SCB FM มองเงินบาทที่แข็งค่าขึ้นมาหลังมีข้อตกลง หยุดยิงชั่วคราว เป็นจังหวะให้ซื้อ USDTHB ได้

กลุ่มงานตลาดการเงิน ธนาคารไทยพาณิชย์ (SCB Financial Markets: SCB FM) เปิดเผยว่า เงินบาทแข็งค่าเร็วหลังมีรายงานข่าวว่าสหรัฐฯ ได้เสนอข้อตกลง MOU แก่อิหร่านเพื่อยุติสงคราม ส่งผลให้ราคาน้ำมันดิบโลกปรับลดลง และราคาทองคำสูงขึ้น หนุนให้เงินภูมิภาคและเงินบาทแข็งค่า SCB FM มองว่าเป็นจังหวะให้ผู้นำเข้าทยอยเข้าซื้อ USDTHB ได้บางส่วน เนื่องจากความไม่แน่นอนเกี่ยวกับสงครามยังมีอยู่มากและอาจทำให้ตลาดกลับมาผันผวนได้อีก โดยในระยะสั้นที่สงครามยังไม่จบและยังมีการปิดช่องแคบฮอร์มุซ เงินบาทอาจอ่อนค่าได้เล็กน้อย แต่ในระยะกลาง-ยาว มองว่าบาทจะกลับมาแข็งค่าได้ โดยมองว่าอุปทานน้ำมันดิบในตะวันออกกลางอาจฟื้นตัวขึ้นมาราว 70-80% หลังสงครามจบลง 1-2 เดือน ซึ่งจะทำให้ราคาน้ำมันดิบปรับลดลงมาที่ราว 80-90 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล ส่งผลให้เงินบาทกลับมาแข็งค่า นอกจากนี้ ส่วนต่างอัตราดอกเบี้ยระหว่างสหรัฐฯ และไทยที่มีแนวโน้มแคบลง จะเป็นอีกปัจจัยที่อาจทำให้เงินบาททยอยแข็งค่าขึ้นในช่วงครึ่งหลังของปี

Thursday 7 May 2026 15:44
SCB FM มองเงินบาทที่แข็งค่าขึ้นมาหลังมีข้อตกลง หยุดยิงชั่วคราว เป็นจังหวะให้ซื้อ USDTHB ได้

นายแพททริก ปูเลีย รองผู้จัดการใหญ่ Head of Financial Markets Function ธนาคารไทยพาณิชย์ จำกัด (มหาชน) เปิดเผยว่าเงินบาทกลับมาแข็งค่าขึ้นอีกครั้งหลังมีรายงานว่าสหรัฐฯ ยื่นข้อเสนอ MOU แก่อิหร่านเพื่อยุติสงคราม ทำให้ราคาน้ำมันดิบโลกปรับลดลง ดัชนีเงินดอลลาร์สหรัฐอ่อนค่า ดันให้สกุลเงินภูมิภาครวมถึงเงินบาทกลับมาแข็งค่า อย่างไรก็ดี การขนส่งผ่านช่องแคบฮอร์มุซยังไม่กลับมาเป็นปกติ ทำให้อุปทานน้ำมันดิบและ Supply chain ที่เกี่ยวข้องยังได้รับผลกระทบ ราคาน้ำมันดิบยังผันผวนสูงตามสถานการณ์ของสงครามและข่าวที่ถูกแพร่สะพัดออกมา โดยพบว่าความสัมพันธ์ (Correlation) ระหว่างราคาน้ำมันดิบและค่าเงินบาทปรับสูงขึ้นอย่างมีนัยนับตั้งแต่เกิดสงครามในอิหร่านขึ้น โดยในช่วงก่อนเกิดสงคราม เงินบาทไม่มีความสัมพันธ์กับราคาน้ำมันดิบเลย แต่หลังเกิดสงครามพบว่าค่าดัชนี correlation ปรับสูงขึ้นจากราว 25% มาเป็น 78% และในช่วงที่สงครามทวีความรุนแรง correlation ปรับสูงขึ้นกว่า 90%

