เลขานุการรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กล่าวว่า การหารือร่วมกับภาคเอกชนของญี่ปุ่นในครั้งนี้ ถือเป็นโอกาสสำคัญในการเพิ่มช่องทางการจำหน่ายสินค้าปศุสัตว์ โดยเฉพาะเนื้อหมูและเนื้อไก่ให้เข้าสู่ตลาดญี่ปุ่นได้มากขึ้น โดยเฉพาะประเด็นการขอเพิ่มโควตาการนำเข้าเนื้อสุกรไทย จาก 1,200 ตัน/ปี เป็น 12,000 ตัน/ปี จึงได้มอบหมายให้กรมปศุสัตว์ประสานงานร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องอย่างเร่งด่วน เพื่อแก้ไขอุปสรรคทางการค้าให้เสร็จสิ้นโดยเร็ว
นอกจากนี้ กระทรวงเกษตรฯ โดยกรมปศุสัตว์ ยังได้ข้อเสนอแนะในการเจรจากับกระทรวงเกษตร ป่าไม้ และประมงญี่ปุ่น (MAFF) ใน 5 ประเด็นสำคัญ ได้แก่ 1) การขอขยายเพิ่มชนิดสินค้าส่งออก เช่น กลุ่มเนื้อติดกระดูก และเครื่องใน 2) การขอเจรจาลดอัตราภาษีนำเข้าเนื้อสุกร เพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขัน 3) ผลักดันไทยเป็นผู้ผลิตและส่งออกหลัก เพื่อสร้างความมั่นคงทางอาหารอย่างยั่งยืนให้กับญี่ปุ่น ที่กำลังประสบปัญหาขาดแคลนแรงงานภาคการเกษตร 4) หาแนวทางรองรับสภาพเศรษฐกิจและกำลังซื้อของผู้บริโภคชาวญี่ปุ่นที่ลดลง แม้ว่าสินค้าและอาหารไทยจะยังคงได้รับความนิยมและมีความเชื่อมั่นในด้านคุณภาพสูงก็ตาม และ 5) การขอเจรจาเพิ่มโควตาการนำเข้าเนื้อสุกรจากประเทศไทย
"การได้รับฟังข้อมูลและข้อเสนอแนะจากภาคเอกชนในครั้งนี้ จะเป็นประโยชน์ต่อภาคการเกษตรของไทย และจะเป็นการเพิ่มมูลค่าการส่งออกให้เป็นไปตามนโยบายตลาดนำการผลิตและเพิ่มรายได้ให้เกษตรของนายสุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ อีกด้วย" นายสรวุฒิ กล่าว