นายศุภโชค ปัญจทรัพย์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท แอสเซท ไฟว์ กรุ๊ป จำกัด (มหาชน) หรือ A5 เปิดเผยว่า ผลประกอบการไตรมาส 2 ปี 2569 บริษัทมีรายได้รวม 331 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจากไตรมาสก่อนคิดเป็น 53% และมีกำไรสุทธิ 35 ล้านบาท โดยมีปัจจัยเติบโตจากการรับรู้ยอดโอนกรรมสิทธิ์ของโครงการ Cinq Royal The Eighteen Bangna KM.7 (แซงค์ รอยัล ดิ เอททีน บางนา กม.7) รวมถึงทยอยรับรู้รายได้จากธุรกิจใหม่ A5 Design และ Upper Class Solution
นอกจากนี้ A5 มียอดขายรอโอนกรรมสิทธิ์ (Backlog) มูลค่า 855 ล้านบาท (ณ 7 ส.ค. 2569) จากโครงการ CINQ ROYAL The Eighteen Bangna KM.7 (แซงค์ รอยัล ดิ เอททีน บางนา กม.7), โครงการ CINQUI?ME Krungthep Kreetha (แซงเคียม กรุงเทพกรีฑา), โครงการ VANA Ratchapruek-Westville (วนา ราชพฤกษ์-เวสต์วิลล์) และโครงการบ้าน รชยา เอกมันตรา จังหวัดอุดรธานี ซึ่งจะทยอยรับรู้รายได้ตั้งแต่ไตรมาส 3 ปี 2569 เป็นต้นไป
โดยบริษัทยังคงเดินหน้าบริหารพอร์ตโครงการให้สอดคล้องกับภาวะตลาดอสังหาริมทรัพย์ พร้อมวางแผนงานก่อสร้างและการส่งมอบอย่างเป็นระบบ เพื่อเร่งเปลี่ยนยอดขายรอโอนให้เป็นรายได้ตามแผน และสร้างฐานรายได้ที่มีความต่อเนื่องมากขึ้นในช่วงครึ่งปีหลัง
ขณะที่ ธุรกิจใหม่เริ่มมีบทบาทชัดเจนขึ้น โดย A5 Design ธุรกิจให้บริการด้านการออกแบบ ตกแต่ง รีโนเวต และรับเหมาก่อสร้างแบบครบวงจร มีงานที่ได้รับแล้วมูลค่ากว่า 100 ล้านบาท และ Upper Class Solution ธุรกิจบริหารจัดการที่อยู่อาศัยและบริการดูแลลูกบ้านครบวงจร สร้างรายได้แล้วกว่า 10 ล้านบาท ซึ่งรายได้ส่วนนี้มีลักษณะทยอยรับรู้ตามระยะเวลาของสัญญาบริการ บริษัทจึงมีแผนขยายฐานลูกค้าจากโครงการในเครือ A5 ไปสู่โครงการภายนอก เพื่อขยายฐานรายได้และเสริมความแข็งแกร่งของธุรกิจในระยะยาว
ขณะเดียวกัน A5 ยังคงให้ความสำคัญกับการบริหารโครงสร้างเงินทุน สภาพคล่อง และกระแสเงินสดอย่างรอบคอบ โดยอัตราส่วนหนี้สินต่อส่วนของผู้ถือหุ้น (D/E Ratio) ณ สิ้นไตรมาส 2/2569 ลงมาอยู่ที่ 1.09 เท่า จาก 1.20 เท่า ณ สิ้นปี 2568 สะท้อนวินัยทางการเงินและแนวทางรักษาสมดุลระหว่างการลงทุนเพื่อการเติบโตกับความคล่องตัวในการดำเนินธุรกิจ นอกจากนี้บริษัทยังปรับแผนการก่อสร้างและบริหารสินค้าคงเหลือให้สอดคล้องกับภาวะตลาดและความต้องการของลูกค้าในแต่ละช่วง โดยยังคงมาตรฐานคุณภาพของทุกโครงการ ควบคู่กับการควบคุมต้นทุนและกระแสเงินสด เพื่อให้การก่อสร้าง การส่งมอบ การโอนกรรมสิทธิ์ และการรับรู้รายได้เป็นไปตามแผนอย่างมีประสิทธิภาพ
"ผลประกอบการไตรมาส 2 สะท้อนทิศทางบวกเมื่อเทียบกับไตรมาสที่ผ่านมา โดยบริษัทมองว่าปัจจัยสำคัญต่อจากนี้คือการเร่งเปลี่ยนยอดขายที่รอโอนให้เป็นรายได้ตามแผน รวมถึงพัฒนาโครงการที่มีเอกลักษณ์เฉพาะตัว รักษาทั้งมาตรฐานการอยู่อาศัยและมูลค่าของสินทรัพย์ได้ในระยะยาว ควบคู่กับการสร้าง Luxury Living Ecosystem ที่เชื่อมโยงตั้งแต่การพัฒนาโครงการ งานออกแบบและตกแต่ง ไปจนถึงบริการหลังการขายเข้าด้วยกัน เพื่อสนับสนุนการเติบโตในช่วงครึ่งปีหลังอย่างมีคุณภาพ" นายศุภโชค กล่าว