ในช่วงที่ราคาน้ำมันสูงขึ้น เงินบาทยังอ่อนค่ามากกว่าสกุลอื่นในภูมิภาคอีกด้วย เนื่องจาก Terms of trade ของไทย (ราคาสินค้าส่งออกเทียบต่อราคาสินค้านำเข้า) ปรับแย่ลงมากกว่าประเทศอื่นในภูมิภาค เพราะไทยนำเข้าพลังงานซึ่งราคาปรับสูงขึ้นมาก ขณะที่ดัชนีสินค้าส่งออกของไทยปรับขึ้นได้จำกัด โดยในการศึกษาปัจจัยที่กระทบอัตราแลกเปลี่ยน มักพบว่า Terms of trade ส่งผลต่อค่าเงินอย่างมีนัยสำคัญ นอกจากนี้ คาดว่าสงครามจะส่งผลต่อเศรษฐกิจไทยค่อนข้างมาก ทั้งต่อเงินเฟ้อที่สูงขึ้น และ GDP ที่มีแนวโน้มอ่อนแอลง โดยคาดว่าเศรษฐกิจไทยปีนี้อาจโตเพียง 1.4%YOY ด้วยปัจจัยเหล่านี้ จึงทำให้เงินบาทมี reaction ที่แรงกว่าสกุลเงินอื่น สำหรับปัจจัยในประเทศ นายแพททริกมองว่ายังไม่ส่งผลกระทบต่อเงินบาทอย่างมีนัยสำคัญ โดยช่วงที่เห็นได้ชัดคือ การที่ Moody's ปรับ Credit outlook ของไทยขึ้นเป็น Stable (จากเดิมที่ Negative) แต่ไม่ทำให้เงินบาทแข็งค่า เพราะตลาดในช่วงนั้นยังกังวลเรื่องสงครามอิหร่าน และราคาน้ำมันยังสูง จึงกดดันให้บาทอ่อนค่า ส่วนตัวเลขเศรษฐกิจไทยเดือนที่ผ่านมาออกมาสูงกว่าคาด ทั้งการส่งออกและเงินเฟ้อที่เร่งตัว แต่ก็ยังไม่ทำให้เงินบาทแข็งค่าได้อย่างมีนัย
สำหรับมุมมองในระยะต่อไป หากสงครามยังไม่จบลงในระยะสั้นนี้ และยังมีการปิดช่องแคบฮอร์มุซ คาดว่าเงินบาทจะยังอ่อนค่าต่อเล็กน้อย โดยมองว่ามีโอกาสที่สหรัฐฯ และอิหร่านจะยังไม่สามารถหาข้อตกลงกันได้ในสัปดาห์นี้ เนื่องจากอิหร่านยังไม่ต้องการยกเลิกโครงการนิวเคลียร์และอาจต้องการการรับประกันว่าจะไม่ถูกโจมตีอีกในอนาคต จึงทำให้น่าจะยังหาข้อสรุปไม่ได้ จึงมองกรอบเงินบาทในช่วง 1 เดือนนี้ที่ราว 32.50-33.00

อย่างไรก็ดีหากสงครามสิ้นสุดลง เงินบาทอาจกลับมาแข็งค่าได้ค่อนข้างเร็ว จากการศึกษาตลาดน้ำมันดิบในตะวันออกกลางและโครงสร้างพื้นฐานพลังงานพบว่า หากสงครามจบได้ภายใน 1-2 เดือนจากนี้ อาจทำให้ อุปทานน้ำมันดิบในตะวันออกกลางฟื้นตัวขึ้นมาราว 70-80% ซึ่งจะทำให้ราคาน้ำมันดิบ (Brent) ปรับย่อลงมาอยู่ที่ราว 80-90 ดอลลาร์/บาร์เรล ดัชนีเงินดอลลาร์สหรัฐมีแนวโน้มอ่อนค่าลง หนุนให้เงินบาทกลับมาแข็งค่าได้ถึง 0.50-1 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐ ทั้งนี้ การฟื้นตัวของอุปทานน้ำมันที่เหลือ (production 20-30% สุดท้าย) อาจต้องใช้เวลานานกว่ามาก โดยอาจต้องรอถึงปี 2027 จึงค่อนข้างยากที่จะเห็นดัชนีเงินดอลลาร์สหรัฐกลับไปต่ำกว่า 95 ภายในปีนี้ ทำให้โอกาสที่บาทจะกลับไปแข็งค่าต่ำกว่า 31.00 มีต่ำเช่นกัน และอีกปัจจัยที่จะส่งผลต่อตลาดอัตราแลกเปลี่ยนในระยะกลาง-ยาวคือ ส่วนต่างอัตราดอกเบี้ยระหว่างสหรัฐฯ และไทยที่มีแนวโน้มแคบลง ซึ่งจะเป็นอีกปัจจัยที่อาจทำให้เงินบาททยอยแข็งค่าขึ้นในช่วงครึ่งหลังของปี ด้วยเหตุนี้ มองกรอบเงินบาทสิ้นปีนี้ที่ราว 31.50-32.50

