โลกกำลังเข้าสู่ช่วงเปลี่ยนผ่านครั้งสำคัญ ทั้งจาก ภูมิรัฐศาสตร์ที่แตกขั้ว กติกาการค้าและการลงทุนโลกที่เปลี่ยนไป ความเสี่ยงจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและการสูญเสียทุนธรรมชาติ ตลอดจนแรงกดดันจากกฎระเบียบและการเปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้างภายในประเทศ ซึ่งส่งผลโดยตรงต่อการเข้าถึงตลาด ต้นทุนธุรกิจ การลงทุน ห่วงโซ่อุปทาน ผลิตภาพแรงงาน และความสามารถในการแข่งขันของประเทศไทย
ขณะเดียวกัน แม้กรอบเวลาของ เป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน (SDGs) จะมุ่งสู่ปี 2030 แต่วาระความยั่งยืนไม่ได้สิ้นสุดลงพร้อมกับกรอบเวลาดังกล่าว และจะถูกส่งต่อสู่วาระการพัฒนาระดับโลกในระยะต่อไป ภาคธุรกิจและประเทศไทยจึงจำเป็นต้องเร่งการเปลี่ยนผ่าน เพื่อสร้างภูมิคุ้มกันและความสามารถในการรับมือกับความเปลี่ยนแปลงในระยะยาว
ดร.ธันยพร กริชติทายาวุธ ผู้อำนวยการ GCNT กล่าวว่า ความท้าทายของประเทศไทยวันนี้ไม่ได้อยู่ที่การรับมือกับ "Shock" เพียงอย่างเดียว แต่คือการมองให้เห็นว่าแรงกระเพื่อมเหล่านั้นกำลังเปลี่ยนกติกาและสร้าง "Shift" ใหม่อย่างไร ทั้งต่อประเทศและภาคธุรกิจ
"เวลา SDGs กำลังหมดลง แต่ความยั่งยืนไม่ได้จบลงตามเวลา"
การเปลี่ยนแปลงของโลกกำลังทำให้ความยั่งยืนขยับจาก "ทางเลือก" ไปสู่ เงื่อนไขสำคัญของความสามารถในการแข่งขัน โดยเฉพาะเมื่อกฎกติกาด้านสิ่งแวดล้อมและความรับผิดชอบตลอดห่วงโซ่อุปทานเข้มข้นขึ้น ธุรกิจไทยจึงต้องมองความยั่งยืนให้ไกลกว่าการทำตามมาตรฐาน และนำมาเป็นส่วนหนึ่งของการออกแบบธุรกิจและการเตรียมพร้อมสำหรับอนาคต
4 แรงเปลี่ยนสำคัญที่ประเทศไทยและภาคธุรกิจต้องรับมือ
ประการแรก คือ ภูมิรัฐศาสตร์ที่แตกขั้วและการเปลี่ยนแปลงของระบบเศรษฐกิจโลก ซึ่งเพิ่มความเสี่ยงต่อการค้า การลงทุน และห่วงโซ่อุปทาน ขณะที่โลกกำลังเข้าสู่ช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อของ SDGs แต่เป้าหมายด้านความยั่งยืนยังคงเป็นวาระสำคัญที่ต้องเดินหน้าต่อ
ประการที่สอง คือ กติกาการค้าและการลงทุนโลกใหม่ หรือ "Green Border" ที่ทำให้มาตรฐานด้านสิ่งแวดล้อม การเปิดเผยข้อมูลความยั่งยืน และความรับผิดชอบด้านสิทธิมนุษยชนตลอดห่วงโซ่อุปทาน กลายเป็นเงื่อนไขสำคัญของการเข้าถึงตลาดโลก ธุรกิจไทยจึงต้องเตรียมพร้อม ไม่ใช่รอให้กฎระเบียบกลายเป็นข้อจำกัดในการแข่งขัน
ประการที่สาม คือ ความเสี่ยงจากสภาพภูมิอากาศสุดขั้วและการเปลี่ยนแปลงของทุนธรรมชาติ ซึ่งกำลังส่งผลโดยตรงต่อต้นทุนธุรกิจ ผลิตภาพแรงงาน และความมั่นคงของห่วงโซ่อุปทาน ขณะที่ภาคธุรกิจทั่วโลกถูกผลักดันให้ประเมินความเสี่ยงจากการพึ่งพาธรรมชาติและระบบนิเวศมากขึ้น
