Local Content กับแรงกดดันการค้าโลกยุคใหม่ โจทย์เชิงโครงสร้างของการส่งออกไทย

Key Highlights :

Monday 30 March 2026 10:34
Local Content กับแรงกดดันการค้าโลกยุคใหม่ โจทย์เชิงโครงสร้างของการส่งออกไทย
  • การเปิดการสอบสวนภายใต้มาตรา 301 ของสหรัฐฯ เมื่อวันที่ 11 มีนาคม 2569 ชี้ว่า Local Content กำลังกลายเป็นตัวชี้วัดความเสี่ยงใหม่ของการส่งออกไทย ประเด็นสำคัญของการค้าโลกในระยะถัดไปอาจไม่ได้อยู่กับการขึ้นภาษีเพียงอย่างเดียว แต่กำลังย้ายไปสู่การบังคับใช้กฎถิ่นกำเนิดสินค้าและเกณฑ์ Regional Value Content (RVC) ที่เข้มงวดขึ้น ทำให้ความสามารถในการแข่งขันของประเทศผู้ส่งออกถูกวัดจากที่มาของมูลค่าเพิ่มมากขึ้น ไม่ใช่เพียงระดับราคาหรือปริมาณการส่งออก
  • Krungthai COMPASS ประเมินว่า ความเสี่ยงนี้มีนัยสำคัญต่อไทย เพราะอุตสาหกรรมส่งออกหลักบางส่วนพึ่งพาวัตถุดิบนำเข้าในสัดส่วนสูง แม้การส่งออกอาจขยายตัวได้ในระยะสั้น แต่ภายใต้กติกาการค้าโลกที่ให้น้ำหนักกับกฎถิ่นกำเนิดมากขึ้น จุดแข็งด้านต้นทุนหรือคำสั่งซื้อเพียงอย่างเดียวอาจไม่เพียงพออีกต่อไป โดยแรงกดดันมีแนวโน้มกระจุกตัวในกลุ่ม Low Local Content และพึ่งพาตลาดสหรัฐฯ สูง โดยเฉพาะเครื่องจักร อุปกรณ์ไฟฟ้า และอิเล็กทรอนิกส์ ซึ่งมีบทบาทสำคัญต่อการส่งออกไทย
  • นัยสำคัญคือ ความเสี่ยงด้านการค้าในระยะถัดไปของไทยอาจเป็นความเสี่ยงเชิงโครงสร้าง มากกว่าความผันผวนเชิงวัฏจักร ดังนั้น โจทย์ของไทยจึงไม่ใช่การรักษาการเติบโตของภาคการส่งออกในระยะสั้นเพียงอย่างเดียว แต่คือการเร่งยกระดับ Domestic Value Added (DVA) และเสริมความเชื่อมโยงของ Supply Chain ภายในประเทศ เพื่อให้ภาคการผลิตไทยมีความเข้มแข็งและยืดหยุ่นมากขึ้นภายใต้กติกาการค้าโลกที่เข้มงวดขึ้น และช่วยลดความเปราะบางของการส่งออกไทยในระยะยาว

ปัจจุบันความไม่แน่นอนด้านการค้าของสหรัฐฯ สูงกว่าช่วงสงครามการค้าเดิมอย่างมีนัยสำคัญ

กติกาการค้าโลกยุคใหม่มีแนวโน้มให้น้ำหนักกับการอุดช่องว่างภาษีในห่วงโซ่อุปทาน ควบคู่กับการใช้มาตรการภาษีแบบวงกว้าง โดยเฉพาะสหรัฐฯ ให้ความสำคัญกับการปราบปรามสินค้าสวมสิทธิ์ ผ่านการตรวจสอบ ถิ่นกำเนิดสินค้าอย่างเข้มงวด รวมถึงการใช้มาตรการเชิงกฎหมายที่เจาะจงมากขึ้นในบางกรณี ส่งผลให้ผู้ส่งออกต้องสามารถอธิบายและยืนยันแหล่งที่มาของวัตถุดิบ ชิ้นส่วน และกระบวนการผลิตได้ชัดเจนมากขึ้น เพื่อรักษาสิทธิประโยชน์ทางภาษีและการเข้าถึงตลาด

