สำหรับการลงทุนครึ่งหลังของปีนี้ ประเมินว่า ตลาดหุ้นโลกยังมีปัจจัยหนุนจากแนวโน้มกำไรของบริษัทจดทะเบียนที่เติบโต และการลงทุนด้าน AI ที่ขยายตัวต่อเนื่อง แม้อัตราดอกเบี้ยยังอยู่ในระดับสูง และยังเผชิญความเสี่ยงจากนโยบายการค้า และภูมิรัฐศาสตร์ อาจสร้างความผันผวนเป็นระยะ แนะนำนักลงทุนคัดเลือกหลักทรัพย์ที่มีคุณภาพ และจัดพอร์ตการลงทุนหลักในกลุ่มกองทุน Krungthai World Class Series (KTWC) ควบคู่กับการจัดพอร์ตแบบ Barbell Strategy ที่ผสานหุ้นกลุ่ม Growth และ Defensive เพื่อสร้างสมดุลระหว่างการเติบโตและการรับมือความผันผวนของตลาด
Krungthai CIO ยังคงมุมมองเชิงบวกต่อการลงทุนในครึ่งหลังของปี โดยให้ความสำคัญกับตลาดพัฒนาแล้วที่มีคุณภาพกำไรสูง ได้แก่ หุ้นสหรัฐฯ กลุ่ม Broad US Core หุ้นญี่ปุ่นที่ได้แรงหนุนจากการปรับมูลค่าเชิงโครงสร้าง และหุ้นยุโรปที่มีโอกาสฟื้นตัวตามภาวะเศรษฐกิจ พร้อมขยายการลงทุนจากหุ้นผู้นำ AI ไปสู่กลุ่มที่ได้รับประโยชน์จากการลงทุนโครงสร้างพื้นฐาน AI ได้แก่ Semiconductors, Memory/HBM, Power Infrastructure และ Connectivity รวมถึงหุ้นเอเชียเหนือและหุ้นจีน A-Shares ที่ได้รับแรงหนุนจากนโยบายภาครัฐ ส่วนหุ้นกลุ่ม Defensive เพื่อเพิ่มความแข็งแกร่งของพอร์ต แนะนำลงทุนใน Healthcare, Quality Defensive และ Dividend Growth เพื่อเพิ่มความแข็งแกร่งของพอร์ต
สำหรับตราสารหนี้ แนะนำคงอายุเฉลี่ยของพอร์ต (Duration) ในระดับกลาง และเน้นสร้างผลตอบแทนจากดอกเบี้ยรับ (Carry) ผ่านสินทรัพย์คุณภาพ มากกว่าการเก็งกำไรจากดอกเบี้ยขาลง ด้านสินทรัพย์ทางเลือกยังคงแนะนำทยอยสะสมทองคำ จากแรงหนุนการถือครองของธนาคารกลาง แม้ราคายังผันผวนตาม Real Yield และค่าเงินดอลลาร์ ส่วน REITs ไทย ประเมินว่ามีโอกาสฟื้นตัวและมีส่วนต่างผลตอบแทน ที่น่าสนใจมากขึ้น หากอัตราดอกเบี้ยในประเทศผ่านจุดสูงสุดแล้ว
ปัจจัยที่ต้องติดตามในสัปดาห์นี้ ได้แก่ ผลประกอบการไตรมาส 2/2026 ของบริษัทจดทะเบียน โดยเฉพาะกลุ่มธนาคาร การรายงานดัชนีราคาผู้บริโภค (CPI) ของสหรัฐฯ และการแถลงต่อสภาคองเกรสของประธานธนาคารกลางสหรัฐฯ (Fed) เพื่อประเมินทิศทางนโยบายการเงินและอัตราดอกเบี้ย และยังต้องติดตามสถานการณ์ช่องแคบฮอร์มุซอย่างใกล้ชิด ที่จะส่งผลกระทบทำให้ราคาน้ำมันและทิศทางนโยบายการเงินผันผวน อาจทำให้ตลาดทุนโลกเปลี่ยนแปลงทิศทางได้อย่างฉับพลัน