ภาคีเครือข่ายกลุ่มชาติพันธุ์ และภาคส่วนต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้อง ร่วมจัดการประชุมเชิงปฏิบัติการแกนนำกลุ่มชาติพันธุ์ เพื่อสร้างความเข้าใจกระบวนการขึ้นทะเบียนกลุ่มชาติพันธุ์ และการเลือกสมาชิกสภาตามพระราชบัญญัติคุ้มครองและส่งเสริมวิถีชีวิตกลุ่มชาติพันธุ์ พ.ศ. 2568 พร้อมจัดกิจกรรมรณรงค์สาธารณะ "เสริมพลังเครือข่ายร่วมขับเคลื่อนพระราชบัญญัติคุ้มครองและส่งเสริมวิถีชีวิตกลุ่มชาติพันธุ์ พ.ศ. 2568" เนื่องในสัปดาห์วันชนเผ่าพื้นเมืองสากล หรือ International Day of the World's Indigenous Peoples ซึ่งตรงกับวันที่ 9 สิงหาคมของทุกปี และเนื่องในโอกาสใกล้ครบรอบ 1 ปี ของการประกาศใช้กฎหมายดังกล่าวในเดือนกันยายน 2569 เมื่อวันที่ 11 สิงหาคม 2569 ณ อาคารรัฐสภา กรุงเทพฯ
นายโสภณ ซารัมย์ ประธานรัฐสภาและประธานสภาผู้แทนราษฎร เป็นประธานกล่าวเปิดงาน โดยมีภาคีเครือข่ายกลุ่มชาติพันธุ์ ผู้แทนหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง และผู้มีส่วนเกี่ยวข้องเข้าร่วม เพื่อร่วมแลกเปลี่ยนมุมมองและสร้างความเข้าใจต่อแนวทางการขับเคลื่อนสิทธิของกลุ่มชาติพันธุ์ภายใต้กฎหมายฉบับใหม่ ทั้งในมิติการคุ้มครองวิถีชีวิต การมีส่วนร่วมในกระบวนการนโยบาย และการสร้างกลไกที่ทำให้สิทธิตามกฎหมายเกิดขึ้นได้จริงในพื้นที่
ภายในงานมี เวทีเสวนาในหัวข้อ "กลุ่มชาติพันธุ์และชนเผ่าพื้นเมือง: กระแสโลกสู่สังคมไทย" ดำเนินรายการโดย นางสาวนาตยา แวววีรคุปต์ ผู้อำนวยการศูนย์สื่อสารวาระทางสังคมและนโยบายสาธารณะ (The Active) องค์การกระจายเสียงและแพร่ภาพสาธารณะแห่งประเทศไทย (ส.ส.ท.) หรือ ไทยพีบีเอส ร่วมกับภาคีเครือข่าย เพื่อชวนสังคมทำความเข้าใจบทบาทของกลุ่มชาติพันธุ์และชนเผ่าพื้นเมืองไทย ท่ามกลางกระแสการยอมรับสิทธิของชนเผ่าพื้นเมืองในระดับสากล ตลอดจนความท้าทายของการนำกฎหมายไปสู่การปฏิบัติ หลังมีผลบังคับใช้ใกล้ครบ 1 ปี
ผศ.แพร ศิริศักดิ์ดำเกิง ผู้อำนวยการศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร ระบุว่า ภูมิปัญญาไม่ใช่ข้อมูลก้อนหนึ่งแต่เป็นระบบความสัมพันธ์ที่พี่น้องชาติพันธุ์หรือชนเผ่าฝึกปฏิบัติและตัดสินใจร่วมกันในพื้นที่จริง ซึ่งไม่สามารถพรากออกไปจากพี่น้องชาติพันธุ์ได้ พร้อมชี้ว่า ภูมิปัญญาของชาติพันธุ์และชนเผ่าเป็นวิธีการดูแลอย่างครบวงจร