นโยบายการค้าสหรัฐฯ ยังมีความไม่แน่นอนสูง

เมื่อวันที่ 11 มีนาคม 2569 รัฐบาลสหรัฐฯ ประกาศเริ่มการสอบสวนตามมาตรา 301 (Country-Specific) โดยไทยเป็นหนึ่งในประเทศที่อยู่ภายใต้การสอบสวน สะท้อนว่าความเสี่ยงด้านการค้าของไทยมีนัยมากขึ้น โดยเฉพาะเมื่อไทยเป็นประเทศที่สหรัฐฯ ขาดดุลการค้าสูงเป็นอันดับ 7 ในปี 2568 ที่ระดับ 71.9 พันล้านดอลลาร์สหรัฐฯ1 เพิ่มขึ้นจากอันดับ 11 ในปี 2567

แม้ในระยะสั้นการส่งออกไทยสามารถเติบโตได้ดี โดยในปี 2568 มูลค่าการส่งออกอยู่ที่ 339.6 พันล้านดอลลาร์สหรัฐฯ2 ขยายตัวสูงถึง 12.9% จากแรงส่งของสินค้าอิเล็กทรอนิกส์และอุปกรณ์ไฟฟ้า ขณะที่สหรัฐฯ เป็นตลาดส่งออกอันดับหนึ่งของไทย คิดเป็น 21.3% ของมูลค่าการส่งออกทั้งหมด อย่างไรก็ดี ภายใต้กฎกติกาการค้าที่ให้ความสำคัญกับการตรวจสอบถิ่นกำเนิดมากขึ้น ระดับ Local Content และความพร้อมในการตรวจสอบแหล่งที่มาของสินค้าอาจมีบทบาทต่อความสามารถในการแข่งขันมากขึ้น

ไทยไม่ได้อยู่ในตำแหน่งที่ได้เปรียบด้านมูลค่าเพิ่มภายในประเทศ

จากฐานข้อมูล OECD Trade in Value Added (TiVA) ในปี 2567 พบว่า ไทยมีสัดส่วนมูลค่าเพิ่มภายในประเทศ (DVA)3 ต่ำกว่าประเทศฐานการผลิตหลักในหลายอุตสาหกรรม โดยเฉพาะเมื่อเทียบกับกลุ่ม Advanced Manufacturing (ญี่ปุ่น-เกาหลีใต้) และในบางอุตสาหกรรมยังตามหลังประเทศในกลุ่ม Regional Production อย่างมีนัยสำคัญ ภาพรวมสะท้อนว่า ไทยมีข้อจำกัดในการสร้างมูลค่าเพิ่มภายในประเทศในหลายกลุ่มอุตสาหกรรมสำคัญ

เมื่อเปรียบเทียบกับกลุ่ม Regional Production ซึ่งเป็นคู่แข่งโดยตรงของไทย พบว่าไทยมีระดับ DVA ใกล้เคียงกับมาเลเซีย และสูงกว่าเวียดนามในบางอุตสาหกรรม อย่างไรก็ตาม โครงสร้างดังกล่าวยังไม่สะท้อนความได้เปรียบด้านการสร้างมูลค่าเพิ่มภายในประเทศเมื่อเทียบกับคู่แข่งโดยตรงอย่างชัดเจน

Rule of Origin เปลี่ยนต้นทุนเป็นข้อจำกัดเชิงโครงสร้างของการส่งออก

โครงสร้างมูลค่าเพิ่มภายในประเทศของไทยแตกต่างกันอย่างมีนัยระหว่างอุตสาหกรรม ทำให้ความเสี่ยงจากกฎถิ่นกำเนิดไม่ได้กระจายเท่ากัน เมื่อพิจารณา DVA ร่วมกับอัตราการเติบโตของการส่งออกไปสหรัฐฯ จะแบ่งอุตสาหกรรมได้เป็น 4 กลุ่มตามกราฟ

