เพื่อแก้ปัญหาดังกล่าว ดร.กิตติชนม์ อุเทนะพันธุ์ และคณะวิจัยจากมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลศรีวิชัย จึงทำ "โครงการปูขาว-นครศรีโมเดล เพื่อการยกระดับเศรษฐกิจฐานรากด้วยห่วงโซ่คุณค่าใหม่บนฐานทรัพยากรพื้นถิ่นนครศรีธรรมราช" ภายใต้กรอบวิจัยการพัฒนาขีดความสามารถของผู้ประกอบการในพื้นที่ (Local Enterprises) บนฐานทรัพยากรพื้นถิ่นเพื่อสร้างเศรษฐกิจฐานรากและเศรษฐกิจหมุนเวียนในพื้นที่ โดยการสนับสนุนจากหน่วยบริหารจัดการทุนด้านการพัฒนาพื้นที่ (บพท.) ภายใต้กำกับ สำนักงานเร่งรัดการวิจัยและนวัตกรรมเพื่อเพิ่มความสามารถการแข่งขันและการพัฒนาพื้นที่ (องค์การมหาชน) หรือ รวพ. ซึ่งมีเป้าหมายในการฟื้นฟูนากุ้งทิ้งร้าง เพิ่มประสิทธิภาพการเลี้ยงปูขาว และเพิ่มอัตราการรอดตายของปูขาวให้สูงขึ้นมากกว่าร้อยละ 80 ด้วยเทคโนโลยีที่เหมาะสม (Appropriate Technology) เพื่อยกระดับรายได้ให้กับเกษตรกรในพื้นที่ โดยใช้ทรัพยากรที่เกษตรกรมีอยู่แล้ว ไม่ต้องลงทุนเพิ่มเติม
หัวใจสำคัญของโครงการ คือ การพัฒนาชุดความรู้ (Standard Operating Procedure : SOP) การผลิตลูกพันธุ์ปูขาวขนาดใหญ่ และชุดความรู้การผลิตปูขาวขนาดตลาด เพื่อปรับปรุงกระบวนการผลิตปูขาวที่เกษตรกรสามารถนำไปใช้ได้จริง โดยนำชุดความรู้นี้ไปใช้ในกระบวนการอนุบาลลูกพันธุ์ปูขาวขนาดเล็ก 0.5 เซนติเมตร ให้เป็นลูกพันธุ์ปูขาวขนาด 5 เซนติเมตร สำหรับนำไปใช้ในการผลิตปูขาวตามขนาดที่ตลาดต้องการ โดยการวางระบบจัดการใน 4 ปัจจัยสำคัญ ได้แก่ การป้องกันศัตรูของปู การกำหนดความหนาแน่น การจัดการอาหาร และการดูแลคุณภาพน้ำในบ่อ รวมถึงพัฒนาจุลินทรีย์สังเคราะห์แสงสำหรับบำบัดของเสียสะสมในการเตรียมบ่อและจากอาหารสด เพื่อช่วยฟื้นฟูคุณภาพน้ำและดินในบ่อเลี้ยง
"ที่ผ่านมาเราไม่ได้เลี้ยงปู แต่ปล่อยให้ธรรมชาติเลี้ยงปู ผลลัพธ์ที่ได้จึงขึ้นอยู่กับดวงมากกว่าการจัดการ หัวใจของนวัตกรรมไม่ได้อยู่ที่การใช้เทคโนโลยีราคาแพง แต่อยู่ที่การจัดการทุกขั้นตอนอย่างเป็นระบบ ตั้งแต่การทำความเข้าใจนิเวศและชีววิทยาของปู การอนุบาลลูกปู การจัดการอาหาร ความหนาแน่น การป้องกันศัตรู และการดูแลคุณภาพน้ำ เมื่อควบคุมปัจจัยเหล่านี้ได้ การเลี้ยงปูจะเปลี่ยนจากอาชีพที่พึ่งพาโชค มาเป็นธุรกิจที่สามารถคำนวณต้นทุน คาดการณ์ผลตอบแทน บริหารความเสี่ยง และจัดการตลาดได้ โดยคณะวิจัยยังพัฒนาระบบคำนวณต้นทุนการผลิต ทำให้เกษตรกรรู้ต้นทุนที่แท้จริงและวางแผนการผลิตได้อย่างแม่นยำ" ดร.กิตติชนม์ อุเทนะพันธุ์ กล่าว
จากการปรับกระบวนการผลิตใหม่ ทำให้เกษตรกรผู้เลี้ยง 14 ราย สามารถเพิ่มอัตราการรอดของปูขาวจากที่ต่ำกว่าร้อยละ 20 เป็นร้อยละ 60 - 80 โดยอัตราการรอดของลูกพันธุ์ปูขาวขนาดใหญ่เพิ่มขึ้นเป็นร้อยละ 65 และอัตราการรอดของปูขาวขนาดตลาดเพิ่มขึ้นถึงร้อยละ 80 และเกษตรกรที่สามารถใช้เทคโนโลยีนี้ได้เต็มประสิทธิภาพจะผลิตปูขาวขนาดตลาดได้ถึง 220 กิโลกรัมต่อไร่ต่อรอบการเลี้ยง (3 เดือน) และหากดำเนินการเลี้ยง 2 รอบต่อปี จะสามารถสร้างรายได้มากกว่า 60,000 บาทต่อไร่ต่อปี
