สนพ. ได้เฝ้าระวังและป้องกันการแพร่ระบาดของโรคฝีดาษวานร (MPOX) อย่างใกล้ชิด พร้อมป้องกัน ลดเสี่ยง ลดโรค หากประชาชนมีประวัติสัมผัสใกล้ชิดกับผู้สงสัยฝีดาษวานร หรือการสัมผัสใกล้ชิด กอดจูบ ลูบ คลำ พูดคุยระยะ 1 เมตร โดยไม่สวมหน้ากากอนามัย หรือเคยดูแลผู้ป่วยสงสัยฝีดาษวานรให้สังเกตอาการตนเองเบื้องต้นภายใน 21 วัน หากมีผื่น มีตุ่มน้ำตุ่มหนองขึ้นบริเวณอวัยวะเพศ ทวารหนัก หรือบริเวณรอบ ๆ มือ เท้า หน้าอก ใบหน้า ปาก มีไข้ต่อมน้ำเหลืองโตบริเวณหลังหู คอ ขาหนีบ ให้เข้ารับการตรวจที่โรงพยาบาลใกล้บ้านทันที พร้อมเน้นย้ำผู้ที่มีภูมิต้านทานโรคต่ำ หรือมีโรคประจำตัว อาจเกิดโรคแทรกซ้อนร้ายแรง เช่น ปอดบวม หรือเสียชีวิต โดยหากพบผู้ป่วยเข้าข่ายต้องสงสัยจะทำการแยกกักตัวทันทีและรายงานข้อมูลตามแนวทางที่กำหนดต่อไป นอกจากนี้ ได้เน้นย้ำบุคลากรทางการแพทย์ หากพบผู้ป่วยให้แยกผู้ป่วยที่ติดเชื้อออกจากผู้อื่น อย่างไรก็ตาม แม้ว่าการฉีดวัคซีนป้องกันไข้ทรพิษจะช่วยลดความเสี่ยงในการติดเชื้อดังกล่าวได้ แต่การฉีดควรทำเฉพาะในบุคคลที่ต้องทำงานมีความเสี่ยง หรือใกล้ชิดกับคนหรือสัตว์ที่ติดเชื้อเท่านั้น และวัคซีนยังสามารถรับได้ภายหลังการได้รับเชื้อไม่เกิน 14 วัน ทั้งนี้ หากมีอาการเจ็บป่วยให้รีบไปพบแพทย์ทันทีได้ที่ "คลินิกสุขภาพเพศหลากหลายกรุงเทพมหานคร" ซึ่งปัจจุบันมี 24 แห่ง หรือพบแพทย์ผ่านทาง Telemedicine ผ่านแอปพลิเคชัน "หมอ กทม." เพื่อตรวจวินิจฉัยอาการได้อย่างรวดเร็ว สอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่สายด่วนสุขภาพ สนพ. กทม. โทร. 1646 ให้บริการตลอด 24 ชั่วโมง
นางดวงพร ปิณจีเสคิกุล ผู้อำนวยการสำนักอนามัย (สนอ.) กทม. กล่าวว่า ข้อมูล ณ วันที่ 2 พ.ค. 69 พื้นที่กรุงเทพฯ มีรายงานผู้ป่วยยืนยันโรคฝีดาษวานร ปี 2569 จำนวน 37 ราย เป็นสายพันธุ์ Clade II 36 ราย และสายพันธุ์ Clade Ib 1ราย ผู้ป่วยส่วนใหญ่เป็นเพศชาย (ร้อยละ 98) อยู่ในช่วงอายุ 31-40 ปี มากที่สุด ช่องทางหลักการติดเชื้อเกิดจากการมีเพศสัมพันธ์ สำหรับสถานการณ์ภาพรวมยังอยู่ในระดับที่สามารถควบคุมได้แต่ต้องเฝ้าระวังต่อเนื่อง ทั้งนี้ สนอ. มีมาตรการเฝ้าระวังและป้องกันการแพร่ระบาดของโรคฝีดาษวานรในพื้นที่กรุงเทพฯ โดยเฉพาะย่านท่องเที่ยวและย่านพักอาศัยของกลุ่มผู้มีความหลากหลายทางเพศ ควบคู่กับเตรียมความพร้อมในด้านต่าง ๆ ของสถานพยาบาลสังกัด