จีน: ผลกระทบจากวิกฤตน้ำมันเริ่มปรากฎ แม้จีนอ่อนไหวน้อยกว่าหลายประเทศ โดยจีนขยายเพดานราคาขายปลีกดีเซลและเบนซินรอบใหม่สูงสุดเป็นประวัติการณ์ถึง 4.45 และ 4.02 บาทต่อลิตร โดยมีผลวันที่ 24 มีนาคม หากไม่ได้กำหนดเพดานดังกล่าว เพดานราคาดีเซลและเบนซินอาจเพิ่มขึ้นถึง 8.45 และ 7.64 บาทต่อลิตรตามกลไกการปรับราคาปัจจุบัน ทั้งนี้ ราคาน้ำมันที่สูงขึ้นจะเพิ่มแรงกดดันต่อค่าครองชีพ อุปสงค์ภายในประเทศที่อ่อนแออยู่เป็นทุนเดิม และธุรกิจที่ต้องพึ่งพาปิโตรเลียม
ไทย: การส่งออกของไทยมีสัญญาณชะลอตัวแม้ขยายตัวต่อเนื่องเป็นเดือนที่ 20 โดยในเดือนกุมภาพันธ์ การส่งออกมีมูลค่า 29,439.7 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ขยายตัว 9.9% นำโดยคอมพิวเตอร์ อุปกรณ์และส่วนประกอบ (+49.8%) และรถยนต์ อุปกรณ์และส่วนประกอบ (+6.3%) ส่วนตลาดส่งออกสำคัญที่เติบโตสูง ได้แก่ สหรัฐฯ (+40.5%) และญี่ปุ่น (+9.7%) ขณะที่การนำเข้ามีมูลค่า 32,273.3 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ขยายตัว 31.8% ส่งผลให้ ดุลการค้าขาดดุล 2,833.6 ล้านดอลลาร์สหรัฐ
แม้ว่าการส่งออกยังขยายตัวต่อเนื่องตามวัฏจักรขาขึ้นของสินค้าอิเล็กทรอนิกส์ แต่การเติบโตชะลอลงอย่างมีนัยสำคัญ (เทียบกับ +24.4% ในเดือนมกราคม) ทั้งนี้สวนทางกับการนำเข้าที่มีแนวโน้มเร่งตัวขึ้นต่อเนื่อง โดยเฉพาะการนำเข้าจากจีน (+59.7% ในเดือนกุมภาพันธ์) สำหรับในระยะนี้ การส่งออกอาจได้อานิสงส์จากการเร่งสั่งซื้อ (Front loading) ในช่วงที่สหรัฐฯ ยกเลิกการใช้อัตราภาษีตอบโต้ (Reciprocal tariff) ที่ 19% แต่ใช้อัตราภาษีตามมาตรา 122 ที่ 10% แทน อย่างไรก็ตาม ผลบวกดังกล่าวอาจเป็นเพียงปัจจัยชั่วคราว เนื่องจากสหรัฐฯ กำลังเปิดการไต่สวนทางการค้ากับไทยตามมาตรา 301 เพื่อเก็บภาษีนำเข้าเพิ่มเติมกับสินค้าเป้าหมาย อาทิ สินค้า ยานยนต์และชิ้นส่วน ยาง และเครื่องจักร ซึ่งมีสัดส่วนการส่งออก ที่ราว 8.5% 4.1% และ 3.4% ตามลำดับ นอกจากนี้ การส่งออกยังเผชิญปัจจัยกดดันจากความตึงเครียดในตะวันออกกลางซึ่งส่งผลให้วัตถุดิบหลายประเภทขาดแคลน (เช่น ปิโตรเคมี) และอุปสงค์จากตะวันออกกลางลดลง (เช่น รถยนต์นั่ง) รวมทั้งต้นทุนการผลิตและการขนส่งที่สูงขึ้น
ข้อมูลเพิ่มเติม
วิจัยกรุงศรี: https://www.krungsri.com/th/research/home
อีเมล: [email protected]