์ที่เชื่อมต่อบนแพลตฟอร์ม Internet of Things (IoT) เผยผลการดำเนินงานที่สอบทานแล้ว สิ้นสุด ณ วันที่ 31 ธันวาคม 2568 ("ปี") ในปี 2568 ตัวชี้วัดหลักหลายรายการของกลุ่มธุรกิจทำสถิติใหม่สูงสุด แสดงให้เห็นถึงความสามารถในการเติบโตที่แข็งแกร่ง โดยรายรับรวมของปีนี้อยู่ที่ 457.3 พันล้านหยวน เพิ่มขึ้น 25.0% จากไตรมาสเดียวกันของปีก่อนหน้า ("YoY") ในขณะที่กำไรสุทธิที่ปรับแล้วเพิ่มขึ้น 43.8% จากไตรมาสเดียวกันของปีก่อนหน้า ("YoY") สูงสุดเป็นประวัติการณ์ที่ 39.2 พันล้านหยวน

เสียวหมี่ยังคงเดินหน้าผลักดันกลยุทธ์ "Human ? Car ? Home" อย่างต่อเนื่อง โดยธุรกิจหลักทั้งหมดของกลุ่มบริษัทแสดงให้เห็นถึงแรงขับเคลื่อนการเติบโตที่แข็งแกร่ง รายรับจากกลุ่มธุรกิจรถยนต์ไฟฟ้าอัจฉริยะ (Smart EV), AI และโครงการริเริ่มใหม่อื่นๆ พุ่งสูงขึ้น 223.8% จากไตรมาสเดียวกันของปีก่อนหน้า ("YoY") เป็น 106.1 พันล้านหยวน ซึ่งไม่เพียงแต่ทะลุ 1 แสนล้านหยวนเป็นครั้งแรกเท่านั้น แต่ยังสร้างรายรับจากการดำเนินงานทั้งปีเป็นบวกเป็นครั้งแรกซึ่งนับเป็นความสำเร็จครั้งประวัติศาสตร์ของบริษัท ทั้งนี้รายรับรวมจากธุรกิจสมาร์ทโฟนของปีนี้อยู่ที่ 186.4 พันล้านหยวน ในขณะที่รายรับจาก IoT และผลิตภัณฑ์ไลฟ์สไตล์ทำสถิติสูงสุดที่ 123.2 พันล้านหยวน

ในปี 2568 ผลิตภัณฑ์พรีเมียมของเสียวหมี่ยังคงได้รับความนิยมจากตลาดอย่างต่อเนื่อง โดยมีการเปิดตัวผลิตภัณฑ์พรีเมียมใหม่ๆ ได้แก่สมาร์ทโฟน Xiaomi 17 Ultra, Xiaomi 17 Ultra by Leica และรถยนต์ไฟฟ้าอัจฉริยะ Xiaomi YU7 ซึ่งเป็นรถ SUV หรูสมรรถนะสูง เป็นต้น ณ เดือนกุมภาพันธ์ 2569 รถยนต์ไฟฟ้าอัจฉริยะ Xiaomi YU7 Series ครองอันดับ 1 ในด้านยอดขายรถ SUV ขนาดกลางถึงขนาดใหญ่ในจีนแผ่นดินใหญ่ติดต่อกัน 7 เดือน และในเดือนมีนาคม 2569 เสียวหมี่ได้เปิดตัวรถยนต์ไฟฟ้าอัจฉริยะ Xiaomi SU7 รุ่นใหม่ซึ่งมียอดสั่งซื้อล่วงหน้ามากกว่า 15,000 คันภายใน 34 นาทีแรกของการเปิดตัว และเกิน 30,000 คันภายใน 3 วันแรกหลังการเปิดตัว

รายรับจากธุรกิจรถยนต์ไฟฟ้าอัจฉริยะ (Smart EV) ทะลุ 1 แสนล้านหยวนเป็นครั้งแรก ก้าวสู่การเป็นกลไกหลักในการขับเคลื่อนการเติบโตของกลุ่มบริษัท สู่ยุคใหม่แห่งการเติบโต

