โดยช่วงเย็นของเมื่อวันที่ 9 มิ.ย. 69 เพื่ออำนวยความสะดวกและประสานงานร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ภายหลังผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร ลงพื้นที่เกิดเหตุได้เน้นย้ำใน 3 มาตรการหลัก ดังนี้ 1. เฝ้าระวังสถานการณ์สิ่งปลูกสร้างและเร่งอพยพ กทม. ร่วมกับ รฟม. กำหนดรัศมีเฝ้าระวัง 30 เมตรจากจุดเกิดเหตุ เพื่อมอนิเตอร์อัตราการรั่วของน้ำ ปริมาณดิน และการทรุดตัวหรือเอียงของอาคารอย่างละเอียด แม้ปัจจุบันสถานการณ์จะเริ่มทรงตัว แต่เพื่อความปลอดภัยสูงสุด ได้สั่งการให้อพยพประชาชนจากอาคารด้านหลังที่อยู่ในกลุ่มเสี่ยง 2-3 อาคารไปพักอาศัยในสถานที่ปลอดภัยชั่วคราว (เช่น โรงแรม) โดยมีผู้รับจ้างของ รฟม. เป็นผู้รับผิดชอบค่าใช้จ่ายและการเยียวยาทั้งหมด นอกจากนี้ กรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย ยังได้นำเครื่องตรวจวัดการเคลื่อนตัวของอาคารอัตโนมัติมาติดตั้งเพิ่มเติมเพื่อแจ้งเตือนภัยทันทีหากเกิดการทรุดตัวเพิ่ม 2. ปิดการจราจรลดแรงสั่นสะเทือน (ถนนประชาธิปก) เพื่อความปลอดภัยและลดแรงสั่นสะเทือนที่จะกระทบต่อโครงสร้างชั้นดินและอาคาร กทม. ได้ประสานปิดการจราจรถนนประชาธิปก ตั้งแต่แยกบ้านแขก มุ่งหน้าอนุสาวรีย์สมเด็จพระเจ้าตากสิน (วงเวียนใหญ่) โดยแนะนำให้ประชาชนที่เดินทางมาจากสะพานพุทธ หรือสะพานพระปกเกล้า ให้เลี้ยวที่สี่แยกบ้านแขก เพื่อเลี่ยงไปใช้เส้นทางถนนอิสรภาพ ถนนลาดหญ้า หรือถนนสมเด็จเจ้าพระยาแทน และ 3. เตรียมแผนรองรับผลกระทบโรงเรียนในพื้นที่ เนื่องจากทำเลดังกล่าวเป็นจุดคอขวดและมีโรงเรียนขนาดใหญ่หลายแห่ง เช่น โรงเรียนสวนกุหลาบวิทยาลัย และโรงเรียนศึกษานารี ผู้ว่าฯ กทม. จึงแสดงความห่วงใยเรื่องปัญหาการจราจรในระยะยาว โดยเตรียมถอดบทเรียนแนวทางแก้ไขปัญหาจากการทรุดตัวที่โรงพยาบาลวชิรพยาบาล (เช่น เคสโรงเรียนแซงต์กาเบรียล และโรงเรียนเซนต์ฟรังซีสซาเวียร์คอนแวนต์) มาปรับใช้ อาจมีการจัดรถรับส่งของโรงเรียนเพิ่มเติมเพื่อลดความหนาแน่นของรถผู้ปกครอง โดยจะประสานแจ้งรายละเอียดเส้นทางให้ประชาชนทราบต่อไป