รศ.ดร.มาโนช โลหเตปานนท์ รองอธิการบดีจุฬาฯ กล่าวว่า "ในฐานะคนท้องถิ่นที่เติบโตในย่านนี้มานานกว่า 50 ปี รู้สึกยินดีอย่างยิ่งที่ได้เห็นการบันทึกประวัติศาสตร์ผ่านนวัตกรรมดิจิทัล ทั้งแผนที่ 3D และมิติทางเวลาที่ช่วยให้เราสัมผัสถึงวิถีชีวิตในอดีตได้ จุฬาฯ มุ่งสร้างชีวิตให้นิสิตและดึงชุมชนมาช่วยกันพัฒนา นอกเหนือจากนี้ งานนี้ยังได้รับความร่วมมืออันดีจากฝรั่งเศสและจีน ซึ่งเป็นสองประเทศที่มีประวัติศาสตร์และวัฒนธรรมอันยาวนาน อันช่วยสะท้อนและเชิดชูคุณค่าทางวัฒนธรรมที่ยาวนานของประเทศไทยด้วยเช่นกัน"
ผศ.สรายุทธ ทรัพย์สุข คณบดีคณะสถาปัตยกรรมศาสตร์ จุฬาฯ กล่าวว่า "งานวิจัยมรดกเมืองสามัญนี้มีความสำคัญมาก เพราะมรดกส่วนใหญ่ของเมืองเกินกว่าครึ่งหนึ่งเป็นวิถีชีวิตจริงของชาวบ้าน ไม่ใช่แค่เรื่องของวัด วัง หรือสถานที่ราชการ จากการลงพื้นที่ย่านทรงวาด-เยาวราช สิ่งที่ชาวบ้านบอกเล่าคือเรื่องราวของตำราอาหาร ภาษาโบราณ และพื้นที่ทำกิจกรรมต่างๆ การจัดทำฐานข้อมูลครั้งนี้จะช่วยสร้างน้ำหนักให้แก่ย่าน เช่น เขตสัมพันธวงศ์ที่มีศาลเจ้ากว่า 140 แห่ง และร้านอาหารกว่า 100 แห่ง และโจทย์สำคัญต่อไปคือทำอย่างไรเราจะสร้างแรงจูงใจให้คนรุ่นที่ 4 ในย่านนี้ยินดีที่จะสืบทอดธุรกิจและมรดกเหล่านี้ต่อไป"
คุณเอกวรัญญู อัมระปาล ที่ปรึกษาของผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร กล่าวว่า "รู้สึกตื่นเต้นและประทับใจหลังจากได้เห็นนิทรรศการ และได้ลองเปิดดู WebApp โครงการนี้สามารถรวบรวมข้อมูลมรดกเมืองสามัญแล้วย่อยออกมาให้อยู่ในรูปแบบที่ประชาชนและนักท่องเที่ยวใช้งานได้จริงและครบวงจร สอดคล้องกับนโยบาย Learning City ของ กทม. ที่เชื่อว่าเมืองคือการเรียนรู้และทุกย่านมีอัตลักษณ์ ซึ่งทางกรุงเทพมหานครยินดีและพร้อมที่จะร่วมมือผลักดันโครงการนี้ให้เกิดผลเป็นรูปธรรมต่อไป"
คุณฐิติพัฒน์ ศุภภัทรานนท์ เจ้าของสถานที่ร้าน THANN ทรงวาด กล่าวว่า "งานวิจัยชิ้นนี้เชื่อมั่นว่าจะเป็นประโยชน์อย่างยิ่งต่อทั้งเศรษฐกิจชุมชนและคนในพื้นที่ย่านทรงวาด-ตลาดน้อย ทั้งนี้ นิทรรศการและการจัดแสดงผลงานวิจัยในครั้งนี้มีความยินดีเป็นอย่างยิ่งที่ได้มาจัด ณ ร้าน THANN ทรงวาด ซึ่งพร้อมเปิดพื้นที่ให้แขกผู้มีเกียรติ คณาจารย์ นิสิต และประชาชนทั่วไปได้ร่วมสำรวจ เข้าชม และสัมผัสกับมรดกวัฒนธรรมเมืองสามัญอันทรงคุณค่าของย่านทรงวาด"
