นายแพทย์เฉลิมพล โอสถพรมมา ผู้อำนวยการสำนักงานป้องกันควบคุมโรคที่ 12 จังหวัดสงขลา กล่าวว่า โรคไข้เลือดออก มีโอกาสเป็นได้ทั้งเด็กและผู้ใหญ่ โรคนี้ระบาดได้ทั้งปี เน้นย้ำ ประชาชนสังเกตอาการตนเองและคนในครอบครัว โดยเฉพาะกลุ่มเด็กเล็ก ผู้ใหญ่และผู้สูงอายุที่มีโรคประจำตัวเรื้อรัง หากพบมีอาการไข้สูงลอยเกิน 38.5 องศาเซลเซียส ประมาณ 2-7 วัน ร่วมกับอาการปวดศีรษะ ปวดกระบอกตา หน้าแดง กระหายน้ำ มีจุดเลือดใต้ผิวหนังบริเวณแขน ขา และลำตัว ให้สงสัยเป็นโรคไข้เลือดออก ควรรีบพบแพทย์โดยด่วนเพื่อรับการรักษาที่ถูกต้อง เน้นย้ำ ไม่ควรซื้อยามารับประทานเอง โดยเฉพาะยาต้านอักเสบในกลุ่ม NSAIDs เช่น แอสไพริน ไอบูโพรเฟน ไดโคลฟีแนค รวมถึงยาชุดซึ่งส่งผลให้เกิดภาวะแทรกซ้อนที่รุนแรง สำหรับร้านขายยาและคลินิก หากผู้ป่วยมีอาการเข้าข่าย ให้สงสัยไว้ก่อนว่าเป็นโรคไข้เลือดออก ไม่ควรจ่ายยาต้านอักเสบในกลุ่ม NSAIDs และแนะนำให้ผู้ป่วยไปรักษาที่โรงพยาบาลทันที
โรคไข้เลือดออก เป็นโรคติดต่อนำโดยยุงลาย ซึ่งชอบวางไข่ในภาชนะต่างๆ ที่มีน้ำขัง โดยเฉพาะภาชนะใส่น้ำใช้, ภาชนะที่ไม่ใช้แล้ว, อ่างบัว และยางรถยนต์ที่ไม่ใช้แล้ว ซึ่งภาชนะเหล่านี้ จะมีกระจัดกระจายอยู่ทั่วไปในชุมชน หรือในบ้าน ขอเชิญชวนประชาชน เก็บให้เกลี้ยงไม่เลี้ยงยุงลาย ป้องกันโรคไข้เลือดออก โดยร่วมกันตรวจภาชนะที่มีน้ำขัง และเก็บกวาดภาชนะที่ไม่ใช้แล้ว กำจัดแหล่งเพาะพันธุ์ยุงลายแบบง่าย ๆ ตามมาตรการ 3 เก็บ คือ 1. เก็บขยะ เศษภาชนะที่มีน้ำขัง ป้องกันไม่ให้เป็นแหล่งเพาะพันธุ์ยุงลาย 2. เก็บกวาด บ้านให้สะอาด ปลอดโปร่ง ป้องกันยุงลายเกาะพัก 3. เก็บน้ำดื่ม น้ำใช้ให้สะอาดมิดชิด และเน้นการป้องกันไม่ให้ยุงกัด โดยทายากันยุง นอนในมุ้ง โดย สามารถป้องกันได้ 3 โรค ทั้งโรคไข้เลือดออก โรคไข้ปวดข้อยุงลาย และโรคติดเชื้อไวรัสซิกา สอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่สายด่วนกรมควบคุมโรค 1422