ปี 2568 ถือเป็นปีแรกที่ธุรกิจรถยนต์ไฟฟ้าอัจฉริยะ (Smart EV), AI และโครงการริเริ่มใหม่อื่นๆ ของกลุ่มบริษัทดำเนินงานครบปี และประสบความสำเร็จครั้งยิ่งใหญ่ด้วยการสร้างรายรับจากการดำเนินงานทั้งปีเป็นบวกเป็นครั้งแรก รายรับจากกลุ่มธุรกิจนี้อยู่ที่ 106.1 พันล้านหยวน เพิ่มขึ้น 223.8% จากไตรมาสเดียวกันของปีก่อนหน้า ("YoY") โดยมีรายรับจากการดำเนินงานอยู่ที่ 0.9 พันล้านหยวน เฉพาะในไตรมาสที่สี่รายรับจากกลุ่มธุรกิจนี้สูงถึง 37.2 พันล้านหยวน เพิ่มขึ้น 123.4% จากไตรมาสเดียวกันของปีก่อนหน้า ("YoY") คิดเป็น 31.8% ของรายรับรวมของกลุ่มบริษัท เนื่องจากรายรับของกลุ่มธุรกิจนี้เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องจนเริ่มใกล้เคียงกับธุรกิจสมาร์ทโฟนจึงได้ก้าวขึ้นมาเป็นแรงขับเคลื่อนการเติบโตที่สำคัญที่สุดของกลุ่มบริษัท

ยอดส่งมอบรถยนต์ไฟฟ้าอัจฉริยะของเสียวหมี่ยังคงเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยในปี 2568 มียอดส่งมอบรวม 411,082 คัน โดยรวม 145,115 คันในไตรมาสที่สี่ สำหรับปี 2569 บริษัทตั้งเป้าที่จะส่งมอบรถยนต์ให้ได้รวม 550,000 คันตลอดทั้งปี และในขณะเดียวกันกลุ่มบริษัทเองก็ยังคงขยายเครือข่ายการขายและบริการอย่างต่อเนื่องด้วยเช่นกัน ทั้งนี้ ณ วันที่ 31 ธันวาคม 2568 เสียวหมี่ได้เปิดศูนย์จำหน่ายรถยนต์ไฟฟ้าอัจฉริยะรวมทั้งสิ้น 477 แห่ง ครอบคลุม 138 เมืองทั่วจีนแผ่นดินใหญ่

ในปี 2568 รถยนต์ไฟฟ้าอัจฉริยะ Xiaomi SU7 Series ครองอันดับ 1 ในด้านยอดขายรถซีดานที่มีราคาตั้งแต่ 200,000 หยวนขึ้นไปในจีนแผ่นดินใหญ่ ในเดือนกุมภาพันธ์ 2569 เสียวหมี่ได้เปิดตัว Xiaomi Vision Gran Turismo อย่างเป็นทางการ ซึ่งเป็นโครงการรถไฟฟ้าไฮเปอร์คาร์ต้นแบบ ณ เมืองบาร์เซโลนา ซึ่งนับเป็นแบรนด์จีนแบรนด์แรกที่ได้รับเชิญให้เข้าร่วมกับแฟรนไชส์ระดับตำนานนี้

สมาร์ทโฟนเสียวหมี่ยังคงครองอันดับท็อป 3 ของโลก หลังกลยุทธ์สินค้าและบริการในกลุ่มพรีเมียม (premiumization) สร้างผลลัพธ์ที่แข็งแกร่ง

