กทม. ติดตามสถานการณ์-เตรียมความพร้อมเฝ้าระวังการแพร่ระบาดโควิด 19 อย่างใกล้ชิด

นายเกรียงไกร ตั้งจิตรมณีศักดา ผู้อำนวยการสำนักการแพทย์ (สนพ.) กทม. กล่าวถึงการเตรียมความพร้อมในด้านต่าง ๆ ของสถานพยาบาลในสังกัด กทม. เพื่อรองรับสถานการณ์หากพบผู้ติดเชื้อโควิด 19 ในพื้นที่กรุงเทพฯ หลังกระทรวงสาธารณสุข (สธ.) รายงานพบผู้ติดเชื้อโรคโควิด 19 สายพันธุ์ NB.1.8.1 ในประเทศสิงคโปร์เพิ่มขึ้นกว่า 12,700 รายว่า สนพ. ได้ติดตามการรายงานสถานการณ์โรคจากศูนย์ปฏิบัติการภาวะฉุกเฉิน (EOC) ของกระทรวงสาธารณสุข (สธ.) อย่างต่อเนื่อง เพื่อประเมินระดับความเสี่ยงในพื้นที่กรุงเทพฯ โดยเฝ้าระวังร่วมกับสำนักอนามัย (สนอ.) กทม. ในการวางระบบคัดกรองผู้ป่วยที่มีอาการเข้าข่ายโรคโควิด 19 สายพันธุ์ NB.1.8.1 และสายพันธุ์กลายพันธุ์อื่น ๆ เพื่อประเมินสถานการณ์ในพื้นที่กรุงเทพฯ แบบเรียลไทม์ ตลอดจนเตรียมความพร้อมรองรับสถานการณ์ จัดเตรียมเวชภัณฑ์สำหรับการป้องกันและรักษาโรค สำรองยาให้เพียงพอต่อการรักษาผู้ป่วย เตรียมพร้อมวัคซีนป้องกันควบคุมโรคตามฤดูกาล ได้แก่ โรคโควิด 19 โรคหัด โรคไข้หวัดใหญ่ และโรคอุจจาระร่วงเฉียบพลันจากเชื้อไวรัสให้ผู้ป่วยกลุ่มเสี่ยง โดยเฉพาะกลุ่มเด็กเล็ก กลุ่มผู้สูงอายุ ผู้ป่วยติดเตียง และผู้ที่มีโรคประจำตัว รวมถึงการให้ความรู้และข้อแนะนำแก่ประชาชน โดยบุคลากรทางการแพทย์และสาธารณสุขจะเน้นการเข้าถึงกลุ่มเปราะบางในพื้นที่เพื่อให้คำแนะนำในการดูแลสุขภาพ และการสวมใส่หน้ากากอนามัยที่ถูกต้อง เพื่อป้องกันโรคเบื้องต้น

Tuesday 2 June 2026 14:19
กทม. ติดตามสถานการณ์-เตรียมความพร้อมเฝ้าระวังการแพร่ระบาดโควิด 19 อย่างใกล้ชิด

สำหรับการจัดเตรียมเตียงดูแลผู้ป่วยโควิด 19 ที่ผ่านมาในช่วงที่มีการแพร่ระบาด ซึ่งจำนวนเตียงในปัจจุบันเป็นจำนวนที่ยังไม่ได้มีการขยายเตียง หากมีผู้ป่วยมากขึ้นสามารถขยายจำนวนเตียงได้ เพื่อให้เพียงพอต่อการรองรับผู้ป่วยที่จะเข้ามารักษา อย่างไรก็ตาม สถานการณ์ยังไม่น่าเป็นกังวล และ กทม.ได้ร่วมมือกับ สธ. และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องอย่างต่อเนื่อง พร้อมติดตามสถานการณ์ผู้ป่วยโควิด 19 อย่างใกล้ชิด และมอบหมายกลุ่มงานอนามัยชุมชนของโรงพยาบาลในสังกัด กทม. ทั้ง 11 แห่ง ให้บริการเชิงรุกในการให้ความรู้แก่ประชาชนที่มารับบริการ และประชาชนในพื้นที่โดยรอบโรงพยาบาล โดยเฉพาะกลุ่มเสี่ยง ผู้สูงอายุ และผู้ป่วยติดเตียง ให้ตระหนักถึงการดูแลตนเอง เพื่อป้องกันโรคโควิด 19 นอกจากนี้ ได้ประชาสัมพันธ์และรณรงค์เชิงรุก เพื่อสร้างความตระหนักรู้ โดยแนะนำประชาชนที่มีอาการเสี่ยง เช่น มีไข้ ไอ มีน้ำมูก เจ็บคอ ควรตรวจหาเชื้อเบื้องต้นด้วย ATK หากพบผลติดเชื้อ (ขึ้น 2 ขีด) ควรสวมหน้ากากอนามัย เพื่อป้องกันการแพร่เชื้อ แยกตัวไม่ใกล้ชิดกับผู้อื่น และรีบพบแพทย์ โดยเฉพาะในกลุ่ม 608 เนื่องจากหากติดเชื้ออาจมีอาการรุนแรงและเสียชีวิตได้ พร้อมเน้นย้ำสื่อสารให้ประชาชนปฏิบัติตามมาตรการป้องกันและควบคุมโรค ซึ่งการฉีดวัคซีนโควิด 19 ช่วยลดความรุนแรงของโรคได้จริง ทั้งนี้ หากสงสัยในอาการเจ็บป่วยสามารถพบแพทย์ผ่านทาง Telemedicine แอปพลิเคชัน "หมอ กทม." เพื่อตรวจวินิจฉัยอาการได้อย่างรวดเร็ว หรือปรึกษาเรื่องสุขภาพ HOTLINE โทร. 1646 สายด่วนสุขภาพ สนพ. ให้บริการตลอด 24 ชั่วโมง