กทม. เพื่อรองรับการดูแลรักษาผู้ป่วย หากพบการแพร่ระบาดของโรคฝีดาษวานรเพิ่มขึ้นในพื้นที่กรุงเทพฯ โดยมีแนวทางส่งเสริมความรู้ สร้างความตระหนักและความเข้าใจที่ถูกต้องให้แก่ประชาชนเกี่ยวกับลักษณะอาการ การแพร่เชื้อ รวมถึงวิธีป้องกันตนเองให้ปลอดภัยจากโรคฝีดาษวานร โดยเฉพาะการสร้างความตระหนักในการหลีกเลี่ยงการมีเพศสัมพันธ์กับคนไม่รู้จัก ไม่ใช้ของใช้ส่วนตัวร่วมกับผู้ป่วย หลีกเลี่ยงการสัมผัสใกล้ชิดกับผู้ที่มีผื่นสงสัยโรคฝีดาษวานร หลีกเลี่ยงไปในสถานที่ที่มีกิจกรรมการรวมตัว หรือกิจกรรมพบปะสังสรรค์ที่อาจเสี่ยงติดโรคฝีดาษวานร รวมถึงข้อควรปฏิบัติเมื่อพบอาการเข้าข่ายโรคตามข้อแนะนำของ สธ.
นอกจากนี้ ได้เน้นย้ำแนวทางปฏิบัติให้แก่บุคลากรทางการแพทย์ เพื่อป้องกันและควบคุมการติดเชื้อในสถานพยาบาลและคลินิกต่าง ๆ โดยเฉพาะในกลุ่มผู้ป่วยที่ใช้บริการคลินิกเฉพาะทาง เช่น Pride Clinic (คลินิกสุขภาพเพศหลากหลาย), ARV Clinic, คลินิกรักปลอดภัย คลินิกโรคผิวหนัง พร้อมสร้างความตะหนักและสื่อสารสถานการณการณ์โรคฝีดาษวานรในการประชุมต่าง ๆ เช่น การประชุมคณะกรรมการศูนย์ประสานประชาคมเอดส์ (PCM) กรุงเทพมหานคร การประชุมคณะกรรมการที่ปรึกษาชุมชนผู้มีความหลากหลายทางเพศ (M-CAB) การประชุมคณะทำงานสุขภาพเพศหลากหลาย คณะกรรมการโรคติดต่อ กรุงเทพมหานคร และการประชุมประเมิน เพื่อพัฒนาคุณภาพการจัดบริการด้านโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ เป็นต้น รวมถึงการสื่อสารมาตรการป้องกันโรคฝีดาษวานรควบคู่กับการดูแลสุขภาพอื่น ๆ อย่างต่อเนื่อง เช่น ทาง Facebook : I love Club, Facebook : สำนักอนามัย กรุงเทพมหานคร และ Line : เพร๊พบางกอก, Line : BKK Pride Clinic และการร่วมจัดกิจกรรม บูทความรู้ ในวันสำคัญต่าง ๆ เช่น Pride Month วันเอดส์โลก วันวาเลนไทน์ เป็นต้น ขณะเดียวกัน สนอ. ได้ร่วมมือกับกรมควบคุมโรค สธ. และภาคีเครือข่ายดำเนินมาตรการด้านการเฝ้าระวัง คัดกรอง และสอบสวนโรคในพื้นที่ ควบคู่กับการจัดบริการเชิงรุกในกลุ่มที่มีพฤติกรรมเสี่ยง พร้อมให้ความรู้เกี่ยวกับโรคฝีดาษวานร เอชไอวี และโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ ส่งเสริมพฤติกรรมทางเพศที่ปลอดภัย รวมถึงการฉีดวัคซีนป้องกันโรคฝีดาษวานรให้แก่บุคลากรทางการแพทย์ของ สนอ. และฉีดวัคซีนเชิงรุกให้กับพนักงานบริการในพื้นที่กรุงเทพฯ