กทม. ยกระดับมาตรการดูแลความปลอดภัยโรงเรียนในสังกัด ซักซ้อมแผนฉุกเฉิน 'หนี-ซ่อน-สู้' ติดตามดูแลนักเรียนอย่างใกล้ชิด

นางสาวพิศมัย เรืองศิลป์ ผู้อำนวยการสำนักการศึกษา (สนศ.) กทม. กล่าวว่า กทม. ให้ความสำคัญกับความปลอดภัยของนักเรียน ครู และบุคลากรทางการศึกษาในโรงเรียนสังกัด กทม. โดยได้กำชับสำนักงานเขตและสถานศึกษาทุกแห่งให้ดำเนินตามมาตรการรักษาความปลอดภัยอย่างเข้มงวด เพื่อป้องกันเหตุอันตรายและเตรียมความพร้อมรับมือสถานการณ์ฉุกเฉินที่อาจเกิดขึ้นภายในสถานศึกษา พร้อมนำเหตุการณ์ ต่าง ๆ มาถอดบทเรียนเพื่อปรับปรุงมาตรการให้เหมาะสมและรัดกุมยิ่งขึ้น โดย สนศ. ได้มีหนังสือ ด่วนที่สุด ที่ กท 0808/5092 ลงวันที่ 7 ส.ค. 69 ขอความร่วมมือสำนักงานเขตกำชับโรงเรียนในสังกัด กทม. ให้ดำเนินมาตรการรักษาความปลอดภัย โดยกำหนดให้โรงเรียนเป็น "เขตปลอดอาวุธ" และเป็นพื้นที่ปลอดภัย เพื่อให้เด็กนักเรียนทุกคนได้รับความปลอดภัยสูงสุด โดยให้ถือปฏิบัติตามมาตรการรักษาความปลอดภัยในโรงเรียนสังกัด กทม. และศูนย์พัฒนาเด็กก่อนวัยเรียน รวมถึงมาตรการที่เกี่ยวข้องอย่างเคร่งครัด

Monday 10 August 2026 16:26

สำหรับมาตรการด้านความปลอดภัย ได้กำหนดให้ผู้อำนวยการสถานศึกษาและคณะกรรมการชุมชนเป็นผู้รับผิดชอบหลักในการดูแลความปลอดภัย โดยห้ามมิให้บุคลากร นักเรียน ผู้ปกครอง และผู้มาติดต่อกิจธุระมี หรือครอบครองสารเสพติด อาวุธ มีด หรือของมีคมเข้ามาภายในสถานศึกษา รวมทั้งมิให้มีการทำร้าย หรือการรังแกกัน พร้อมจัดให้มีกล้องวงจรปิด (CCTV) เจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัย และเครื่องมือรักษาความปลอดภัย พร้อมกำหนดมาตรการต่าง ๆ อย่างรัดกุมและเหมาะสมสำหรับการรักษาความปลอดภัยสถานที่และบุคคล ขณะเดียวกันบุคคลภายนอกที่จะเข้ามาภายในสถานศึกษา หรือศูนย์พัฒนาเด็กก่อนวัยเรียนต้องผ่านการตรวจ สอบถาม และแสดงตนอย่างเคร่งครัดทุกราย โดยโรงเรียนต้องปิดประตูระหว่างเวลาเรียนตลอดเวลา และให้เจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัยตรวจสอบบุคคลและยานพาหนะที่ผ่านเข้า-ออกพื้นที่ รวมถึงติดตั้งระบบแจ้งเตือนภัยในจุดที่เหมาะสม พร้อมทั้งจัดให้มีประตูทางออกฉุกเฉินเมื่อเกิดเหตุการณ์ไม่ปลอดภัยเพิ่มเติมจากทางออกปกติ ตลอดจนให้จัดซ้อมแผนเผชิญเหตุ อบรม และชี้แจงแนวทางปฏิบัติเมื่อเกิดสถานการณ์ฉุกเฉินให้กับเจ้าหน้าที่ในสถานศึกษา หรือศูนย์พัฒนาเด็กก่อนวัยเรียนอย่างน้อยทุกภาคเรียน หรือไม่น้อยกว่า 6 เดือน/ครั้ง โดยเฉพาะเส้นทางในการออกจากพื้นที่เกิดเหตุ โดยจัดทำป้ายและลูกศรแสดงเส้นทางอพยพอย่างชัดเจน