และประการที่สี่ คือ แรงกดดันเชิงโครงสร้างและการเปลี่ยนแปลงของกฎหมายภายในประเทศ โดยเฉพาะการเตรียมความพร้อมต่อ พ.ร.บ.การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ (Climate Act) และกลไก Carbon Pricing ของไทย รวมถึงโจทย์โครงสร้างพื้นฐานและพลังงานสะอาด ซึ่งล้วนมีผลต่อขีดความสามารถในการแข่งขันและการดึงดูดการลงทุนใหม่ของประเทศ
จาก "ผู้รับมือ" สู่ "ผู้นำการเปลี่ยนแปลง"
ภาคเอกชนไม่ได้มีบทบาทเพียงผู้รับผลกระทบจากกติกาใหม่ แต่สามารถเป็น ผู้นำและผู้ขับเคลื่อนการเปลี่ยนผ่าน ด้วยการปรับรูปแบบธุรกิจ นำ ESG มาเป็นส่วนหนึ่งของธุรกิจ ลงทุนในเทคโนโลยีและนวัตกรรมที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม และพัฒนากระบวนการผลิตที่ลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก เพื่อสร้างมาตรฐานใหม่ให้เศรษฐกิจไทย
การเปลี่ยนผ่านไม่สามารถเกิดขึ้นได้จากภาคธุรกิจเพียงลำพัง แต่ต้องอาศัยความร่วมมือกับ ภาครัฐ ภาคประชาสังคม ภาควิชาการ องค์การระหว่างประเทศ และเครือข่ายระดับโลก เพื่อสร้างระบบนิเวศที่เอื้อต่อการเปลี่ยนผ่านและการเติบโตอย่างยั่งยืน
GCNT Expo 2026: พื้นที่เปลี่ยน "SHOCK" ให้เป็น "SHIFT"
GCNT Expo 2026 ถูกออกแบบให้เป็นมากกว่างานประชุมด้านความยั่งยืน แต่เป็น เวทีแห่งการมองภาพอนาคตและกำหนดทิศทางการเปลี่ยนผ่านของประเทศไทย โดยเชื่อมโยงประเด็นระดับประเทศ ธุรกิจ และผู้คนเข้าด้วยกัน
ตลอด 3 วัน ผู้เข้าร่วมจะได้สำรวจโจทย์สำคัญตั้งแต่ ภูมิรัฐศาสตร์และเศรษฐกิจ กฎกติกาใหม่ด้านการค้าและสิ่งแวดล้อม Green Supply Chain การเงินเพื่อการเปลี่ยนผ่าน พลังงาน Data Center เทคโนโลยีและนวัตกรรม เมืองและทุนธรรมชาติ ไปจนถึงการพัฒนาทุนมนุษย์ การศึกษา และการเติบโตอย่างทั่วถึง
วันแรกเปิดเวทีด้วยมุมมองระดับประเทศ โดย นายกรัฐมนตรี มีกำหนดกล่าวปาฐกถาพิเศษ "ทางรอดประเทศไทย ฝ่าวิกฤตสู่ความยั่งยืน" พร้อมถ้อยแถลงจาก Ms. Michaela Friberg-Storey ผู้ประสานงานสหประชาชาติประจำประเทศไทย และ Ms. Sanda Ojiambo, Assistant Secretary-General and CEO, United Nations Global Compact ก่อนเข้าสู่ Fireside Chat "From Shock to Shift: Thailand Transition in a Fractured World จากโลกสะเทือน สู่โจทย์ความยั่งยืนของประเทศไทย" โดย นายศุภชัย เจียรวนนท์ นายกสมาคมเครือข่ายโกลบอลคอมแพ็กแห่งประเทศไทย ดำเนินรายการโดย นครินทร์