นางดวงพร ปิณจีเสคิกุล ผู้อำนวยการสำนักอนามัย (สนอ.) กทม. กล่าวว่า จากระบบสารสนเทศเครือข่ายศูนย์ระบาดวิทยา กทม. (EpiNet) สถานการณ์ผู้ป่วยโควิด 19 ในพื้นที่กรุงเทพฯ ระหว่างวันที่ 1 ม.ค. - 23 พ.ค. 69 มีผู้ป่วยโรคโควิด19 จำนวน 1,896 คน เป็นคนไทย 1,498 คน ต่างชาติ 398 คน เข้ารับการรักษาแบบผู้ป่วยใน 185 คน แบบผู้ป่วยนอก 1,711 คน ผู้ป่วยส่วนใหญ่เป็นวัยทำงาน ไม่มีรายงายผู้เสียชีวิต โดย สนอ. ได้ติดตามสถานการณ์ เฝ้าระวัง ควบคุมป้องกันโรคโควิด 19 และรายงานสถานการณ์ของโรคอย่างต่อเนื่อง ควบคู่กับการเตรียมความพร้อมรับมือการระบาดในสถานพยาบาลในสังกัด ทั้งบุคลากรทางการแพทย์และสาธารณสุข Rapid Test เตียงรักษา ยาและเวชภัณฑ์ที่จำเป็น ระบบการส่งต่อ ฯลฯ เพื่อรองรับการดูแลรักษาผู้ป่วยโรคโควิด 19 โดยเฉพาะในผู้สูงอายุที่มีอายุตั้งแต่ 60 ปีขึ้นไป กลุ่มผู้ป่วยที่มีโรคประจำตัว กลุ่มหญิงตั้งครรภ์ และกลุ่มเด็กเล็ก ซึ่งมีความเสี่ยงต่อการเจ็บป่วยและเกิดปัญหาทางสุขภาพได้ง่าย โดยเน้นเฝ้าระวังที่โรงเรียน ศูนย์พัฒนาเด็กก่อนวัยเรียน สถานสงเคราะห์คนชรา และสถานพยาบาลที่อยู่ในความดูแลของ กทม. รวมถึงเพิ่มความเข้มข้นมาตรการเฝ้าระวังในกลุ่มผู้สูงอายุ ซึ่งมีโอกาสเกิดอาการเจ็บป่วยรุนแรงและเสียชีวิตสูงกว่ากลุ่มอื่น หากติดเชื้อโควิด 19

ทั้งนี้ มาตรการส่วนบุคคลยังเป็นปัจจัยหลักในการป้องกันโรคโควิด 19 ได้แก่ การล้างมือบ่อย ๆ และการสวมหน้ากากอนามัยอย่างถูกวิธีทุกครั้ง โดยเฉพาะเมื่อมีอาการป่วยโรคทางเดินหายใจ อยู่ใกล้ชิดกลุ่มเสี่ยง 608 และเด็กเล็ก อยู่ในพื้นที่ หรือกิจกรรมเสี่ยง เพื่อป้องกันการแพร่เชื้อและรับเชื้อโควิด 19 ตลอดจนป้องกันการติดเชื้อโรคระบบทางเดินหายใจอื่น ๆ การเว้นระยะห่าง หลีกเลี่ยงการอยู่ในสถานที่ที่มีผู้คนแออัด หรืออากาศถ่ายเทไม่ดี หมั่นล้างมือให้สะอาดลดความเสี่ยงติดเชื้อโควิด 19 ทุกสายพันธุ์ รวมถึงการเน้นย้ำให้สมาชิกในครอบครัวปฏิบัติตามมาตรการป้องกันการติดเชื้อในกลุ่ม 608 เพื่อความปลอดภัยจากโรคโควิด 19