นางสาววิลาสินี บุญมาสูงทรง ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการ บริษัทหลักทรัพย์ โกลเบล็ก จำกัด หรือ GBS เปิดเผยถึงทิศทางตลาดหุ้นไทยในสัปดาห์นี้ดัชนีมีโอกาสปรับตัว Sideway อยู่ในกรอบ 1,600-1,650 จุด แม้ตลาดจะมีแรงกดดันจากสถานการณ์ความขัดแย้งรอบใหม่ระหว่างสหรัฐอเมริกากับอิหร่านที่ปะทุขึ้น แต่ภาพรวมได้รับแรงหนุนจากปัจจัยบวกหลายด้าน โดยเฉพาะมติศาลรัฐธรรมนูญ 7:2 ที่วินิจฉัยว่า พ.ร.ก. กู้เงิน 4 แสนล้านบาทไม่ขัดต่อรัฐธรรมนูญ ทำให้โครงการลงทุนภาครัฐสามารถขับเคลื่อนต่อได้
รวมทั้งดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภค (CCI) เดือนมิถุนายนที่ปรับเพิ่มขึ้นเป็นครั้งแรกในรอบ 4 เดือน สะท้อนว่าประชาชนคลายความกังวลต่อสถานการณ์ต่างประเทศ และได้รับอานิสงส์จากมาตรการ "ไทยช่วยไทย พลัส 60/40" ที่ช่วยกระตุ้นการใช้จ่ายภายในประเทศ นอกจากนี้ ยังมีข่าวดีจากการที่ BOI อนุมัติโครงการลงทุนของ 'เนสท์เล่' มูลค่ากว่า 23,000 ล้านบาท เพื่อก่อสร้างโรงงานผลิตกาแฟแห่งใหม่ในไทย ซึ่งตอกย้ำความเชื่อมั่นในการใช้ไทยเป็นฐานการผลิตหลักของโลก ในส่วนของปัจจัยต่างประเทศที่สนับสนุนตลาด ได้แก่ ตัวเลขผู้ยื่นขอสวัสดิการว่างงานครั้งแรกของสหรัฐฯ ที่ลดลงเหลือ 215,000 ราย ต่ำกว่าที่นักวิเคราะห์คาดการณ์ไว้ รวมถึงท่าทีของรัฐบาลจีนที่ผ่อนคลายมาตรการต่อการนำเข้าเทคโนโลยีด้วยการยอมให้บริษัท AI นำเข้าชิป H200 จาก Nvidia ได้แบบจำกัด
อย่างไรก็ตาม นักลงทุนยังคงต้องติดตามปัจจัยเสี่ยงอย่างใกล้ชิด ทั้งประเด็นความขัดแย้งในตะวันออกกลาง หลังกองกำลังพิทักษ์การปฏิวัติอิสลามแห่งอิหร่าน (IRGC) โจมตีฐานทัพทหารของสหรัฐฯ ในคูเวตและบาห์เรน เพื่อตอบโต้ต่อการโจมตีครั้งใหม่ของสหรัฐฯ รวมทั้งการประชุม FED ที่ FedWatch Tool ของ CME Group บ่งชี้ว่า นักลงทุนให้น้ำหนัก 72.7% ที่ FED จะคงอัตราดอกเบี้ยที่ระดับ 3.50-3.75% ในการประชุมเดือนก.ค. และให้น้ำหนัก 63.5% ที่ FED จะปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยอย่างน้อย 0.25% สู่ระดับ 3.75-4.00% ในการประชุมเดือนกันยายนนี้ ขณะเดียวกันกลุ่มซีพียื่นหนังสือถึง รฟท.ขอใช้สิทธิ์เลิกสัญญา "ไฮสปีดเทรน" ตามข้อ 6.2 เหตุรฟท.
นอกจากนี้ยังคงต้องจับตาสถานการณ์ต่างๆ ที่มีผลต่อการลงทุน โดยเฉพาะในประเทศในสัปดาห์ที่ 4 กระทรวงพาณิชย์ แถลงภาวะการค้าระหว่างประเทศ ส่วนส.อ.ท. แถลงยอดผลิตและส่งออกรถยนต์ รถจักรยานยนต์และชิ้นส่วนยานยนต์ และสัปดาห์ที่ 5 สศอ. แถลงดัชนีผลผลิตภาคอุตสาหกรรม ด้านสศค. รายงานภาวะเศรษฐกิจการคลัง, ภาวะเศรษฐกิจภูมิภาค, ดัชนีความเชื่อมั่นอนาคตเศรษฐกิจภูมิภาค และวันที่ 31 ก.ค. ธปท. รายงานภาวะเศรษฐกิจและการเงินไทย และจะมีการประชุมกนง.ครั้งที่ 4/69 ในเดือนสิงหาคม ส่วนต่างประเทศ ในวันที่ 14-15 ก.ค. เควิน วอร์ช ประธาน FED จะแถลงนโยบายการเงินต่อสภาคองเกรส โดยระหว่างวันที่ 14-16 ก.ค. สหรัฐฯ จะรายงานตัวเลขเศรษฐกิจสำคัญ ได้แก่ ดัชนีความเชื่อมั่นธุรกิจ, การจ้างงาน, เงินเฟ้อ (CPI/PPI), ภาคการผลิต, สต็อกน้ำมัน, ยอดค้าปลีก, ตลาดที่อยู่อาศัย และยอดทำสัญญาขายบ้าน ส่วนวันที่ 28-29 ก.ค. จะเป็นการประชุมเฟดครั้งที่ 5/2569
สำหรับกลยุทธ์การลงทุน นายวัชเรนทร์ จงยรรยง ผู้อำนวยการฝ่ายวิจัย บล.โกลเบล็ก แนะนำให้นักลงทุนเน้นหุ้นที่ได้รับอานิสงส์โดยตรงจากการเดินหน้าโครงการภาครัฐภายใต้มติ พ.ร.ก. กู้เงิน 4 แสนล้านบาท โดยแนะนำหุ้นเด่น ได้แก่ CK, STECON, WHAUP, CPALL และ CPAXT