วนกิจไพบูลย์ (เคน) ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและบรรณาธิการบริหาร บริษัท เดอะสแตนดาร์ด จำกัด
ช่วง High-Level Segment จะรวบรวมมุมมองจากผู้นำภาคธุรกิจชั้นนำ อาทิ Sigve Brekke CEO True, ประสิทธิ์
บุญดวงประเสริฐ CEO CPF, ฐาปณี เตชะเจริญวิกุล CEO BJC, ธรรมศักดิ์ เศรษฐอุดม CEO SCG รวมถึงปาฐกถา "Thailand's Green Transformation Strategy: กางแผน 2 แสนล้านสู่การเปลี่ยนผ่านอย่างยั่งยืน" โดย ดร.เอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ
รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง
วันที่สองเจาะลึก Green Rules, Green Supply Chain, Natural Capital และ Transition Finance เพื่อสำรวจว่า
กฎกติกาใหม่ของโลกกำลังเปลี่ยนเงื่อนไขการแข่งขันของธุรกิจไทยอย่างไร และภาคธุรกิจจะเปลี่ยนความท้าทายเป็นโอกาสทางธุรกิจได้อย่างไร
ส่วนวันสุดท้ายมุ่งสู่โจทย์ Energy, Data, Innovation และ Human Capital ตั้งแต่การเปลี่ยนผ่านด้านพลังงาน โอกาสจาก Data Center การสร้างความสามารถด้านนวัตกรรม ไปจนถึงการยกระดับทุนมนุษย์และระบบการศึกษา เพื่อให้ประเทศไทยมีคนและขีดความสามารถที่พร้อมสำหรับเศรษฐกิจในอนาคต
อีกหนึ่งมิติสำคัญคือการเปิดพื้นที่ให้ คนรุ่นใหม่และมิติด้าน Wellbeing เข้ามาอยู่ในบทสนทนาความยั่งยืน สะท้อนว่าการเปลี่ยนผ่านที่แท้จริงไม่ได้เกิดจากนโยบาย เทคโนโลยี หรือการลงทุนเพียงอย่างเดียว แต่ต้องเกิดจากการเปลี่ยนแปลงของผู้คนด้วย
ประเทศ - ธุรกิจ - คน ต้องเปลี่ยนไปด้วยกัน
GCNT Expo 2026 สะท้อนความเชื่อว่า Sustainable Transition ไม่ใช่ภารกิจของภาคส่วนใดภาคส่วนหนึ่ง แต่เป็นการเปลี่ยนแปลงที่ต้องเกิดขึ้นพร้อมกันทั้งในระดับประเทศ ระบบเศรษฐกิจ ภาคธุรกิจ และผู้คน
จาก SHOCK SHIFT จึงไม่ใช่เพียงการเปลี่ยนผ่านเพื่อ "อยู่รอด" แต่คือการสร้าง ภูมิคุ้มกัน ความสามารถในการแข่งขัน และการเติบโตที่ยั่งยืน ให้กับประเทศไทยในโลกที่กำลังเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว
"เราไม่สามารถหยุดการเปลี่ยนแปลงของโลกได้ แต่เราสามารถเลือกได้ว่าประเทศไทยจะรับมือกับการเปลี่ยนแปลงนั้นอย่างไร และจะเปลี่ยนความท้าทายให้เป็นโอกาสได้อย่างไร GCNT Expo 2026 จึงต้องการชวนทุกภาคส่วนมาร่วมกันกำหนดทิศทาง และร่วมกันสร้าง SHIFT ของประเทศไทยไปด้วยกัน" ดร.ธันยพร กล่าว
GCNT Expo 2026From SHOCK To SHIFT: Thailand's Sustainable Transition in a Fractured World2-4 กันยายน 2569 | True Digital Park กรุงเทพฯ
ลงทะเบียนและติดตามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ expo.globalcompact-th.com