นางนวรัตน์ วงศ์ฐิติรัตน์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท บลูเวนเจอร์ กรุ๊ป จำกัด (มหาชน) หรือ BVG หนึ่งในผู้นำในการดำเนินธุรกิจให้บริการแพลตฟอร์ม และแอปพลิเคชันสำหรับบริหารจัดการธุรกิจที่เกี่ยวเนื่องกับประกันภัยรถยนต์ (ระบบ EMCS) ในประเทศไทย เปิดเผยว่า บริษัทได้ผนึกความร่วมมือกับพันธมิตรทางธุรกิจเดินเกมรุกตลาดต่างประเทศอย่างเต็มรูปแบบ ทั้งงานบริการด้านคณิตศาสตร์ประกันภัย (Actuarial Service) ตามมาตรฐานการายงานทางการเงินระหว่างประเทศ ฉบับที่ 17 เรื่องสัญญาประกันภัย (IFRS 17) และงานบริหารจัดการธุรกิจที่เกี่ยวเนื่องกับประกันภัยรถยนต์ (ระบบ EMCS) รองรับแนวโน้มการขยายตัวของตลาด ต่อยอดการเติบโตแข็งแกร่งต่อเนื่อง
โดยล่าสุดอยู่ระหว่างการนำเสนอรายละเอียดบิด (Bid) งานบริการด้านคณิตศาสตร์ประกันภัย (Actuarial Service) บริษัทประกันชีวิต และบริษัทประกันวินาศภัย ในประเทศฟิลิปปินส์ ซึ่งจะเริ่มบังคับใช้มาตรฐาน IFRS17 เต็มรูปแบบภายในปีนี้ เบื้องต้นคาดจะสามารถปิดดีล และเริ่มทยอยบุ๊คโปรเจ็คใหม่เติมพอร์ตได้ไตรมาส 2/2569 โดยปัจจุบันฟิลิปปินส์นับเป็นอีกตลาดที่เป็นโอกาสต่อยอดการเติบโต ด้วยจำนวนผู้ประกอบการด้านประกันชีวิต และบริษัทประกันวินาศภัยที่สูงถึง 131 บริษัท เทียบกับประเทศไทยที่มีอยู่ราว 72 บริษัท
นอกจากนี้ บริษัทยังได้เดินหน้ามองหาโอกาส และศึกษาความเป็นไปได้ทางธุรกิจการขยายงานบริการด้านระบบ EMCS ไปยังตลาดต่างประเทศ อาทิ ประเทศญี่ปุ่น ผ่านความร่วมมือกับพันธมิตรทางธุรกิจ ควบคู่ไปกับการเร่งขยายฐานลูกค้าในประเทศไทย โดยเฉพาะกลุ่มลูกค้าที่เป็นศูนย์ตัวแทนจำหน่าย (Dealer) รถยนต์ EV ที่มีอัตราการเติบโตค่อนข้างสูง ล่าสุดบริษัทมีลูกค้ากลุ่ม Dealer ใช้บริการ EMCS จำนวน 116 ราย แบ่งเป็น รถยนต์ EV 52% และรถสันดาป 48%
นางนวรัตน์ กล่าวเพิ่มเติมว่า สำหรับภาพรวมผลการดำเนินงานงวดไตรมาส 1 ปี 2569 บริษัทมีกำไรสุทธิจำนวน 12 ล้านบาท รายได้จากการบริการจำนวน 133 ล้านบาท โดยกลุ่มธุรกิจการให้บริการแพลตฟอร์ม และแอปพลิเคชั่น สำหรับบริหารจัดการธุรกิจที่เกี่ยวเนื่องกับประกันภัยรถยนต์ (ระบบ EMCS) ทำรายได้ใกล้เคียงกับช่วงเดียวกันปีก่อนที่ 62 ล้านบาท, กลุ่มธุรกิจให้บริการบริหารจัดการสิทธิประโยชน์ ด้านการรักษาพยาบาลและสินไหมทดแทน รวมถึงการให้คำปรึกษาแนะนำที่เกี่ยวข้อง ผ่านแพลตฟอร์มและแอปพลิเคชัน (BVTPA) มีรายได้เพิ่มขึ้นเล็กน้อยจากช่วงเดียวกันปีก่อนอยู่ที่ 58 ล้านบาท ขณะที่กลุ่มธุรกิจบริษัทลูก ทั้งธุรกิจให้คำปรึกษาด้านคณิตศาสตร์ประกันภัย (BVA), ธุรกิจให้บริการนวัตกรรมด้านเทคโนโลยีและสารสนเทศ (BVTECH) และธุรกิจให้บริการ คำแนะนำ และวางแผนเข้าถึงการใช้บริการด้านสุขภาพ (BVH) มีรายได้ 13 ล้านบาท ลดลงจากช่วงเดียวกันปีก่อนที่มีการรับรู้รายได้แบบ One-time จากการส่งมอบงาน Hardware และ Software งาน Actuarial Service ให้กับลูกค้า เพื่อรองรับการใช้งาน TFRS 17 เป็นครั้งแรก
ทั้งนี้ บริษัทยังคงมุ่งเน้นประสิทธิภาพในการบริหารจัดการต้นทุน และค่าใช้จ่ายอย่างต่อเนื่อง โดยงวดไตรมาส 1/2569 ต้นทุนบริการลดลงราว 18% จากช่วงเดียวกันปีก่อนอยู่ที่ 75 ล้านบาท พร้อมบริหารจัดการค่าใช้จ่ายให้อยู่ในระดับใกล้เคียงช่วงเดียวกันปีที่ผ่านมาอยู่ที่ 44 ล้านบาท เบื้องต้นมั่นใจแนวโน้มการเติบโตเป็นไปตามเป้าหมาย ภายใต้กลยุทธ์ 3 ปีจากนี้ ที่จะเน้น 4 ด้านหลัก ทั้งการเสริมสร้างความเป็นผู้นำในตลาด (Core Platform Deepening), เดินหน้าขยายตลาดในภูมิภาค (Regional Platform Expansion), ต่อยอดสร้างรายได้จากสินทรัพย์ข้อมูลที่มี พร้อมนำเทคโนโลยี AI เข้ามาปรับใช้ (Intelligent Innovation) และการยกระดับการบริหารจัดการเคลมสุขภาพผ่านโซลูชันดิจิทัลแบบบูรณาการ (Healthcare Value Manager)