โครงการวิจัยดังกล่าวเป็นการขยายผลต่อเนื่องจากความสำเร็จในระยะที่ 1 ซึ่งดำเนินการในย่านบางลำพู โดยได้รับการสนับสนุนทุนวิจัย Quick Win จากกองทุนรัชดาภิเษกสมโภช จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย มีทีมนักวิจัยนำโดย รศ.ดร.ปริญญ์ เจียรมณีโชติชัย คณะสถาปัตยกรรมศาสตร์ หัวหน้าโครงการ พร้อมด้วยทีมนักวิจัยจากคณะต่าง ๆ ได้แก่ รศ.ดร.ไขศรี ภักดิ์สุขเจริญ คณะสถาปัตยกรรมศาสตร์ ผศ.ดร.ฐิติรัตน์ ปั้นบำรุงกิจ คณะอักษรศาสตร์ ผศ.ภัณฑิรา จูละยานนท์ คณะสถาปัตยกรรมศาสตร์ รศ.คมกริช ธนะเพทย์ คณะสถาปัตยกรรมศาสตร์ และ ผศ.ดร.พันธุมดี เกตะวันดี คณะพาณิชยศาสตร์และการบัญชี โครงการมุ่งเน้นการให้คุณค่าแก่ "มรดกเมืองสามัญ" (Ordinary Urban Heritage: OUH) ซึ่งหมายถึงวัฒนธรรม วิถีชีวิต และคุณค่าที่สร้างสรรค์โดยคนธรรมดาสามัญ (Ordinary people) ที่เกิดขึ้นในชีวิตประจำวัน ปรากฏอยู่อย่างต่อเนื่อง และมีการปรับตัวตามกาลเวลา โดยกำหนดเกณฑ์มรดกเมืองสามัญ 5 ประการ ได้แก่
- การปรากฏขึ้นในพื้นที่มามากกว่า 50 ปี
- การพัฒนาและใช้งานโดยคนธรรมดาสามัญ
- การปรากฏตัวขึ้นอย่างซ้ำ ๆ หรือเกาะกลุ่มในชีวิตประจำวัน
- ความสามารถในการปรับตัวเข้ากับเมือง
- ยังคงถูกใช้งานจริงในวิถีชีวิตปัจจุบัน
การดำเนินโครงการได้รับความร่วมมือจากหลายภาคส่วนทั้งในระดับชาติและนานาชาติ โดยเฉพาะองค์กรวิจัยระดับโลก ได้แก่ ศูนย์กลางวิจัยแห่งชาติฝรั่งเศส (CNRS) หน่วยวิจัย CASE โรงเรียนสถาปัตยกรรมแห่งชาติ Paris-Belleville และโรงเรียนสถาปัตยกรรมแห่งชาติ Bretagne สาธารณรัฐฝรั่งเศส รวมถึง Tianjin University สาธารณรัฐประชาชนจีน พร้อมเชื่อมโยงข้อมูลกับแพลตฟอร์มของกรุงเทพมหานคร เพื่อเปิดโอกาสให้นิสิต นักศึกษา ชุมชน นักท่องเที่ยว และประชาชนทั่วไป ร่วมบันทึกมรดกและต่อยอดสู่การท่องเที่ยวเชิงสร้างสรรค์ การพัฒนาผลิตภัณฑ์ และการกระจายรายได้สู่เศรษฐกิจฐานรากอย่างยั่งยืน
รศ.ดร.ปริญญ์ เจียรมณีโชติชัย หัวหน้าโครงการ กล่าวว่า "โครงการวิจัยนี้ได้รับการสนับสนุนจากจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยผ่านทุนวิจัย Quick Win ซึ่งเป็นทุนวิจัยระยะสั้นที่มุ่งสร้างผลกระทบเชิงบวกให้แก่ชุมชน โดยก่อนเริ่มโครงการ ทีมวิจัยได้สำรวจแนวคิดเรื่อง "มรดกเมืองสามัญ" ในย่านเมืองเก่า ซึ่งพบว่ามีมรดกที่อยู่ร่วมกันอย่างหลากหลาย ทั้งวัด วัง และอาคารต่าง