โดยกลุ่มที่ควรจับตามองเป็นพิเศษคือ Growth with Structural Risk แม้การเติบโตจะดีในระยะสั้น แต่มีความเสี่ยงเชิงโครงสร้างสูงกว่ากลุ่มอื่นภายใต้แรงกดดันจาก Rule of Origin โดยเฉพาะอิเล็กทรอนิกส์และเครื่องจักร ซึ่งเป็นแรงขับเคลื่อนของการส่งออกไทยในปัจจุบัน หากการบังคับใช้กฎถิ่นกำเนิดหรือมาตรการสินค้าสวมสิทธิเข้มงวดขึ้น กลุ่มนี้มีแนวโน้มเผชิญแรงกดดันด้านต้นทุนและความสามารถในการรักษาการเติบโตมากกว่ากลุ่มที่มี DVA สูงกว่า ซึ่งสะท้อนว่าความเสี่ยงเชิงโครงสร้างของการส่งออกไทยกระจุกตัวในบางอุตสาหกรรมสำคัญ

Low Local Content4 ความเปราะบางของการส่งออกไทย

โครงสร้างการส่งออกไทยพึ่งพากลุ่ม Low Local Content ในสัดส่วนสูง โดยคิดเป็น 46.6% ของมูลค่าการส่งออกทั้งหมดในปี 2568 กลุ่มที่น่าจับตามองคืออุปกรณ์ไฟฟ้าและเครื่องจักร ซึ่งมีระดับ Local Content ต่ำกว่า 50% และมีบทบาทสำคัญต่อมูลค่าการส่งออกโดยรวม

เมื่อเทียบกับการพึ่งพาตลาดสหรัฐฯ จะเห็นว่าความเสี่ยงจากมาตราทางการค้ากระจุกตัวในกลุ่ม Low Local Content โดยเฉพาะอิเล็กทรอนิกส์ อุปกรณ์ไฟฟ้า และเครื่องจักร ซึ่งมีระดับ US Exposure ค่อนข้างสูง โครงสร้างดังกล่าวทำให้แรงกดดันด้านกฎถิ่นกำเนิดและความไม่แน่นอนในการเข้าถึงตลาดมีแนวโน้มกระทบกลุ่มนี้ก่อนกลุ่มอื่น นัยสำคัญคือ หากกติกาการค้าให้น้ำหนักกับถิ่นกำเนิดสินค้ามากขึ้น กลุ่มอุตสาหกรรมดังกล่าวอาจเผชิญแรงกดดันก่อนกลุ่มอื่น แม้จะรักษาระดับการส่งออกได้ดีในระยะสั้น

Local Content ใช้เพื่อสะท้อนสัดส่วนการใช้วัตถุดิบขั้นกลางจากในประเทศ ซึ่งต่างจาก DVA ซึ่งครอบคลุมมูลค่าเพิ่มที่เกิดขึ้นในประเทศในภาพรวม เช่น ค่าจ้าง กำไร และบริการหรือวัตถุดิบ