ทั้งนี้ กทม. มีความห่วงใยในสวัสดิภาพและความปลอดภัยของนักเรียน ข้าราชการครู บุคลากรทางการศึกษา ผู้ปฏิบัติงานในโรงเรียนสังกัด กทม. ตลอดจนผู้ปกครอง โดยได้ให้ความสำคัญกับการนำเหตุการณ์ต่าง ๆ มาถอดบทเรียน เพื่อเตรียมความพร้อมและยกระดับมาตรการป้องกันเหตุความไม่ปลอดภัยที่อาจเกิดขึ้นในสถานศึกษาอย่างต่อเนื่อง ซึ่งได้กำหนดให้โรงเรียนในสังกัด กทม. ถือปฏิบัติและประสานความร่วมมือกับหน่วยงาน ที่เกี่ยวข้องอย่างเป็นระบบ โดยได้กำชับให้ผู้อำนวยการเขต หัวหน้าฝ่ายการศึกษา หัวหน้าฝ่ายพัฒนาชุมชนและสวัสดิการสังคม บุคลากรทางการศึกษา ตลอดจนอาสาสมัคร กวดขัน ย้ำเตือน และกำกับดูแลมาตรการรักษาความปลอดภัยในสถานศึกษาอย่างเคร่งครัดตามอำนาจหน้าที่ โดย สนศ. ได้แจ้งประสานสำนักงานเขตและโรงเรียนในสังกัด จัดให้มีการซักซ้อมและอบรมการปฏิบัติตนเมื่อเกิดสถานการณ์ฉุกเฉิน รวมถึงให้ความรู้ ตามหลัก "หนี-ซ่อน-สู้" แก่นักเรียน ครู และบุคลากรที่เกี่ยวข้อง โดยให้รายงานผลการดำเนินงานให้ สนศ. ทราบปีการศึกษาละ 2 ครั้ง ได้แก่ ภาคเรียนที่ 1 ภายในวันที่ 31 ส.ค. และภาคเรียนที่ 2 ภายในวันที่ 28 ก.พ. ของทุกปี ขณะเดียวกันได้กำหนดให้บุคลากรในสถานศึกษาและศูนย์พัฒนาเด็กก่อนวัยเรียน รวมถึงเจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัย ต้องมีหมายเลขโทรศัพท์ของสถานีตำรวจในพื้นที่และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อให้สามารถติดต่อประสานงานและขอความช่วยเหลือได้อย่างทันท่วงทีเมื่อเกิดเหตุการณ์ผิดปกติ พร้อมประสานความร่วมมือกับชุมชนโดยรอบ ฝ่ายเทศกิจ สถานีตำรวจ และศูนย์บริการสาธารณสุขในพื้นที่ ให้เข้ามามีส่วนร่วมในการดูแลและรักษาความปลอดภัยของสถานศึกษา

ขณะเดียวกันโรงเรียนในสังกัด กทม. ยังมีแนวทางการติดตามและดูแลความประพฤติของนักเรียนโรงเรียนในสังกัด กทม. อย่างใกล้ชิด โดยมีครูที่ปรึกษา ครูประจำชั้น ครูให้คำปรึกษา ครูแนะแนว หรือบุคลากรที่ทำหน้าที่ในลักษณะเดียวกัน ทำหน้าที่ตรวจตราและสอดส่องดูแลนักเรียนทั้งด้านร่างกายและจิตใจ คอยให้ความช่วยเหลือนักเรียนที่กำลังประสบปัญหา หรือมีความเสี่ยงที่จะประสบปัญหา พร้อมจัดทำข้อมูลนักเรียนเป็นรายบุคคล เพื่อใช้ประกอบการติดตามและดูแลอย่างเหมาะสม หากพบว่านักเรียนมีปัญหา หรือมีความจำเป็นเร่งด่วน จะประสานศูนย์บริการสาธารณสุข หรือโรงพยาบาลในพื้นที่ เพื่อให้ได้รับการช่วยเหลืออย่างทันท่วงที โดยในแต่ละโรงเรียนมีการจัดประชุมผู้ปกครอง เพื่อสร้างความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับปัญหาความรุนแรงในกลุ่มนักเรียน รวมถึงแนวทางการสอดส่อง เฝ้าระวัง และดูแลพฤติกรรมของนักเรียน พร้อมแนะนำช่องทางการสื่อสารระหว่างครูกับผู้ปกครอง เพื่อให้สามารถร่วมกันติดตามและป้องกันเหตุความรุนแรง หรือพฤติกรรมที่อาจนำไปสู่ปัญหาได้ตั้งแต่ระยะเริ่มต้น ควบคู่กับการพัฒนาศักยภาพของข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา โดยจัดอบรมเชิงปฏิบัติการตามโครงการพัฒนาศักยภาพการดำเนินการด้านการคุ้มครองเด็กของโรงเรียนสังกัด กทม. เพื่อเสริมความรู้เกี่ยวกับการคุ้มครองเด็ก การให้ความช่วยเหลือและคุ้มครองสวัสดิภาพเด็ก รวมถึงการป้องกันอันตรายที่อาจเกิดขึ้นกับเด็ก เพื่อให้ครูและบุคลากรสามารถดูแลและให้ความช่วยเหลือนักเรียนได้อย่างเหมาะสม

นอกจากนี้ โรงเรียนในสังกัด กทม. ยังดำเนินกิจกรรม ชมรม TO BE NUMBER ONE โดยมีบริการให้คำปรึกษา การฝึกแก้ไขปัญหาและพัฒนาทักษะทางอารมณ์ (EQ) การเรียนรู้ด้วยตนเอง และกิจกรรมสร้างความสุข รวมถึงมีกิจกรรมศูนย์เพื่อนใจวัยรุ่น ภายใต้แนวคิด "ปรับทุกข์ สร้างสุข แก้ปัญหา พัฒนา EQ" ตลอดจนกิจกรรม "เพื่อนช่วยเพื่อน" ที่เปิดโอกาสให้นักเรียนได้แสดงความสามารถ ขณะเดียวกันยังช่วยให้นักเรียนที่กำลังประสบปัญหามีพื้นที่ในการขอคำปรึกษาและมีที่พึ่งทางใจในโรงเรียน เพื่อช่วยให้สามารถรับมือและแก้ไขปัญหาได้อย่างเหมาะสม