นายวชิรวัฒน์ บานชื่น นักกลยุทธ์ตลาดการเงินอาวุโส ธนาคารไทยพาณิชย์ จำกัด (มหาชน) กล่าวเสริมว่า เงินบาทต่อดอลลาร์สหรัฐที่แข็งค่าขึ้นมาในช่วงนี้ อาจเป็นโอกาสให้ผู้ประกอบการธุรกิจนำเข้าหรือผู้ที่ต้องการลงทุนในสกุลเงินดอลลาร์อาจทยอยซื้อ USDTHB ได้บางส่วน แต่ต้องจับตาว่าอิหร่านจะตอบรับข้อเสนอจากสหรัฐฯ ภายในสุดสัปดาห์นี้หรือไม่ และจับตาการประชุมระหว่างประธานาธิบดีทรัมป์ และประธานาธิบดีสี จิ้นผิง ว่าจะเกิดขึ้นได้หรือไม่ ซึ่งหากไม่เป็นไปตามแผน ก็อาจทำให้ตลาดการเงินโลกผันผวน และเงินบาทกลับมาอ่อนค่า ซึ่งจะเป็นจังหวะให้ผู้ส่งออกที่ต้องการขาย USDTHB ในช่วงนี้ สามารถขายได้

สำหรับมุมมองด้านอัตราดอกเบี้ย มองว่านโยบายการเงินโลกมีแนวโน้มแตกต่างกันมากขึ้น โดย Fed อาจลดดอกเบี้ย 1 ครั้งปลายปีนี้ จากตลาดแรงงานสหรัฐฯ ที่มีแนวโน้มอ่อนแอลง และมองว่าเงินเฟ้อที่เร่งตัวขึ้นจะเป็นเพียงปัจจัยชั่วคราว ทำให้สถานการณ์น่าจะแตกต่างจากในปี 2022-23 ที่ Fed ขึ้นดอกเบี้ยจาก 0.50% ไปสู่ระดับ 4.50% ภายในเวลา 2 ปี เพราะภาวะ Supply disruption ในปัจจุบันไม่รุนแรงเท่าในอดีต ระยะเวลาขนส่งสินค้ายังน้อยกว่า อัตราเงินเฟ้อปัจจุบันต่ำกว่า และอัตราดอกเบี้ยในปัจจุบันสูงกว่า เมื่อเทียบกับช่วงก่อนเกิดสงครามรัสเซีย-ยูเครนในปี 2022-23 อย่างไรก็ดี ธนาคารกลางยุโรป และธนาคารกลางญี่ปุ่น มีแนวโน้มขึ้นดอกเบี้ย 2 ครั้ง ในปีนี้ เนื่องจากทั้งสองธนาคารกลางกังวลเกี่ยวกับผลกระทบจากเงินเฟ้อมากกว่า โดยอาจขึ้นดอกเบี้ยได้ตั้งแต่กลางปีนี้ และอีกครั้งในช่วงไตรมาสสุดท้ายของปี

ในส่วนของอัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาล นายวชิรวัฒน์มองว่า ในระยะสั้น อัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลไทยระยะสั้น (2-year government bond yield) ยังมีแนวโน้มทรงตัวในระดับสูงในช่วงที่สงครามยังไม่ยุติ แต่ในช่วงครึ่งหลังของปีอาจปรับลดลงเล็กน้อยตาม inflation risk premium ที่น่าจะปรับลดลงหลังสงครามจบ นอกจากนี้ กนง. น่าจะยังคงดอกเบี้ยในปีนี้ ทำให้ตลาดบอนด์ที่ price-in การขึ้นดอกเบี้ยในปีนี้ราว 40% อาจมี correction ทำให้ yields อาจปรับย่อลงมา สำหรับ long-term yields ของไทยมีแนวโน้มปรับลดลงได้เช่นกันตามทิศทาง global bond yields แต่คาดว่าจะยังลดลงน้อยกว่า yields ของประเทศอื่น เนื่องจากยังมีความกังวลเรื่องฐานะการคลังของไทยหลังรัฐบาลกู้เงินเพิ่มเติม 4 แสนล้านบาท ทำให้ Term premium ของ long-term yields จะไม่ลดลงได้มากนัก ด้วยเหตุนี้ จึงมองว่า yield curve ของไทยมีแนวโน้มปรับลดลงทั้งเส้น แต่ระดับความชันอาจยังใกล้เคียงเดิม