ความเสี่ยงของการส่งออกไทยอยู่ที่การคุมถิ่นกำเนิดสินค้า

ภายใต้เกณฑ์ Regional Value Content (RVC) ที่ระดับ 60% ซึ่งอ้างอิงจากความตกลงของ USMCA สำหรับสินค้าบางประเภท เกณฑ์ดังกล่าวสะท้อนสัดส่วนการพึ่งพาวัตถุดิบภายในประเทศและภูมิภาค (ASEAN9) ต่อมูลค่าสินค้ารวม ดังนั้น อุตสาหกรรมส่งออกไทยที่พึ่งพาการนำเข้าสูงจึงมีความเสี่ยงมากกว่าที่จะไม่ผ่านเกณฑ์ และเผชิญต้นทุนเพิ่มขึ้น ส่งผลให้โครงสร้างวัตถุดิบกลายเป็นตัวแปรสำคัญที่กำหนดความสามารถในการแข่งขันของผู้ส่งออกไทยโดยตรง เมื่อพิจารณาแหล่งที่มาของวัตถุดิบ พบว่า อุปกรณ์ไฟฟ้า (49.8%) และเครื่องจักร (53.7%) มีสัดส่วน การพึ่งพาวัตถุดิบภายในประเทศและภูมิภาครวมต่ำกว่าเกณฑ์ 60% อย่างชัดเจน ขณะที่ยานยนต์ (62.1%) และอิเล็กทรอนิกส์ (63.0%) แม้ผ่านเกณฑ์เพียงเล็กน้อย แต่ยังพึ่งพาการนำเข้าจากนอกภูมิภาคในระดับสูง ทำให้ความเสี่ยงกระจุกตัว ในอุตสาหกรรมกลุ่ม Low Local Content

Implications:

Krungthai COMPASS ประเมินว่า ความเสี่ยงด้านการค้าของไทยในระยะถัดไปไม่ได้ขึ้นอยู่กับอัตราภาษีเพียงอย่างเดียว แต่เชื่อมโยงมากขึ้นกับโครงสร้าง Local Content โดยเฉพาะอุตสาหกรรมกลุ่ม Low Local Content ที่มีบทบาทสำคัญต่อภาคการส่งออกไทย

  1. ห่วงโซ่อุปทานคือความได้เปรียบใหม่
    ภายใต้กฎถิ่นกำเนิดและเกณฑ์ Regional Value Content (RVC) ที่มีแนวโน้มเข้มงวดมากขึ้น ผู้ประกอบการกลุ่ม Low Local Content อาจเผชิญแรงกดดันมากกว่ากลุ่มอื่น ดังนั้น ความสามารถในการบริหารห่วงโซ่อุปทานให้สามารถตรวจสอบและยืนยันแหล่งที่มาของวัตถุดิบได้ชัดเจน จะมีความ สำคัญต่อการรักษาโอกาสการเข้าถึงตลาดมากขึ้น
  2. การยกระดับฐานการผลิตของไทย
    ในระยะถัดไป ความสามารถในการแข่งขันจะไม่ได้วัดจากต้นทุนหรือปริมาณการส่งออกเพียงอย่างเดียว แต่ขึ้นอยู่กับมูลค่าเพิ่มที่สร้างได้ภายในประเทศ ดังนั้น การยกระดับ Domestic Value Added (DVA) อย่างเป็นระบบ จะช่วยเสริมความสามารถในการแข่งขันและลดความเปราะบางเชิงโครงสร้างของไทยในระยะยาว
  3. การปรับนโยบายเชิงโครงสร้าง
    นโยบายภาครัฐอาจต้องขยับจากการสนับสนุนการส่งออกในเชิงปริมาณ ไปสู่การยกระดับโครงสร้างการผลิตที่มีบทบาทต่อการส่งออก แต่มีสัดส่วน Local Content ต่ำ ผ่านการพัฒนาผู้ผลิตชิ้นส่วนในประเทศ การเชื่อมโยง ห่วงโซ่อุปทานภายใน ประเทศ และการยกระดับผลิตภาพ ซึ่งสอดคล้องกับกรอบ REINVENT Thailand

ประเด็นที่ควรติดตาม คือ ความเข้มงวดของการตรวจสอบถิ่นกำเนิดสินค้าในตลาดสหรัฐฯ การเปลี่ยนแปลงแนวปฏิบัติที่เกี่ยวข้องกับเกณฑ์ RVC พัฒนาการของการสอบสวนภายใต้มาตรา 301 และโครงสร้างการใช้วัตถุดิบนำเข้าของกลุ่มเครื่องจักร อุปกรณ์ไฟฟ้า และอิเล็กทรอนิกส์ รวมถึงความเสี่ยงจากมาตรการภาษีรายอุตสาหกรรมของสหรัฐฯ (เช่น มาตรา 232) ซึ่งอาจกระทบต่อการส่งออกของไทยในระยะข้างหน้า