ผลงานนวัตกรรมวัสดุแผ่นนุ่น ประกอบด้วย แผ่นนุ่นทำความสะอาดผิวหน้า (Kapok Pad for Facial Cleansing) แผ่นนุ่นดูดซับคราบน้ำมันสำหรับครัวเรือน (SuperClean Pad) แผ่นนุ่นดูดซับน้ำมันและทนไฟ (HyperClean Pad) และแผ่นหน้ากากนุ่นกรองอากาศและฆ่าเชื้อโรค (BioMask Kapok Filter) ผลงานดังกล่าวเป็นฝีมือนักวิจัยไทย ได้รับการรับรองจากฐานข้อมูล Material ConneXion นิวยอร์ก ปี ค.ศ. 2025 (พ.ศ. 2568) และได้รับการคัดเลือกให้เป็นตัวแทนนวัตกรรมวัสดุไทยสู่เวทีโลก ภายใต้แนวคิด Innovation & Natural Materials ในกลุ่มวัสดุชีวภาพและวัสดุจากธรรมชาติที่ต่อยอดด้วยนวัตกรรม จัดแสดงในนิทรรศการ Material Submission Showcase from Local to Global บริเวณพื้นที่ด้านหน้าของห้อง Material Design & Innovation Center ณ ศูนย์นวัตกรรมด้านวัสดุและการออกแบบ Thailand Creative & Design Center (TCDC) กรุงเทพฯ ระหว่างวันที่ 29 มกราคม ถึง 30 ธันวาคม 2569 ต่อเนื่อง 1 ปี
ผศ. ดร.ธิดารัตน์ บุญศรี อาจารย์ประจำคณะวิทยาศาสตร์ และหัวหน้ากลุ่มวิจัยวัสดุชีวภาพอัจฉริยะและเทคโนโลยี มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรี (มจธ.) ในฐานะหัวหน้านักวิจัย กล่าวว่า จุดเริ่มต้นของงานวิจัยนี้มาจากความสนใจเรื่อง "เส้นใยธรรมชาติ" และโจทย์ คือจะทำอย่างไรให้เส้นใยธรรมชาติสามารถ "ขึ้นรูป" หรือ "ทำเป็นแผ่น" ได้ โดยเฉพาะเส้นใยนุ่นซึ่งมีเส้นใยสั้น จึงไม่สามารถขึ้นรูปได้เหมือนฝ้ายที่มีเส้นใยยาว และสามารถทอผ้า หรือทำเป็นแผ่นสำลีได้ ส่งผลให้นุ่นถูกจำกัดการใช้งานมาโดยตลอด
ด้วยคุณสมบัติพิเศษของเส้นใยนุ่น และความสามารถในการย่อยสลายได้ทางชีวภาพ ทีมวิจัยจึงตั้งเป้าเพิ่มมูลค่าและขยายการใช้งานให้นุ่นสามารถใช้ในชีวิตประจำวันได้หลากหลาย และเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม พร้อมเชื่อมโยงสู่ประเด็นการฟื้นฟูพื้นที่เสื่อมโทรม โดยเฉพาะภาคเหนือ เช่น จังหวัดน่าน ซึ่งมีพื้นที่ป่าเสื่อมโทรมจำนวนมาก ทีมวิจัยจึงเสนอแนวทางส่งเสริมการปลูกป่านุ่นแทนยูคาลิปตัส เนื่องจากนุ่นเป็นพืชโตเร็ว ให้ร่มเงา ปลูกง่าย ไม่ต้องใช้สารเคมี มีรากช่วยยึดดิน และให้ผลิตผลต่อเนื่องทุกปี อีกทั้งยังเป็นพืชท้องถิ่นของไทย ในอดีตไทยเคยเป็นผู้ส่งออกนุ่นอันดับหนึ่งของโลก และปัจจุบันยังเป็นที่ต้องการในตลาดญี่ปุ่น เกาหลีใต้ และฝรั่งเศส
"โจทย์ท้าทายคือการขึ้นรูปเป็นแผ่น เนื่องจากนุ่นมีเส้นใยสั้น หากนำมาใช้กับผิวโดยตรง เส้นใยอาจพันตัวคล้ายเส้นด้ายและก่อให้เกิดการระคายเคือง ดังนั้นจึงต้องพัฒนาเทคนิคการขึ้นรูปเป็นแผ่นเช่นเดียวกับสำลี แต่แตกต่างจากฝ้ายที่มีการปรับปรุงพันธุกรรม ในเชิงอุตสาหกรรม การใช้นุ่นจึงต้องปรับสภาพคุณสมบัติของเส้นใยให้เหมาะสมต่อการใช้งาน" ผศ. ดร.ธิดารัตน์ กล่าว
