กทม. เฝ้าระวังโรคไวรัสตับอักเสบเอ แนะ "กินสุก ร้อน สะอาด" - เตรียมความพร้อมคุมเข้มป้องกันการระบาด

นายเกรียงไกร ตั้งจิตรมณีศักดา ผู้อำนวยการสำนักการแพทย์ (สนพ.) กทม. กล่าวกรณีกรมควบคุมโรคเตือนสถานการณ์ "โรคตับอักเสบเอ" ที่มีแนวโน้มเพิ่มขึ้นในช่วงฤดูร้อนว่า สนพ. ได้ติดตามสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคอย่างใกล้ชิด เนื่องจากสภาพอากาศที่ร้อนจัดส่งผลต่อการเน่าเสียของอาหารและคุณภาพน้ำดื่ม ซึ่งเป็นปัจจัยหลักของการแพร่ระบาด รวมทั้งได้เตรียมความพร้อมด้านบุคลากรทางการแพทย์ โดยกำชับให้แพทย์และพยาบาลในโรงพยาบาลสังกัด กทม. ทั้ง 12 แห่ง เพิ่มความรวดเร็วในการวินิจฉัย (Early Detection) โดยเฉพาะในผู้ป่วยที่มีอาการไข้ อ่อนเพลีย ตัวเหลือง ตาเหลือง หรือปวดท้องบริเวณด้านขวาบน พร้อมกันนี้ได้สำรองยาที่ใช้รักษาตามอาการและเวชภัณฑ์ที่จำเป็นไว้อย่างเพียงพอ รวมถึงบริหารจัดการคลังวัคซีนป้องกันตับอักเสบเอสำหรับกลุ่มเสี่ยงและบุคลากรด่านหน้า ขณะเดียวกันยังได้เตรียมแผนปฏิบัติการโดยศูนย์เอราวัณ รองรับสถานการณ์ฉุกเฉินผ่านระบบเครือข่ายส่งต่อผู้ป่วย (Referral System) ที่มีความรวดเร็ว หากพบการระบาดเป็นกลุ่มก้อน (Cluster) ในพื้นที่ใด จะประสานงานร่วมกับสำนักอนามัย (สนอ.) ลงพื้นที่สอบสวนโรคทันที เพื่อควบคุมวงจรการแพร่ระบาดไม่ให้ขยายวงกว้าง

Monday 20 April 2026 17:36
กทม. เฝ้าระวังโรคไวรัสตับอักเสบเอ แนะ "กินสุก ร้อน สะอาด" - เตรียมความพร้อมคุมเข้มป้องกันการระบาด

ขณะเดียวกัน สนพ. ได้ดำเนินมาตรการเชิงรุกในการป้องกันโรคควบคู่กับการรณรงค์สร้างความรู้ความเข้าใจที่ถูกต้องแก่ประชาชน โดยเน้นย้ำ "การป้องกันสำคัญกว่าการรักษา" พร้อมให้คำแนะนำหากมีไข้ต่ำ ปวดเมื่อยตามตัว ปัสสาวะสีเข้ม หรือตัวเหลือง ตาเหลือง (ดีซ่าน) ควรรีบพบแพทย์ทันที และไม่ควรซื้อยาชุด หรือยาสมุนไพรมารับประทานเอง เนื่องจากอาจส่งผลกระทบต่อตับที่กำลังอักเสบได้

สำหรับโรคไวรัสตับอักเสบเอ มักทำให้เกิดภาวะตับอักเสบเฉียบพลันที่ติดต่อผ่านการรับประทานอาหารที่มีเชื้อปนเปื้อน รวมถึงการสัมผัสสารคัดหลั่งของผู้ติดเชื้อ โดยเชื้อสามารถติดต่อผ่านทางอุจจาระสู่ปาก (Fecal-oral route) ผู้ที่ไม่มีภูมิคุ้มกันสามารถเข้ารับการฉีดวัคซีนป้องกันได้ โดยมีข้อแนะนำให้ "กินสุก ร้อน สะอาด" หลีกเลี่ยงอาหารดิบ หรือกึ่งสุกกึ่งดิบ ดื่มน้ำสะอาดที่ผ่านการกรอง หรือต้มสุก เลือกใช้น้ำแข็งที่ผลิตจากโรงงานที่ได้มาตรฐานที่มีเครื่องหมายรับรองจากสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) และล้างมือบ่อยครั้ง โดยเฉพาะก่อนรับประทานอาหารและหลังเข้าห้องน้ำ

