ศาสตราจารย์ ดร.ยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่การกระทรวง การอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) กล่าวเปิดงานและปาฐกถา "ทิศทาง Medical AI ของประเทศไทย" ว่า การขับเคลื่อน Medical AI Consortium ในครั้งนี้ถือเป็นกลไกสำคัญในการต่อยอดนโยบาย "Wellness Thailand" ของกระทรวง อว. ที่ได้ประกาศเจตนารมณ์เพื่อผลักดันให้ประเทศไทยเป็นศูนย์กลางนวัตกรรมสุขภาพระดับโลก โดยมุ่งเน้นการใช้วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีให้เกิดการเปลี่ยนแปลงจาก "ระบบซ่อมสุขภาพ" เป็น "การสร้างเสริมสุขภาพ" ทั้งนี้ อว. ได้กำหนดทิศทางสู่ AI & Data-Driven Nation (AI for ALL) ควบคู่กับการผลักดันนโยบาย Wellness Thailand ให้เป็นหนึ่งในฐานเศรษฐกิจสำคัญของประเทศ โดยขับเคลื่อนผ่าน ระบบนิเวศนวัตกรรมเพื่อเร่งให้เกิดการใช้ประโยชน์จากงานวิจัย นวัตกรรม และกำลังคน ไปสู่ภาคเศรษฐกิจและสังคม ภายใต้การดูแลความมั่นคงและอธิปไตยด้านข้อมูลของประเทศ โดยเฉพาะข้อมูลด้านสุขภาพภายใต้ความเชื่อมั่นว่าข้อมูลจะไม่รั่วไหล เพื่อให้สามารถพัฒนา Medical AI ที่ตอบโจทย์คนไทย บนฐานข้อมูลของคนไทย
ศาสตราจารย์ ดร.ชูกิจ ลิมปิจำนงค์ ผู้อำนวยการ สวทช. กล่าวเสริมว่า สวทช. ในฐานะหน่วยงานวิจัยหลักได้วางรากฐานโครงสร้างพื้นฐานกลางของประเทศผ่านบทบาทของ Medical AI Consortium เพื่อแก้ปัญหาข้อจำกัดด้านการเข้าถึงข้อมูลและการทดสอบมาตรฐาน โดยความก้าวหน้าในครั้งนี้ครอบคลุมครบทั้ง Value Chain ตั้งแต่การมีชุดข้อมูลภาพทางการแพทย์ขนาดใหญ่ โครงสร้างพื้นฐานการประมวลผลสมรรถนะสูงอย่างซูเปอร์คอมพิวเตอร์ LANTA ไปจนถึงห้องปฏิบัติการวิเคราะห์ทดสอบซอฟต์แวร์เครื่องมือแพทย์ (SQUAT) ให้สอดคล้องกับมาตรฐานของสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) และยังมีแผนการพัฒนาระบบทดสอบประสิทธิภาพ Medical AI Benchmark กระบวนการเหล่านี้จะช่วยย่นระยะเวลา และสร้างความน่าเชื่อถือให้นวัตกรรมจากห้องแล็บสามารถขึ้นทะเบียนและขยายผลสู่การใช้งานจริงในหน่วยบริการทางการแพทย์ได้อย่างรวดเร็วและปลอดภัย
ด้าน ดร.ณิรวัฒน์ ธรรมจักร์ ผู้อำนวยการหน่วยบริหารจัดการทุนด้านเทคโนโลยีและนวัตกรรมเพื่ออุตสาหกรรมแห่งอนาคต (บพค.) กล่าวเสริมว่า บพค. ได้กำหนดเป้าหมายเชิงยุทธศาสตร์เพื่อทำให้ภาพนโยบาย Medical AI เกิดผลสัมฤทธิ์ที่เป็นรูปธรรมผ่านการสนับสนุนงบประมาณในส่วนของการวางรากฐานโครงสร้างพื้นฐาน และการสร้างเครือข่ายความร่วมมือข้ามหน่วยงานหรือ Shared Innovation ปัจจุบัน Consortium ซึ่งก่อตั้งโดย คณะแพทยศาสตร์โรงพยาบาลรามาธิบดี, สวทช. และกรมการแพทย์ได้ขยายความร่วมมือสู่ 8 หน่วยงานหลัก รวมถึงเครือข่ายคณะแพทยศาสตร์จาก ม.เชียงใหม่, ม.ขอนแก่น, ม.สงขลานครินทร์, วชิรพยาบาล และจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ซึ่งการลงทุนในระบบนิเวศที่แข็งแรงนี้จะช่วยลดต้นทุนการนำเข้าเทคโนโลยีจากต่างประเทศและสร้างมูลค่าเพิ่มทางเศรษฐกิจและสังคมอย่างเป็นรูปธรรม
ดร.ชัย วุฒิวิวัฒน์ชัย ผู้อำนวยการศูนย์เทคโนโลยีอิเล็กทรอนิกส์และคอมพิวเตอร์แห่งชาติ (เนคเทค) สวทช. กล่าวว่า ปัจจุบัน Medical AI Data Sharing Platform รวบรวมข้อมูลไว้กว่า 3 ล้านภาพ และมีแผนขยายเพิ่มอีก 7.9 แสนภาพภายในปี 2569 เนคเทค สวทช. ยังพัฒนาเครื่องมือสำคัญอย่าง RadiiView สำหรับระบุลักษณะข้อมูลภาพ และ NomadML สำหรับการพัฒนาโมเดล AI อย่างง่าย เกิดการส่งเสริมผลิตภัณฑ์ Medical AI รวมกว่า 10 โมเดล ซึ่งขณะนี้มี 2 ผลิตภัณฑ์ไฮไลต์ที่อยู่ระหว่างเตรียมขึ้นทะเบียน อย. คือ "LiverSound" ระบบช่วยคัดกรองมะเร็งตับจากคณะแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ปัจจุบันเตรียมพร้อมเพื่อนำไปใช้งานในโรงพยาบาลภายใต้เขตสุขภาพที่ 3 และ "RAMAAI CXR Solution" ระบบวินิจฉัยภาพเอกซเรย์ทรวงอกจากคณะแพทยศาสตร์โรงพยาบาลรามาธิบดี มหาวิทยาลัยมหิดล ซึ่งได้เริ่มนำร่องใช้งานจริงในโรงพยาบาลสังกัดกรมการแพทย์ เป้าหมายรวม 14 แห่ง เพื่อพิสูจน์ประสิทธิภาพของ Service Platform ในบริบทการรักษาจริง