โดยยกตัวอย่างการ บวชป่า เป็นหนึ่งภูมิปัญญาที่กำลังยืนยันว่าต้นไม้ไม่ใช่เพียงทรัพยากร แต่เป็นสมาชิกทางภูมิธรรมของศีลธรรมร่วมกัน ต้นไม้ศักดิ์สิทธิ์จึงต้องดูแลรักษา การกำหนดเขตห้ามตัด ห้ามล่า หรือห้ามรบกวน ทำกติกาที่เราต้องเฝ้าระวังร่วมกัน แล้วก็มีการถ่ายทอดสิ่งเหล่านี้ เชื่อมความทรงจำไปสู่บรรพบุรุษในการปลูกป่า และส่งต่อคุณค่า อีกหนึ่งภูมิปัญญาที่มักถูกยกตัวอย่างคือ ไร่หมุนเวียน โดยหัวใจของไร่หมุนเวียนอยู่ที่วงจรการพักฟื้น การดูแลเลือกแปลงตามกติกา เพราะปลูกในระยะสั้น แต่พักฟื้นหลายปี กว่าจะกลับมานำป่ารุ่นใหม่มาเป็นธาตุอาหารให้ แล้วก็ติดตามการฟื้นตัว
ทั้งหมดนี้คือการปลูกพืช โดยจะต้องมีพื้นที่เพียงพอ มีระยะพักฟื้นที่ดี แล้วก็สร้างสิทธิให้กับชุมชนต่าง ๆ มีการปกป้อง กำหนดเขตหวงห้าม อย่างที่เมื่อกี้พูดถึงตอนแรก การบวชป่า ป่าชุมชน จัดการแบ่งสิทธิและหน้าที่ของทุกกลุ่ม ไม่ใช่แค่หมู่บ้านใดหมู่บ้านหนึ่งด้วยซ้ำ เวลาทำเหมืองฝาย เรากินทั้งลุ่มน้ำ ฟื้นฟูและพักฟื้น ดูแลด้วยไร่หมุนเวียน ทั้งหมดนี้คือวงจรในการดูแลรักษาสิ่งแวดล้อมและป่า ซึ่งหากดูแลดี สิ่งที่สามารถทำให้การเกิดโลกร้อนและการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศลดลงได้
ด้าน นายณัฐวุฒิ บัวประทุม รองประธานคณะกรรมาธิการกิจการเด็ก เยาวชน สตรี ผู้สูงอายุ ผู้พิการ กลุ่มชาติพันธุ์ และผู้มีความหลากหลายทางเพศ สภาผู้แทนราษฏร กล่าวถึง ข้อท้าทายหลังการมี พ.ร.บ. คุ้มครองและส่งเสริมวิถีชีวิตกลุ่มพี่น้องชาติพันธุ์ โดยข้อที่หนึ่ง คือ การพูดถึงสิทธิที่อยู่ในกฎหมายมักจะตามมาซึ่งคำถามมากมาย เช่น สิทธิเหล่านั้นจะถูกแปลงออกมาเป็นความเข้าใจ เป็นการผลักดัน เป็นการเคารพ หรือกระตุ้นให้คนที่อาจจะยังไม่เข้าใจ สามารถเข้าใจมิติหรือสิทธิเหล่านี้ได้อย่างไร
"แล้วก็สิทธิหลายอย่าง เราอ่านกันในเชิงตัวอักษร มันไม่สามารถเกิดเป็นรูปธรรม เช่น แม้กระทั่งการจัดการศึกษาของพี่น้องชาติพันธุ์ ผมยังนึกไม่ออกว่ามันจะผลักไปสู่การจัดการศึกษาที่ถูกรองรับในระบบของการเรียนได้อย่างไร ส่วนที่สองของข้อท้าทายในกฎหมายคุ้มครองและส่งเสริมวิถีชีวิตกลุ่มพี่น้องชาติพันธุ์ ก็คือ ประเด็นเรื่องของกลไกที่มีอยู่ในกฎหมาย เอาแค่กลไกในเรื่องของสภา เรื่องของการจดทะเบียนกลุ่ม เรากำลังเกิดตัวสภาที่จะตามมา ซึ่งก็อาจจะยังมีข้อโต้แย้งอยู่ว่าใครจะเป็นตัวแทนของสภา"
อีกหนึ่งข้อท้าทาย ณัฐวุฒิ กล่าวว่า การตั้งพื้นที่คุ้มครองฯ เนื่องจากในวันที่กฎหมายผ่าน พบว่าในกฎหมายฉบับที่ผ่านได้เสียหลายประเด็น ซึ่งหลายฝ่ายมองว่าการเอาพื้นที่คุ้มครองออกจากฎหมายเหมือนสูญเสียหัวใจสำคัญของกฎหมาย
