ViewTrade ประกาศความสำเร็จระบบ IRS KYC ช่วยลดต้นทุนอุตสาหกรรมหลักทรัพย์ไทยกว่า 442 ล้านบาท พร้อมกางแผนนำ AI - Tokenization ยกระดับโครงสร้างการลงทุน

บริษัท วิวเทรด โฮลดิ้งคอร์ปอเรชั่น (ViewTrade Holding Corporation) หรือ ("ViewTrade") ผู้นำระดับโลกด้านเทคโนโลยีโซลูชันสำหรับธุรกิจการเงินการลงทุนและซื้อขายหลักทรัพย์ระดับโลกจากสหรัฐอเมริกา เผยความคืบหน้าครั้งสำคัญในการยกระดับโครงสร้างพื้นฐานให้แก่ตลาดทุนไทย โดยประกาศความสำเร็จในการผลักดันและขอรับรองมาตรฐานของกระบวนการตรวจสอบและยืนยันตัวตนลูกค้า (KYC - Know Your Customer) ของประเทศไทย เพื่อผ่านการรับรองจากกรมสรรพากรของประเทศสหรัฐฯ หรือ IRS ได้สำเร็จ ซึ่งจะช่วยเพิ่มขีดความสามารถให้บริษัทที่ได้รับการกำกับดูแลในไทย ทั้งบริษัทหลักทรัพย์ ผู้จัดการความมั่งคั่ง และฟินเทค โดยสามารถช่วยให้ลดต้นทุนของการดำเนินงานด้านเอกสารของบริษัทหลักทรัพย์ไทย และมีประสิทธิภาพมากขึ้น พร้อมเผยทิศทางเทคโนโลยีแห่งอนาคต ทั้งการประยุกต์ใช้ AI และการศึกษาเกี่ยวกับแปลงสินทรัพย์เป็นโทเคน (Tokenization) เพื่อติดอาวุธให้โบรกเกอร์ไทย

Monday 27 April 2026 13:21
ViewTrade ประกาศความสำเร็จระบบ IRS KYC ช่วยลดต้นทุนอุตสาหกรรมหลักทรัพย์ไทยกว่า 442 ล้านบาท พร้อมกางแผนนำ AI - Tokenization ยกระดับโครงสร้างการลงทุน

นายลัคช์ แกงวานี (Mr. Laksh Gangwani) ประธานเจ้าหน้าที่ด้านการขยายธุรกิจ บริษัท วิวเทรด โฮลดิ้ง คอร์ปอร์เรชั่น เปิดเผยว่า ในช่วง 1 ปีที่ผ่านมา ViewTrade (วิวเทรด) ได้เดินหน้าทำงานร่วมกับสมาคมบริษัทหลักทรัพย์ไทย (ASCO) เพื่อยื่นเรื่องขอรับรองมาตรฐานในส่วนของการดำเนินการตรวจสอบและยืนยันตัวตนลูกค้า (KYC - Know Your Customer) ของประเทศไทยต่อกรมสรรพากรประเทศสหรัฐฯ (IRS) จนประสบความสำเร็จ ซึ่งความสำเร็จครั้งนี้ถือเป็นการพลิกโฉมการจัดการด้านเอกสารของอุตสาหกรรมหลักทรัพย์ไทยเป็นอย่างมาก

จากเดิมที่โบรกเกอร์จะต้องยื่นแบบฟอร์มภาษีสำหรับการลงทุนหุ้นในตลาดฯสหรัฐฯของลูกค้าเป็นรายบุคคล ให้กับกรมสรรพากรประเทศสหรัฐฯ แต่หลังจากได้รับการรับรองสถานะนี้แล้ว โบรกเกอร์สามารถยื่นแบบฟอร์มแบบรวมกลุ่ม (Bulk) ในนามของบริษัทได้ จากเดิมต้องกรอกและยื่นเอกสารจำนวนมากเหลือเพียงไม่กี่ฉบับต่อปี จึงช่วยลดภาระการจัดทำเอกสารและค่าใช้จ่ายที่เกิดขึ้น ทั้งในแง่ของค่าดำเนินการ ค่าปรับจากการส่งเอกสารล่าช้าได้เป็นอย่างมาก โดยการดำเนินการครั้งนี้ประเมินว่าจะช่วยให้อุตสาหกรรมหลักทรัพย์ไทยประหยัดต้นทุนได้ถึง 442 ล้านบาทต่อปี