ในปี 2568 ธุรกิจสมาร์ทโฟนของกลุ่มบริษัทยังคงเติบโตอย่างต่อเนื่อง โดยมีรายรับที่ 186.4 พันล้านหยวนและยอดจัดส่งทั่วโลกรวม 165.2 ล้านเครื่อง ตามรายงานของ Omdia เสียวหมี่ยังคงครองอันดับหนึ่งในสามของโลกด้านยอดจัดส่งสมาร์ทโฟนต่อเนื่องเป็นปีที่ 5 ติดต่อกันด้วยส่วนแบ่งการตลาด 13.3% ในจีนแผ่นดินใหญ่เสียวหมี่ครองอันดับ 2 ด้านยอดขายสมาร์ทโฟนตามจำนวนเครื่องที่ขายได้โดยมีส่วนแบ่งการตลาดที่ 16.6% เพิ่มขึ้น 0.7 จุดเปอร์เซ็นต์จากไตรมาสเดียวกันของปีก่อนหน้า ("YoY")

กลยุทธ์สินค้าและบริการในกลุ่มพรีเมียม (premiumization) ของเสียวหมี่เติบโตขึ้นอย่างรวดเร็วและให้ผลลัพธ์ที่น่าพอใจ

ตามข้อมูลจากบุคคลที่สาม ในปี 2568 สมาร์ทโฟนพรีเมียมของเสียวหมี่ (ราคาขายปลีกตั้งแต่ 3,000 หยวนขึ้นไป) คิดเป็นสัดส่วนสูงถึง 27.1% ของยอดขายสมาร์ทโฟนทั้งหมดของกลุ่มบริษัทในจีนแผ่นดินใหญ่ซึ่งเป็นการทำลายสถิติสูงสุด นอกจากนี้ในสมาร์ทโฟนกลุ่มราคา 4,000-6,000 หยวน ส่วนแบ่งการตลาดสมาร์ทโฟนของกลุ่มบริษัทวัดจากจำนวนหน่วยที่ขายได้อยู่ที่ 17.3%

เสียวหมี่ยังคงขยายการเติบโตในตลาดโลกอย่างต่อเนื่อง ทั้งนี้ยอดจัดส่งสมาร์ทโฟนของเสียวหมี่ติดหนึ่งในสามอันดับแรกใน 58 ประเทศและภูมิภาคทั่วโลก และติดหนึ่งในห้าอันดับแรกใน 70 ประเทศและภูมิภาคทั่วโลก ในละตินอเมริกาและเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ เสียวหมี่ขึ้นเป็นอันดับ 2 ด้วยส่วนแบ่งการตลาดที่ 17.5% และ 17.0% ตามลำดับ ในขณะที่ในยุโรปและแอฟริกาเสียวหมี่ครองอันดับ 3 ด้วยส่วนแบ่งการตลาดเพิ่มขึ้น 0.6 และ 1.4 จุดเปอร์เซ็นต์จากไตรมาสเดียวกันของปีก่อนหน้า ("YoY") เป็น 20.3% และ 12.7% ตามลำดับ

รายรับจาก IoT และบริการอินเทอร์เน็ตทำลายสถิติสูงสุด มีจำนวนผู้ใช้งานต่อเดือนทั่วโลก (MAU) เกิน 750 ล้านราย

กลุ่มผลิตภัณฑ์ IoT และไลฟ์สไตล์ของกลุ่มบริษัททำสถิติสูงสุดทั้งในด้านรายรับและอัตรากำไรขั้นต้น โดยรายรับรวมทั้งปีอยู่ที่ 123.2 พันล้านหยวน เพิ่มขึ้น 18.3% จากไตรมาสเดียวกันของปีก่อนหน้า ("YoY") ในขณะที่อัตรากำไรขั้นต้นเพิ่มขึ้น 2.8 จุดเปอร์เซ็นต์จากไตรมาสเดียวกันของปีก่อนหน้า ("YoY") เป็น 23.1% ธุรกิจเครื่องใช้ไฟฟ้าอัจฉริยะขนาดใหญ่ภายในบ้านยังคงเติบโตอย่างรวดเร็ว โดยมีรายรับเพิ่มขึ้น 23.1% จากไตรมาสเดียวกันของปีก่อนหน้า ("YoY") จากการจัดส่งเครื่องปรับอากาศ ตู้เย็น และเครื่องซักผ้าที่ก็ทำสถิติสูงสุดเป็นประวัติการณ์