จุดเด่นของงานวิจัย คือ การพัฒนาเทคนิคทำให้นุ่นขึ้นรูปเป็นแผ่นได้โดยไม่ใช้กาว แต่ใช้กลไกการละลายผนังเซลล์บางส่วนให้เกิดคุณสมบัติกาวธรรมชาติ (Self-adhesive) ทำให้เส้นใยยึดติดเป็นเนื้อเดียวกัน พร้อมประยุกต์เทคโนโลยี Surface Modification เพื่อปรับแต่งผิวเส้นใยให้เหมาะกับการใช้งานเฉพาะด้าน ปัจจุบันได้ยื่นจดสิทธิบัตรในกระบวนการผลิต และเทคนิคการปรับสภาพผิวแล้ว สำหรับผลิตภัณฑ์ต้นแบบ ได้แก่
แผ่นนุ่นทำความสะอาดผิวหน้า (Kapok Pad for Facial Cleansing) แผ่นนุ่นปรับสภาพผิวด้วยการเคลือบสารซิงค์อะซิเตต (Zinc Acetate) ให้มีคุณสมบัติต้านแบคทีเรีย เหมาะกับผู้มีผิวมันและแพ้ง่าย ช่วยดูดซับความมันและทำความสะอาดเครื่องสำอาง พร้อมช่วยลดการสะสมของเชื้อแบคทีเรีย โดยผลงานชิ้นนี้ได้รางวัล 1 ใน 3 ผลิตภัณฑ์ที่ส่งเสริมอุตสาหกรรมเครื่องสำอางรักษ์โลก จากเวที Cosmetic Victory Valley ที่กรุงปารีส ประเทศฝรั่งเศส
แผ่นนุ่นดูดซับคราบน้ำมันสำหรับครัวเรือน (SuperClean Pad) แผ่นนุ่นเคลือบแมงกานีสออกไซด์ เพิ่มคุณสมบัติดูดซับน้ำมันและกันน้ำ เหมาะสำหรับทำความสะอาดภาชนะ และคราบน้ำมันบนพื้นผิวในครัว ช่วยลดการใช้น้ำและน้ำยาล้างจาน โดยสามารถบีบคืนน้ำมันออกเพื่อนำไปกำจัดอย่างเหมาะสม
นวัตกรรมแผ่นนุ่นดูดซับน้ำมันและทนไฟ (HyperClean Pad) แผ่นนุ่นเคลือบสองชั้น ชั้นในดูดซับน้ำมัน และชั้นนอกทนความร้อน ใช้กับเตาปิ้งย่างเพื่อลดการสัมผัสของน้ำมันกับแหล่งความร้อนโดยตรง ช่วยลดควันและเขม่าที่เป็นอันตราย
แผ่นหน้ากากนุ่นกรองอากาศและฆ่าเชื้อโรค (BioMask- Kapok Filter) แผ่นนุ่นเคลือบสารออกซิไดซ์แบบเจล (Gel Coating) ให้เกิดชั้นฟิล์มบนพื้นผิว มีคุณสมบัติสะท้อนฝุ่นและยับยั้งแบคทีเรีย เหมาะต่อการพัฒนาเป็นหน้ากากอนามัยหรือวัสดุกรองอากาศ โดยต้นแบบพัฒนา เพื่อใช้กับเด็ก โดยเฉพาะเด็กปากแหว่งเพดานโหว่
ผศ. ดร.ธิดารัตน์ กล่าวเพิ่มเติมว่า "ปัจจุบันผู้บริโภคให้ความสำคัญกับสิ่งแวดล้อมมากขึ้น การใช้วัสดุย่อยสลายได้แทน เส้นใยสังเคราะห์ เช่น โพลีเอสเตอร์ หรือไนลอน ซึ่งก่อให้เกิดปัญหาไมโครพลาสติก งานวิจัยนี้จึงมุ่งตอบโจทย์ 3 ประการ ได้แก่ (1) พัฒนาวัสดุที่มีประสิทธิภาพเหนือกว่าวัสดุสังเคราะห์ (2) ย่อยสลายได้ ไม่สร้างภาระต่อสิ่งแวดล้อม และ (3) ยิ่งใช้มาก ยิ่งส่งเสริมการปลูกป่านุ่น ซึ่งช่วยฟื้นฟูระบบนิเวศ นุ่นเป็นต้นไม้พื้นถิ่น การส่งเสริมการปลูกไม้พื้นถิ่นจะช่วยฟื้นคืนระบบนิเวศ และหากนุ่นไทยก้าวสู่ระดับสากลได้ ก็จะเป็นอีกก้าวหนึ่งของการพัฒนาที่ยั่งยืนของประเทศ"