ทั้งนี้ ประชาชนสามารถติดต่อสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ BKK WELLNESS CLINIC ในโรงพยาบาลสังกัด กทม. ซึ่งมีบริการเสริมสร้างภูมิคุ้มกันด้วยวัคซีนตามความเสี่ยง หรือสามารถติดตามข้อมูลข่าวสารด้านสุขภาพผ่านเว็บไซต์และเฟซบุ๊ก "สำนักการแพทย์ กรุงเทพมหานคร" หรือปรึกษาเรื่องสุขภาพได้ที่ HOTLINE 1646 สายด่วนสุขภาพ สนพ. ให้บริการตลอด 24 ชั่วโมง

นางดวงพร ปิณจีเสคิกุล ผู้อำนวยการสำนักอนามัย (สนอ.) กทม. กล่าวว่า สนอ. ได้ติดตามสถานการณ์โรคตับอักเสบเออย่างใกล้ชิดผ่านระบบสารสนเทศทางระบาดวิทยากรุงเทพมหานคร (EPI-NET) โดยในปี 69 พบผู้ป่วยสงสัยรายใหม่ (Suspected Case) 127 ราย คิดเป็นอัตราป่วย 3.45 ต่อแสนประชากร กระจายอยู่ใน 11 เขต ไม่พบผู้เสียชีวิต และไม่พบความเชื่อมโยงกันในทางระบาดวิทยา ผู้ป่วยส่วนใหญ่เป็นวัยผู้ใหญ่ โดยกลุ่มอายุที่พบมากที่สุด 3 ลำดับแรก ได้แก่ อายุ 30-39 ปี จำนวน 44 ราย รองลงมา อายุ 40-49 ปี จำนวน 30 ราย และอายุ 20-29 ปี จำนวน 24 ราย ขณะที่เด็กอายุต่ำกว่า 15 ปี พบน้อยมาก ผู้ป่วยสัญชาติไทย 83 ราย และไม่ระบุสัญชาติ 39 ราย ส่วนใหญ่รักษาแบบผู้ป่วยนอก อย่างไรก็ตาม มีข้อสังเกตจำนวนผู้ป่วยในปี 69 สูงกว่าปีก่อน และสูงกว่าค่ามัธยฐาน 5 ปีย้อนหลัง จึงถือเป็นสัญญาณที่ต้องเฝ้าระวังอย่างใกล้ชิด แม้ปัจจุบันยังไม่พบผู้เสียชีวิต สอดคล้องกับข้อมูลจากกรมควบคุมโรคที่ระบุโรคตับอักเสบเอมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นต่อเนื่องและสูงกว่าช่วงเดียวกันของปีที่ผ่านมาประมาณ 2 เท่า โดยพบสัญญาณในพื้นที่ภาคกลางและตะวันออก รวมทั้งกรุงเทพฯ

นอกจากนี้ สนอ. ได้เน้นย้ำให้ศูนย์บริการสาธารณสุข (ศบส.) ทั้ง 69 แห่ง เฝ้าระวังผู้ป่วยที่มีอาการเข้าได้กับโรคตับอักเสบเอ เช่น ไข้ อ่อนเพลีย เบื่ออาหาร คลื่นไส้ ปัสสาวะสีเข้ม ตัวเหลือง ตาเหลือง พร้อมซักประวัติเสี่ยงด้านอาหาร น้ำดื่ม น้ำแข็ง และการสัมผัสใกล้ชิดกับผู้ป่วย เพื่อให้สามารถวินิจฉัยและรายงานโรคได้อย่างรวดเร็ว ตลอดจนเตรียมทีมสอบสวนโรคเคลื่อนที่เร็วในกรณีพบการระบาดเป็นกลุ่มก้อน สำหรับโรคตับอักเสบเอมีระยะฟักตัวเฉลี่ยประมาณ 28 วัน และสามารถแพร่เชื้อได้ก่อนแสดงอาการ จึงอาจทำให้เกิดการแพร่กระจายในชุมชนโดยไม่ทันสังเกต หากควบคุมไม่ทันการณ์ สนอ. จึงเน้นมาตรการเชิงรุกในการป้องกันโรค โดยมุ่งสร้างความรู้ความเข้าใจที่ถูกต้องแก่ประชาชน ได้แก่ การรับประทานอาหารปรุงสุก ดื่มน้ำสะอาด หลีกเลี่ยงน้ำแข็งที่ไม่ทราบแหล่งที่มา และล้างมือให้สะอาดก่อนรับประทานอาหารและหลังใช้ห้องสุขา นอกจากนี้ โรคตับอักเสบเอสามารถป้องกันได้ด้วยการฉีดวัคซีน โดยสามารถเริ่มฉีดได้ตั้งแต่อายุ 1 ปี จำนวน 2 เข็ม ห่างกัน 6-12 เดือน