ในช่วงเวลาดังกล่าว ผลิตภัณฑ์แท็บเล็ตของเสียวหมี่มีการเติบโตอย่างต่อเนื่อง ตามรายงานของ Omdia ผลิตภัณฑ์แท็บเล็ตของเสียวหมี่ติดอันดับหนึ่งในห้าของการจัดส่งทั่วโลก และติดอันดับหนึ่งในสามในจีนแผ่นดินใหญ่ ส่วนสายรัดข้อมืออัจฉริยะของเสียวหมี่ ยังคงครองตำแหน่งผู้นำโดยอยู่ในอันดับ 1 ของโลกและอันดับ 2 ในจีนแผ่นดินใหญ่ในปี 2568 นอกจากนี้ยอดจัดส่งหูฟัง TWS ของเสียวหมี่ยังติดอันดับ 2 ของโลก และอันดับ 1 ในจีนแผ่นดินใหญ่อีกด้วย

ณ วันที่ 31 ธันวาคม 2568 จำนวนอุปกรณ์ IoT ที่เชื่อมต่อกับแพลตฟอร์ม AIoT ของกลุ่มบริษัท (ไม่รวมสมาร์ทโฟน แท็บเล็ต และแล็ปท็อป) มีจำนวนมากถึง 1,079.2 ล้านเครื่อง เพิ่มขึ้น 19.3% จากไตรมาสเดียวกันของปีก่อนหน้า ("YoY") จำนวนผู้ใช้งานที่มีอุปกรณ์เชื่อมต่อกับแพลตฟอร์ม AIoT ของกลุ่มบริษัท (ไม่รวมสมาร์ทโฟน แท็บเล็ต และแล็ปท็อป) ตั้งแต่ห้าเครื่องขึ้นไป มีจำนวนสูงถึง 22.7 ล้านราย เพิ่มขึ้น 23.6% จากไตรมาสเดียวกันของปีก่อนหน้า ("YoY") และในเดือนธันวาคม 2568 จำนวนผู้ใช้งานต่อเดือน (MAU) ของแอป Xiaomi Home เพิ่มขึ้น 11.7% จากไตรมาสเดียวกันของปีก่อนหน้า ("YoY") เป็น 112.7 ล้านราย

ธุรกิจบริการอินเทอร์เน็ตของกลุ่มบริษัทยังคงเติบโตอย่างมั่นคง โดยรายรับรวมทั้งปีเพิ่มขึ้น 9.7% จากไตรมาสเดียวกันของปีก่อนหน้า ("YoY") สูงสุดเป็นประวัติการณ์ที่ 37.4 พันล้านหยวน ณ เดือนธันวาคม 2568 จำนวนผู้ใช้งานต่อเดือน (MAU) ทั่วโลก เพิ่มขึ้น 7.4% จากไตรมาสเดียวกันของปีก่อนหน้า ("YoY") เป็น 754.1 ล้านราย ในขณะที่จำนวนผู้ใช้งานต่อเดือน (MAU) ในจีนแผ่นดินใหญ่เพิ่มขึ้น 10.1% จากไตรมาสเดียวกันของปีก่อนหน้า ("YoY") เป็น 190.4 ล้านราย

การลงทุนด้านวิจัยและพัฒนาตลอดทั้งปีใกล้เคียงกับระดับกำไรประจำปี จากความสำเร็จด้าน AI ที่ช่วยเสริมศักยภาพระบบนิเวศอัจฉริยะ "Human ? Car ? Home"