"นอกจากจะช่วยลดต้นทุนให้กับสถาบันการเงินแล้ว เรามองว่าจะช่วยส่งผลเชิงบวกต่อผู้ลงทุนในระยะยาวด้วย แม้ผู้ลงทุนจะไม่ได้เห็นผลประโยชน์โดยตรง แต่ต้นทุนที่ลดลงของสถาบันการเงิน จะสะท้อนกลับมาเป็นการลดลงของค่าธรรมเนียมที่เรียกเก็บจากนักลงทุนด้วยเช่นกัน" นายลัคช์ กล่าว

สำหรับมุมมองของวิวเทรด (ViewTrade) ต่อประเทศไทยนั้น นายลัคช์ กล่าว่า วิวเทรด (ViewTrade) ได้วางประเทศไทยเป็นศูนย์กลางระดับภูมิภาค (Regional Hub) เพื่อรองรับการขยายธุรกิจในภูมิภาคอาเซียน รวมถึงออสเตรเลีย และตะวันออกกลางในอนาคต โดยล่าสุดได้ประกาศความร่วมมือกับ ผู้นำด้านเทคโนโลยีโซลูชันสำหรับธุรกิจหลักทรัพย์รายใหญ่แห่งหนึ่งในประเทศไทย ซึ่งเป็นผู้เชี่ยวชาญระบบซื้อขายหลักทรัพย์และระบบที่เกี่ยวข้องในประเทศไทยมาอย่างยาวนานมากกว่า 20 ปี เพื่อผสานความแข็งแกร่งของ ViewTrade ในด้านการซื้อขายและเชื่อมต่อตลาดต่างประเทศ โดยความเชี่ยวชาญของบริษัทผู้ให้บริการดังกล่าว ในเรื่องระบบหลังบ้าน (Back Office) ทั้งด้านการชำระเงิน ตลอดจนการทำรายงานส่งหน่วยงานกำกับดูแล และในความร่วมมือนี้นั้นจะเป็นสะพานเชื่อมให้ระบบของผู้ให้บริการดังกล่าว สามารถเข้าถึงตลาดหลักทรัพย์ 25 แห่งทั่วโลกได้

นายเซอร์เกย์ ลิชเชนโก (Sergei Lishchenko) ประธานเจ้าหน้าที่การให้บริการโซลูชันลูกค้า บริษัท วิวเทรด โฮลดิ้ง คอร์ปอร์เรชั่น ได้ให้มุมมองเกี่ยวกับการนำเทคโนโลยี AI มาใช้ในแพลตฟอร์มการลงทุน ว่า ViewTrade มีวิสัยทัศน์ที่จะนำ AI มาเสริมศักยภาพและลดภาระงานให้ทีมงาน แต่ไม่ใช่การมาแทนที่คน โดยนำ AI มาใช้ในกระบวนการทำงานที่มีความซับซ้อน เช่น การตรวจสอบเอกสารและกฎระเบียบ สำหรับการวิเคราะห์หุ้นเชิงลึกให้กับลูกค้าได้มีการผสานโมเดลขนาดเล็ก (Small Language Models) ที่เน้นการวิเคราะห์หุ้นและอัปเดตได้เร็วกว่า เข้าโมเดลขนาดใหญ่ (Large Language Models) ผ่านเทคนิค RAG (Retrieval-Augmented Generation) เพื่อตรวจสอบข้อเท็จจริง และอัปเดตข้อมูลรายวัน รายสัปดาห์ และรายเดือนให้มีความถูกต้องและรวดเร็วมากขึ้น อย่างไรก็ตาม การนำ AI มาให้บริการทางการเงินในระดับนักลงทุนส่วนบุคคลโดยตรงนั้น ก็ต้องใช้ความระมัดระวังเป็นอย่างมากเช่นกัน เนื่องจากปัญหาการให้ข้อมูลที่ผิดพลาดของ AI อาจสร้างความเสียหายแก่นักลงทุนได้