นายเกรียงไกร ชีช่วง ประธานสภาชนเผ่าพื้นเมืองแห่งประเทศไทย กล่าวว่า วันนี้เป็นการฉายภาพให้เห็นว่า ประเทศไทยไม่ได้เล็ก อีกทั้งยังอยู่ภายใต้สายตาองคาพยพของโลกเหมือนกัน ถ้าวันนี้ประเทศไทยไม่สนใจทั่วโลก จะส่งผลสะเทือนไม่ใช่แค่ประชาชน แต่รวมถึงธรรมชาติ และโลกทุกมิติด้วย หลังมีกฎหมายมาแล้ว 1 ปี ตนมีความหวัง เพราะได้เห็นหัวใจของภาครัฐ เห็นหัวใจของฝ่ายการเมือง เห็นหัวใจของภาคี โดยเฉพาะภาคีสากลที่ร่วมมือกัน หลังจากนี้ต้องมีการพูดคุยกันให้มากขึ้น รวมทั้งการเปิดพื้นที่ให้กับ เด็ก เยาวชน รวมไปถึงผู้หญิงมาเยอะขึ้น ซึ่งคนกลุ่มนี้จะเป็นเสียงในอนาคต
การแลกเปลี่ยนในเวทีได้ให้ความสำคัญกับบทบาทของกลุ่มชาติพันธุ์ที่มีความเชื่อมโยงกับประเด็นสำคัญระดับโลก ทั้งการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ความหลากหลายทางชีวภาพ และสิทธิมนุษยชน โดยเฉพาะองค์ความรู้และภูมิปัญญาที่สืบทอดจากชุมชน เช่น การบวชป่า เหมืองฝาย และการทำไร่หมุนเวียน ซึ่งสะท้อนแนวทางการจัดการทรัพยากรธรรมชาติที่สอดคล้องกับหลักการด้านสิ่งแวดล้อมและการรับมือกับการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศที่ได้รับการยอมรับในระดับสากล
นอกจากนี้ ยังมีการแลกเปลี่ยนถึงความก้าวหน้าของพระราชบัญญัติคุ้มครองและส่งเสริมวิถีชีวิตกลุ่มชาติพันธุ์ พ.ศ. 2568 รวมถึงบทบาทของหน่วยงานภาครัฐ ภาคประชาสังคม ภาควิชาการ และภาคีเครือข่าย ในการสนับสนุนให้กลุ่มชาติพันธุ์สามารถมีส่วนร่วมในการกำหนดทิศทางการพัฒนาที่เกี่ยวข้องกับชีวิตและชุมชนของตนเอง โดยเน้นย้ำว่า การคุ้มครองสิทธิและวิถีชีวิตของกลุ่มชาติพันธุ์ไม่ควรหยุดอยู่เพียงการรับรองในตัวบทกฎหมาย แต่ต้องนำไปสู่กลไกและการปฏิบัติที่ทำให้สิทธิเกิดขึ้นจริง
ทั้งนี้ เมื่อวันที่ 10 สิงหาคม 2569 ที่ผ่านมา ณ โรงแรมรามาการ์เด้นส์ กรุงเทพฯ มีตัวแทนกลุ่มชาติพันธุ์จากทั่วประเทศ พร้อมด้วยผู้แทนจากหน่วยงานภาครัฐ ภาคประชาสังคม และภาคส่วนที่เกี่ยวข้อง เข้าร่วมการประชุมเชิงปฏิบัติการแกนนำกลุ่มชาติพันธุ์ เพื่อสร้างความเข้าใจกระบวนการขึ้นทะเบียนกลุ่มชาติพันธุ์ และการเลือกสมาชิกสภาคุ้มครองและส่งเสริมวิถีชีวิตกลุ่มชาติพันธุ์ โดยมี นางสาวซาบีดา ไทยเศรษฐ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงวัฒนธรรม เป็นประธานกล่าวเปิดการประชุมและมอบนโยบาย เพื่อขับเคลื่อนการคุ้มครองและส่งเสริมวิถีชีวิตกลุ่มชาติพันธุ์ให้เกิดผลเป็นรูปธรรมภายใต้พระราชบัญญัติคุ้มครองและส่งเสริมวิถีชีวิตกลุ่มชาติพันธุ์ พ.ศ. 2568