เสียวหมี่ยังคงมุ่งมั่นในการลงทุนระยะยาว ซึ่งเป็นรากฐานสำคัญในการพัฒนาเทคโนโลยีและกลยุทธ์สินค้าและบริการในกลุ่มพรีเมียม (premiumization) ค่าใช้จ่ายด้านการวิจัยและพัฒนาตลอดทั้งปีอยู่ที่ 33.1 พันล้านหยวน เพิ่มขึ้น 37.8% จากไตรมาสเดียวกันของปีก่อนหน้า ("YoY") เสียวหมี่มีบุคลากรด้านการวิจัยและพัฒนาทั้งหมดเพิ่มขึ้นเป็น 25,457 คน ทั้งนี้การลงทุนด้านการวิจัยและพัฒนา สะสมในช่วงห้าปีที่ผ่านมามีมูลค่ารวมกว่า 105.5 พันล้านหยวน และกลุ่มบริษัทคาดว่าจะลงทุนในด้าน AI อย่างน้อย 6 หมื่นล้านหยวนในอีกสามปีข้างหน้า

ความสามารถของกลุ่มบริษัทในด้านการใช้ AI โมเดลขนาดใหญ่ได้ประสบความสำเร็จอย่างก้าวกระโดด และกำลังเร่งเสริมสร้างศักยภาพของระบบนิเวศอัจฉริยะ "Human ? Car ? Home" เมื่อเร็วๆ นี้เสียวหมี่ได้เปิดตัวโมเดลขนาดใหญ่ที่พัฒนาขึ้นเอง 3 รุ่น สำหรับยุค AI ตัวแทน (agent) ได้แก่ โมเดลพื้นฐานเรือธง Xiaomi MiMo-V2-Pro, โมเดลขนาดใหญ่แบบ Omni-modal Xiaomi MiMo-V2-Omni และโมเดลขนาดใหญ่สำหรับการสั่งงานด้วยเสียง Xiaomi MiMo-V2-TTS ภายในเวลาไม่ถึงหนึ่งสัปดาห์หลังจากการเปิดตัว Xiaomi MiMo-V2-Pro ติดอันดับ 1 ของโลกด้านปริมาณการเรียกใช้งานรายสัปดาห์บน OpenRouter ซึ่งเป็นแพลตฟอร์ม API ระดับโลก และได้รับการจัดอันดับที่ 8 ของโลก และอันดับ 2 ในประเทศจีนด้วยดัชนีปัญญาประดิษฐ์ (Artificial Analysis Intelligence Index) ส่วน Xiaomi miclaw ซึ่งเป็นตัวแทนเคลื่อนที่ที่เปิดตัวไปก่อนหน้านี้ ก็ได้เข้าสู่ช่วงทดสอบเบต้าแบบเชิญชวนแล้ว นอกจากนี้กลุ่มบริษัทยังได้ซอร์สโมเดลหุ่นยนต์ขนาดใหญ่แบบ Vision-Linguisher-Action (VLA) รุ่นแรกสำหรับหุ่นยนต์ Xiaomi-Robotics-0 อีกด้วย ในเดือนมีนาคม 2569 หุ่นยนต์ของเสียวหมี่ได้ทำงานแบบอัตโนมัติอย่างต่อเนื่องเป็นเวลา 3 ชั่วโมง ณ สถานีงานติดตั้งน็อตแบบเจาะตัวเอง (self-piercing nut loading) ที่โรงงานผลิตรถยนต์ไฟฟ้าอัจฉริยะของเสียวหมี่ โดยประสบความสำเร็จในการติดตั้งพร้อมกันสองด้านในอัตรา 90.2% และตรงตามเวลาการผลิตที่เร็วที่สุดของสายการผลิตที่ 76 วินาที ซึ่งถือเป็นก้าวสำคัญสู่การใช้งานในวงกว้าง

การผสานรวมของ AI, หุ่นยนต์สำหรับใช้ในอุตสาหกรรม, รถยนต์ไฟฟ้าอัจฉริยะ และการผลิตอัจฉริยะกำลังทวีความเร็วขึ้น ด้วยการมีส่วนร่วมอย่างรอบด้านและครบวงจรในด้านเทคโนโลยีล้ำสมัย ระบบนิเวศอัจฉริยะและการผลิตอัจฉริยะ เสียวหมี่จึงสร้างความได้เปรียบในการแข่งขันที่โดดเด่นไม่เหมือนใคร