แพทย์หญิงอัมพร เบญจพลพิทักษ์ อธิบดีกรมอนามัย กล่าวว่า พระสงฆ์เป็นศูนย์รวมจิตใจและมีบทบาทสำคัญต่อชุมชน การส่งเสริมสุขภาพพระสงฆ์จึงไม่ใช่เพียงการดูแลสุขภาพรายบุคคล แต่ยังสามารถขยายผลสู่ประชาชนและชุมชนโดยรอบวัด ปัจจุบันพระสงฆ์ไทยยังเผชิญกับพฤติกรรมเนือยนิ่งและการมีกิจกรรมทางกายไม่เพียงพอ โดยข้อมูลสุขภาพพระสงฆ์ ปี 2567 พบว่า พระสงฆ์มีภาวะน้ำหนักเกินและอ้วน ร้อยละ 45.6 กรมอนามัยจึงพัฒนาองค์ความรู้ "การบริหารขันธ์สำหรับพระสงฆ์" เพื่อให้สามารถนำไปปฏิบัติได้จริงในชีวิตประจำวันและสอดคล้องกับหลักพระธรรมวินัย
นายแพทย์ปกรณ์ ตุงคะเสรีรักษ์ รองอธิบดีกรมอนามัย กล่าวเสริมว่า การขับเคลื่อนงานให้เกิดผลอย่างยั่งยืนต้องดำเนินการควบคู่ทั้งด้านพฤติกรรมและสภาพแวดล้อม โดยส่งเสริมให้วัดจัดพื้นที่ที่ปลอดภัยและเอื้อต่อการเคลื่อนไหว เช่น ทางเดินจงกรมและพื้นที่สำหรับการบริหารขันธ์ ทั้งนี้ กรมอนามัยจะเดินหน้าสนับสนุนองค์ความรู้และขับเคลื่อนการส่งเสริมกิจกรรมทางกายสำหรับพระสงฆ์ ผ่านความร่วมมือกับคณะสงฆ์ หน่วยงานภาครัฐ ท้องถิ่น และภาคีเครือข่าย เพื่อสร้างพระสงฆ์สุขภาพดี พัฒนาวัดให้เป็นพื้นที่สร้างสุขภาวะ และส่งต่อพฤติกรรมสุขภาพที่ดีสู่ชุมชนอย่างยั่งยืน ภายใต้แนวคิด "พระแข็งแรง วัดมั่นคง ชุมชนเป็นสุข"
นายแพทย์วันฉัตร ชินสุวาเทย์ ผู้อำนวยการกองกิจกรรมทางกายเพื่อสุขภาพ กล่าวเพิ่มเติมว่า การบริหารขันธ์สำหรับพระสงฆ์ประกอบด้วย 5 รูปแบบ ได้แก่ การฝึกความอดทนของระบบหัวใจและไหลเวียนโลหิต การเสริมสร้างความแข็งแรงของกล้ามเนื้อ การยืดเหยียดร่างกาย การฝึกการทรงตัว และการบริหารสมองและจิตใจ ซึ่งออกแบบให้เหมาะสมกับวิถีชีวิตพระสงฆ์ ช่วยเพิ่มสมรรถภาพทางกาย ลดความเสี่ยงต่อการเกิดโรค และสามารถประยุกต์เป็นกิจวัตรประจำวันได้