นายณัฏฐชัย นาคเกษม หรือ "พี่โชค" เกษตรกรผู้เคยประสบปัญหาหนี้สินจากการเลี้ยงกุ้งจนต้องปล่อยบ่อร้างที่ตอนนี้กลายเป็นนวัตกรชุมชนคนสำคัญ กล่าวว่า "ก่อนเข้าร่วมโครงการเคยเลี้ยงปูแบบดั้งเดิม ได้ผลผลิตเพียง 100-200 กิโลกรัมต่อปี จากพื้นที่กว่า 12 ไร่ และมีรายได้เพียงหลักพันบาทต่อสัปดาห์ แต่หลังนำมาตรฐานการเลี้ยง (SOP) ของทีมวิจัยมาปรับใช้ โดยให้ความสำคัญกับทุกขั้นตอน ตั้งแต่การเตรียมบ่อ การอนุบาลลูกปู การควบคุมคุณภาพน้ำ การสร้างอาหารธรรมชาติ และการกำหนดความหนาแน่นของปูในบ่ออย่างเหมาะสม อัตราการรอดของลูกปูเพิ่มจากเดิมเพียงร้อยละ 5-10 เป็นร้อยละ 60 ส่งผลให้ผลผลิตและรายได้เพิ่มขึ้นอย่างชัดเจน พร้อมสร้างความเชื่อมั่นว่าองค์ความรู้ทางวิชาการที่ประยุกต์ใช้อย่างถูกต้องสามารถเปลี่ยนผลลัพธ์ของการเลี้ยงปูได้จริง"
ความสำเร็จของงานวิจัยครั้งนี้ไม่ได้หยุดอยู่เพียงการพลิกฟื้นนากุ้งร้างให้กลับมาสร้างรายได้ แต่ยังต่อยอดสู่การสร้าง "ระบบถ่ายทอดเทคโนโลยี" ที่ช่วยให้ชุมชนขยายผลได้ด้วยตนเอง โดยในปี 2568 ทีมวิจัยดำเนิน "โครงการขยายผลเทคโนโลยีที่เหมาะสมในการเลี้ยงปูขาวเพื่อยกระดับรายได้เกษตรกรท้องถิ่นลุ่มน้ำปากพนัง" ผ่านกระบวนการเรียนรู้แบบ Appropriate Learning Process (ALP) ควบคู่กับระบบ "แม่ข่าย-ลูกข่าย" (Training the Trainers) คัดเลือกเกษตรกรต้นแบบ 16 ราย เป็นผู้ผลิตลูกพันธุ์ปูและถ่ายทอดองค์ความรู้สู่เกษตรกรอีก 104 ราย รวม 120 ครัวเรือน
ดร.กิตติชนม์ ระบุว่า หัวใจของโครงการคือการสร้าง "ครู" จากเกษตรกรที่ประสบความสำเร็จจริง แทนการพึ่งพานักวิจัยเป็นผู้ถ่ายทอดความรู้เพียงฝ่ายเดียว เพื่อให้ชุมชนสามารถเดินหน้าต่อได้อย่างมั่นคง แนวทางดังกล่าวช่วยให้การขยายผลสอดคล้องกับบริบทของแต่ละพื้นที่ พร้อมเปิดโอกาสให้เกษตรกรต้นแบบสร้างรายได้จากการผลิตลูกพันธุ์ปูควบคู่กับการเลี้ยงปูเชิงพาณิชย์ โดยภายในเวลาเพียง 5 เดือน เกษตรกรแม่ข่ายมีรายได้จากการจำหน่ายลูกพันธุ์ปูขนาดใหญ่เฉลี่ย 38,000-39,000 บาทต่อไร่ และยังมีรายได้เพิ่มเติมจากการจำหน่ายปูขนาดตลาด สะท้อนการเกิดห่วงโซ่ธุรกิจใหม่ที่ช่วยกระจายรายได้และเสริมความเข้มแข็งให้เศรษฐกิจชุมชน
จากพื้นที่นากุ้งร้างที่ครั้งหนึ่งเคยเป็นภาระหนี้สิน วันนี้กำลังกลายเป็นต้นแบบของการใช้ "เทคโนโลยีที่เหมาะสม" เพื่อฟื้นฟูเศรษฐกิจฐานราก เป็นข้อพิสูจน์ที่ทำให้เห็นว่านวัตกรรมที่สร้างการเปลี่ยนแปลงไม่จำเป็นต้องซับซ้อนหรือใช้ต้นทุนสูง หากแต่ต้องเป็นเทคโนโลยีที่ตอบโจทย์ปัญหาของคนในพื้นที่ ใช้ได้จริง และทำให้ชุมชนสามารถเรียนรู้ พึ่งพา และขับเคลื่อนการพัฒนาต่อได้ด้วยตนเองอย่างยั่งยืน