นายธนธัช ศรีสวัสดิ์ นักกลยุทธ์อาวุโส ศูนย์วิเคราะห์เศรษฐกิจและกลยุทธ์ทิสโก้ (Mr. Thanathat Srisawast, Senior Strategist, TISCO Economic Strategy Unit : TISCO ESU) เปิดเผยว่า สถานการณ์ความขัดแย้งในตะวันออกกลางได้ส่งผลให้ช่องแคบฮอร์มุซ ซึ่งเป็นเส้นทางขนส่งพลังงานสำคัญของโลกถูกปิดตายเกือบสมบูรณ์ และมีแนวโน้มยืดเยื้อกว่าที่คาดการณ์ไว้ โดยล่าสุดสถานการณ์ตึงเครียดขึ้นกว่าเดิม หลังกองกำลังพิทักษ์การปฏิวัติอิสลาม (IRGC) ของอิหร่านได้เข้ามาควบคุมเส้นทางสัญจรอย่างเต็มรูปแบบ และประกาศห้ามเรือทุกสัญชาติผ่าน
นายธนธัช กล่าวว่า การกระทำของ IRGC สะท้อนให้เห็นถึงการแสดงอำนาจของฝั่งกองทัพที่อยู่เหนือรัฐบาลอิหร่าน และยังเป็นการเพิ่มแรงกดดันทางเศรษฐกิจผ่านวิกฤตพลังงานทั่วโลก เพื่อสร้างอำนาจต่อรองกับสหรัฐฯ และนานาชาติ ทำให้โอกาสที่สถานการณ์จะคลี่คลายได้โดยเร็วลดน้อยลง
สำหรับประเทศไทย นายธนธัช ให้ความเห็นว่า กำลังตกอยู่ในสถานการณ์ที่น่าเป็นห่วงอย่างยิ่ง เนื่องจากต้องพึ่งพาการนำเข้าน้ำมันจากตะวันออกกลางกว่าครึ่งหนึ่งของความต้องการใช้ทั้งหมด ซึ่งส่วนใหญ่จำเป็นต้องขนส่งผ่านช่องแคบฮอร์มุซ ขณะที่คลังน้ำมันสำรองทางกฎหมาย (Legal Reserve) รวมกับคลังน้ำมันสำรองเพื่อการค้า สามารถรองรับการใช้งานได้เพียง 30-60 วันเท่านั้น
"เมื่อพิจารณาจากระยะเวลาขนส่งน้ำมัน (Lag Time) จากตะวันออกกลางมายังเอเชียที่ใช้เวลาราว 30-40 วัน หมายความว่าเรือน้ำมันเที่ยวสุดท้ายที่ออกจากพื้นที่ก่อนความขัดแย้งรุนแรง ได้เดินทางมาถึงไทยและหมดลงแล้วในช่วงต้นถึงกลางเดือนเมษายนที่ผ่านมา ขณะนี้ประเทศไทยได้เข้าสู่ภาวะที่ต้องดึงน้ำมันจากคลังสำรองมาใช้แล้ว ซึ่งอาจช่วยยื้อเวลาให้เราใช้น้ำมันได้ตามปกติไปอีกเพียง 3-4 เดือนเท่านั้น ก่อนที่น้ำมันจะหมดลงโดยสมบูรณ์ และนั่นจะกลายเป็นสถานการณ์ที่ประเมินค่าความเสียหายมิได้" นายธนธัชกล่าว
แนะรัฐออกมาตรการจริงจัง ก่อนสายเกินไป
TISCO ESU มองว่า แม้ปัจจุบันการบริโภคน้ำมันจะเริ่มปรับลดลงตอบสนองต่อราคาที่สูงขึ้นแล้ว โดยเฉพาะในอุตสาหกรรมปิโตรเคมีและการบิน ประกอบกับหลายประเทศรวมถึงไทย ได้เริ่มใช้มาตรการประหยัดพลังงาน เช่น การทำงานจากที่บ้าน (Work from Home) ในหน่วยงานราชการ แต่ยังเป็นเพียงมาตรการในวงจำกัด และอุปสงค์ที่ลดลงโดยรวมยังไม่เพียงพอที่จะรับมือกับวิกฤตได้
ทางออกเดียวที่จะบรรเทาความรุนแรงของวิกฤตครั้งนี้ คือ ภาครัฐต้องออกมาตรการลดการใช้เชื้อเพลิงอย่างจริงจังและเด็ดขาดโดยเร็ว เพื่อชะลอการลดลงของระดับน้ำมันในคลังสำรองไม่ให้ต่ำใกล้จุดวิกฤต สร้างแต้มต่อเตรียมความพร้อมให้เศรษฐกิจสามารถกลับมาฟื้นตัวได้อย่างรวดเร็วเมื่อสงครามสิ้นสุดลง
"เราเชื่อว่าทุกรัฐบาลเห็นตรงกันว่ามีทางตันรออยู่ข้างหน้า แต่ยังคงลังเลเพราะคาดหวังว่าการสงบศึกจะเกิดขึ้นในเร็ววัน อย่างไรก็ตาม หากไม่ตัดสินใจลงมือตั้งแต่วันนี้ จากที่ควรจะเป็นเพียง 'การชะลอเดินชั่วคราวเพื่อเตรียมรับมือ' ก็อาจต้องกลายเป็น 'การบังคับหยุดชะงักในวันที่สายเกินไป' ซึ่งจะสร้างความเสียหายต่อเศรษฐกิจเป็นวงกว้างและรุนแรงกว่ามาก" นายธนธัชกล่าวทิ้งท้าย