ๆ ที่อาจถูกมองข้าม ทั้งที่เป็นส่วนหนึ่งของชุมชนมาอย่างยาวนาน จึงต่อยอดการศึกษาไปสู่ "อาหาร" ในฐานะมรดก เนื่องจากอาหารเป็นสิ่งที่คนไทยชื่นชอบและเป็นส่วนหนึ่งที่สร้างชื่อเสียงให้กับประเทศไทย รวมถึงพื้นที่ศักดิ์สิทธิ์ขนาดเล็ก เช่น ศาลเจ้าและแท่นบูชาต่าง ๆ ในชุมชนที่อาจยังไม่เป็นที่รู้จัก จึงมีการกำหนดเกณฑ์สำหรับรวบรวมและส่งเสริมข้อมูลมรดกเหล่านี้"
"เมื่อรวบรวมข้อมูลแล้ว ได้นำมาต่อยอดเป็น Web Application เพื่อให้ประชาชนสามารถเข้าถึงและนำข้อมูลไปใช้ประโยชน์ได้ ขณะเดียวกันยังช่วยเพิ่มความสนใจให้แก่ชุมชนและร้านค้าในพื้นที่ ซึ่งจะช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจชุมชนและส่งเสริมการท่องเที่ยวในเส้นทางเล็ก ๆ โดยแผนที่ดังกล่าวจะช่วยให้ผู้คนสามารถเดินสำรวจและเข้าถึงพื้นที่ต่าง ๆ นอกเหนือจากแหล่งท่องเที่ยวหรือศูนย์การค้าขนาดใหญ่ นำไปสู่การกระจายรายได้ในชุมชน พร้อมทั้งส่งเสริมการอนุรักษ์มรดกทางวัฒนธรรมควบคู่ไปกับการพัฒนาเศรษฐกิจของพื้นที่" รศ.ดร.ปริญญ์ กล่าวเพิ่มเติม
ภายในนิทรรศการนำเสนอผลผลิตจากการบูรณาการงานวิจัยข้ามศาสตร์ ทั้งด้านผังเมือง ภูมิศาสตร์ และการบริหารจัดการมรดกทางวัฒนธรรม ผ่านกระบวนการมีส่วนร่วมกับชุมชน (Participatory Process) การสำรวจภาคสนาม การใช้แบบสอบถาม และการจัดประชุมกลุ่มย่อย (Focus Group) นำไปสู่การจัดทำฐานข้อมูลระบบสารสนเทศทางภูมิศาสตร์ (GIS) และแผนที่มรดกวัฒนธรรมดิจิทัล
ความโดดเด่นของ OUHmap.com ระยะที่ 2 ได้แก่
- ฐานข้อมูลจุดมรดกสามัญ (Landmarks & Points of Interest): รวบรวมหมุดมรดกด้านอาหารร้านเก่าแก่และพื้นที่ศักดิ์สิทธิ์ประจำถิ่น ครอบคลุมตั้งแต่รัตนโกสินทร์ บางลำพู จนถึงไชน่าทาวน์-สามย่าน
- เส้นทางท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรม "สายมู": การออกแบบเส้นทางท่องเที่ยวตอบโจทย์ความสนใจหลากหลายรูปแบบ ได้แก่:
- เส้นทางมูรับทรัพย์
- เส้นทางมูความรัก สมหวัง มั่นคง
- เส้นทางมูการงานให้ปัง
- เส้นทางมูขอสุขภาพแข็งแรง
- เส้นทางมูปัดเป่าอุปสรรค เอาชนะปัญหา
- เส้นทางมูเสี่ยงโชค
ทั้งนี้ นิทรรศการจัดแสดงระหว่างวันที่ 3-30 สิงหาคม 2569 เวลา 10.30-18.00 น. และผู้สนใจสามารถใช้งานแผนที่ดิจิทัลของโครงการได้ผ่าน OUHmap.com เพื่อร่วมสำรวจและเรียนรู้มรดกเมืองสามัญที่เกิดขึ้นจากวิถีชีวิตของผู้คนในพื้นที่เมืองต่อไป