"ปัจจุบันเราไม่ให้ AI มีอำนาจตัดสินใจส่งคำสั่งซื้อขายอัตโนมัติแทนลูกค้า เนื่องจากต้องการปฏิบัติให้สอดคล้องกับกฎระเบียบการควบคุมความเสี่ยงอย่างเคร่งครัด รวมทั้งไม่อนุญาตให้ AI ให้คำแนะนำว่าควรซื้อหุ้นตัวไหน ผู้ใช้งานสามารถใช้ AI เป็นคู่คิดในการลงทุนได้ แต่ต้องตรวจสอบความถูกต้องเพื่อเป็นผู้ตัดสินใจขั้นสุดท้ายด้วยตนเองเสมอ" นายเซอร์เกย์ กล่าว

ด้าน นายวิรศัลย์ คงประสงค์ ผู้จัดการฝ่ายโซลูชันประจำภูมิภาคอาเซียน บริษัท วิวเทรด โฮลดิ้ง คอร์ปอร์เรชั่น เปิดเผยถึงแนวโน้มของการแปลงสินทรัพย์เป็นโทเคน (Tokenization) ว่า ปัจจุบันวิวเทรด (ViewTrade) อยู่ระหว่างการศึกษาและประเมินสถานการณ์ ซึ่งแม้ว่าการแปลงสินทรัพย์ให้เป็นโทเคนจะมีประโยชน์ และช่วยให้นักลงทุนรายย่อยเข้าถึงสินทรัพย์ต่างๆได้ง่ายขึ้น แต่เทคโนโลยีนี้ยังมีความท้าทายที่ยังรอให้ปรับปรุงหรือแก้ไขหลายด้าน โดยเฉพาะในเรื่องของกฎระเบียบและข้อบังคับ รวมถึงสภาพคล่องของตลาด ความเสี่ยงของคู่สัญญา และรอบในการดำเนินการชำระราคา เป็นต้น

อย่างไรก็ตามวิวเทรด (ViewTrade) ได้พัฒนาโซลูชันที่สามารถใช้งานได้จริงแล้วในปัจจุบัน ได้แก่ การลงทุนแบบเศษหุ้น (Fractional Shares) ซึ่งเปิดโอกาสให้นักลงทุนสามารถเข้าถึงหุ้นต่างประเทศที่มีราคาสูงได้ด้วยเงินลงทุนจำนวนน้อยลง โดยระบบของวิวเทรด (ViewTrade) จะรวบรวมคำสั่งซื้อรายย่อยเพื่อไปซื้อหุ้นเต็มจำนวน และบริหารจัดการเศษหุ้นที่เหลือไว้เป็นสินทรัพย์ของบริษัท ซึ่งสามารถต่อยอดเป็นโซลูชั่นที่ช่วยโบรกเกอร์ใช้ประโยชน์ในการออกตราสารแสดงสิทธิในหลักทรัพย์ต่างประเทศ (DR) ในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยได้ คุณสมบัติดังกล่าวจะช่วยลดภาระให้โบรกเกอร์ไทย ทั้งในส่วนของการใช้เงินจำนวนมากในการซื้อหุ้นต่างประเทศเต็มจำนวนเพื่อมาค้ำประกันล่วงหน้า และส่วนของแบกรับความเสี่ยงของการถือหุ้นไว้ล่วงหน้าจำนวนมากเป็นเวลานาน